xs
xsm
sm
md
lg

โปรด “อ่านอีกครั้ง” เพราะหนังสือสร้างคน คนสร้างชาติ “สุชาดา สหัสกุล”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เพราะ…หนังสือสร้างคน คนสร้างชาติ “สุชาดา สหัสกุล” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เชิญชวนให้ทุกคนโปรด “อ่านอีกครั้ง” ในงานที่คนรักหนังสือไม่ควรพลาด ซึ่งครั้งนี้กลับมาพร้อมความยิ่งใหญ่กับ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 46 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 16 จัดขึ้นโดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “อ่าน...อีกครั้ง” โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของการอ่าน ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป


นอกจากนี้แล้วภายในงานยังจะได้พบกับหนังสือมากกว่า 1,000,000 เล่ม จากสำนักพิมพ์ทั้งไทยและต่างชาติกว่า 400 ราย รวมทั้งสิ้น 945 บูธ บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร กิจกรรมบนเวทีเอเทรียมกว่า 90 รายการ กิจกรรมในห้องสัมมนาอีกกว่า 45 รายการ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นรายการที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อผู้เข้าชมงาน ซึ่งงานจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม - 8 เมษายน 2561 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

   • ก่อนอื่นอยากให้นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยพูดถึงงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 46 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 16 หน่อยค่ะ

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เริ่มจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2515 จัดขึ้นบริเวณโรงละครแห่งชาติ จากนั้นมีการย้ายสถานที่จัดงานไปหลายแห่ง ได้แก่ สวนลุมพินี โรงเรียนหอวัง ท้องสนามหลวง คุรุสภา และถนนลูกหลวง ข้างกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2546 ได้มีการจัดงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ไปพร้อมกันด้วย และย้ายสถานที่จัดงานไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี เพื่อรณรงค์ให้คนไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน และส่งเสริมให้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง เรียนรู้และทำความเข้าใจเทคนิควิธีการส่งเสริมการอ่าน แก่เด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสมและได้ผล นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้สำนักพิมพ์ไทยตื่นตัว ปรับปรุงและพัฒนาการผลิตหนังสือให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยการอ่านจะเป็นรากฐานสำคัญนำไปสู่การพัฒนาประเทศในทุกด้าน ตลอดจนกระตุ้นการเรียนรู้ และปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง

สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 46 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 16 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “อ่าน...อีกครั้ง”  เชื่อมโยงกับนิทรรศการหลักของงาน ที่จะเล่าเรื่องตั้งแต่ประวัติศาสตร์การอ่านของโลกและประเทศไทย การอ่านในยุคต่างๆ จนถึงหนังสือที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ โดยเน้นให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นอย่างเร่งด่วนของประเทศไทย ในการสร้างวัฒนธรรมแสวงหาความรู้ โดยมีการอ่านเป็นกิจกรรมสำคัญ เพื่อให้เราได้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้

นิทรรศการดังกล่าวนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่ความเป็นมาของการอ่าน แผ่นเครื่องมือ อาทิ แผ่นดิน ศิลาจารึก ใบลาน การโจษจันต่างๆ ที่นำไปสู่เรื่องของการอ่าน ภายในนิทรรศการจะมีแท่นพิมพ์โบราณ ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากทางองค์การการค้าคุรุสภา(สกสค.) มาจัดแสดงด้วย

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น…

นิทรรศการ “100 ปี นายผี อัศนี พลจันทร์” โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บุคคลหนึ่งที่อยู่ในขบวนการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย ทั้งก่อนและหลังสมัย 14 ตุลา และมีอิทธิพลทางความคิดกับนักศึกษาในช่วงนั้นมาก

นิทรรศการ “วรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า ๒๕๖๑” โดยรัฐสภา ที่นำเอาหนังสือ บทกวี เรื่องสั้นผ่านการคัดสรรมาจัดแสดง

นิทรรศการ “ภาพในวาระ ปีแห่งปะการังสากล (IYOR 2018) มรดกท้องทะเลไทย (Thai Sea Heritage)” โดยสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ ที่จะยกเอารูปสวยๆ ในท้องทะเลที่เรามองไม่เห็น มาให้ชมกัน

นิทรรศการ “ห้องสมุดเพื่อการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร (BMA Book & Library Fair)” โดยกรุงเทพมหานคร

นิทรรศการ “เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รัตนมณีสาร เมื่อข้าพเจ้าเขียน ‘ย่ำแดนมังกร’ ‘ไป๋อิ๋นน่า’ หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ” โดยบริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด

รวมทั้งนิทรรศการ “ CCC: Creative Comic Creation” โดย สมาคมผู้ประกอบการสิ่งพิมพ์แห่งไทเป และกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน ซึ่งเป็น Guest of Honor ของงานสัปดาห์หนังสือในครั้งนี้อีกด้วย

อีกทั้งยังมีบูท “๑ อ่านล้านตื่น” จะมีของที่ระลึกจัดจำหน่าย อาทิ สมุดโน้ตเล่มเล็กลาย คีย์วิชวล (Key Visual) เล่มละ 20 บาท 3 เล่ม 50 บาท ที่คั่นหนังสือ แม็กเน็ต(Magnet) ลายคีย์วิชวล (Key Visual) อันละ 25 บาท 3 อัน 60 บาท เสื้อลายคีย์วิชวล (Key Visual) 250 บาท และกระเป๋าลายคีย์วิชวล (Key Visual) 449 บาท และนอกเหนือจากนั้นยังมีทำลุ้นโชควงล้อเสี่ยงทาย จ่ายเพียง 100 บาท รางวัลสูงสุดเป็น gift voucher 3,000 บาทซื้อหนังสือฟรีภายในงาน ซึ่งรายได้ตรงนี้จะรวบรวมให้ชุมชนที่ทำเรื่องของการส่งเสริมการอ่าน ซึ่งจะได้มีหนังสือไปให้กับสมาชิก ให้กับคนในพื้นที่ ทุกๆ ครั้งเราก็จะเชิญบุคคลเหล่านี้ หรือชุมชนเหล่านี้มารับงบประมาณ มารับเงินทุน และเลือกซื้อหนังสือในงานสัปดาห์หนังสือค่ะ

นอกจากนี้งานนี้จะยังได้พบกับหนังสือมากกว่า 1,000,000 เล่ม จากสำนักพิมพ์ทั้งไทยและต่างชาติกว่า 400 ราย รวมทั้งสิ้น 945 บูท บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร กิจกรรมบนเวทีเอเทรียมกว่า 90 รายการ กิจกรรมในห้องสัมมนาอีกกว่า 45 รายการ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นรายการที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ต่อผู้เข้าชมงาน ซึ่งงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 46 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 16 จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม - 8 เมษายน 2561 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (วันที่ 29 มีนาคม เปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00 น.)

   • โปรด “อ่านอีกครั้ง” … แนวคิดนี้มีที่มาอย่างไรคะ

ทำไมถึงต้องเป็น “อ่านอีกครั้ง” ก็เพราะว่าในทุกๆ การเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อโลกเปลี่ยน เราต้องปรับ การที่เราจะปรับตัวได้ก็ต้องอ่าน ต้องค้นคว้า แล้วก็ไปหาทางว่าเราจะปรับเปลี่ยนแก้ไขอะไรยังไงได้บ้าง เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่สามารถเอาตัวรอดได้ สามารถที่จะปรับตัวได้ หรือหาทางที่จะต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ได้ตลอดเวลา ฉะนั้นแล้วในทุกๆ การเปลี่ยนแปลงจะต้องมีการอ่านเกิดขึ้น หนังสือจึงเป็นหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ เหมือนว่าหนังสือไปมีอิทธิพลทางความคิดทำให้เขาลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงได้ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เราก็อย่าไปตกใจ ให้ตั้งสติดีๆ และไปอ่านหนังสือ เราอาจจะนิ่งขึ้นหรืออาจจะค้นพบช่องทางในการแก้ปัญหา และสามารถตั้งหลักได้

นี่เลยจึงเป็นที่มาของคำว่า “โปรดอ่านอีกครั้ง” เพราะถ้าคุณกลับมาอ่านอีกครั้ง คุณจะได้ไอเดียในการไปพัฒนาต่อยอด หรือนำไปสู้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น หนังสือ กระท่อมน้อยของลุงทอม( Uncle Tom's Cabin) หนังสือเล่มนี้เล่มเดียวทำให้เกิดการยกเลิกการมีทาสได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา

หรืออย่างหนังสือ กำเนิดสปีชีส์ (The Origin of Species) ของ Charles Darwin (ชาร์ลส์ ดาร์วิน) อันนี้ก็มีการเปลี่ยนวิธีคิด ซึ่งสมัยก่อนคนเชื่อว่าพระเจ้าเป็นคนสร้างมนุษย์ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่ เพราะจริงๆ แล้วมันมีหลักทฤษฎีวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายได้ว่าคนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตรงนี้เลยทำให้มีการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนความเชื่อของคนได้ เป็นต้น

   • มองการอ่านสำคัญไฉน? ในฐานะนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย อยากให้พูดถึงมุมมองเรื่องการอ่านหน่อยค่ะ

การอ่านสามารถเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนโลก และเสริมสร้างคุณภาพคน ซึ่งคนที่มีคุณภาพก็จะไปสร้างชาติ สร้างโลก ให้เข้มแข็งขึ้นได้ เพราะฉะนั้นการอ่านเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในแพลตฟอร์มไหน ไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะอ่านในมือถือ อ่านในแท็บเล็ต หรือว่าอ่านในหนังสือที่เป็นเล่ม เพราะเรามีความเชื่อว่าคนที่อ่านหนังสือไม่ว่าจากแหล่งไหนก็ตาม จะมีพัฒนาการทางความคิด จะรู้จักคิดเป็น วิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

   • การอ่านเป็นสิ่งจำเป็น แบบนี้ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กไหมคะ

มีส่วนนะคะ อย่างในเด็กเล็ก เขาบอกว่า 0-6 ปี คุณพ่อคุณแม่ต้องอ่านนิทานให้ลูกฟัง เพราะการอ่านนิทานให้ลูกฟังจะไปช่วยในเรื่องการพัฒนาเซลล์สมอง เด็กจะดูรูป ดูรูปเสร็จปุ๊บเขาจะคิดตาม เกิดความคิดต่อยอด สร้างให้เกิดการเรียนรู้ การพัฒนาได้ ตรงนี้ก็จะเป็นการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านได้ค่ะ

ทุกคนต้องเริ่มต้นอ่านก่อนค่ะ จะอ่านเล่มไหนก็ได้ แนวไหนก็ได้ที่คุณชอบ อย่างเด็กๆ ในวัยเรียน ไม่จำเป็นจะต้องอ่านแค่ในบทเรียนเท่านั้นนะคะ เพราะแน่นอนว่าในตำรามันไม่ใช่สิ่งที่เด็กอยากจะอ่าน วันหนึ่งเรียนหนังสือ 5-6 ชั่วโมงแล้ว เด็กก็คงเบื่อแล้วแหละ ดังนั้นลองให้เขาหันมาอ่านหนังสือนอกเวลาบ้าง สมมติว่าถ้าน้องๆ เป็นคนที่ชอบอ่านนวนิยาย แนวแจ่มใสก็อ่านเลยค่ะ อ่านเสร็จเดี๋ยวเราจะไปต่อยอดเอง เพราะว่าเวลาอ่านไปถึงจุดหนึ่งแล้ว เราจะรู้ว่าเราอยากอ่านตรงไหนต่อ ตรงนี้จะทำให้เราเกิดความคิด เกิดการต่อยอด เกิดจินตนาการได้

   • แนะนำว่าไม่จำเป็นต้องอ่านเฉพาะในบทเรียนใช่ไหมคะ

ใช่ค่ะ เพราะบางครั้งเด็กจะถูกไล่ให้ไปอ่านแต่หนังสือสอบ อ่านแต่ในตำรา พอเด็กไปอ่านการ์ตูนหน่อย พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะดุ ซึ่งตรงนี้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เลยนะคะว่าจริงๆ แล้วเขาอ่านหนังสือนอกตำราเรียนได้ เพราะการอ่านหนังสือนอกตำราเรียน จะทำให้เขาได้ความรู้อีกแนวหนึ่ง และสามารถแตกแขนงออกไปตามความชอบของเขาได้

สมมติว่าในบทเรียนมีหนังสืออยู่ 10 เล่ม มีเด็ก 100 คน อ่านหนังสือ 10 เล่มนี้ เขาก็จะรู้แค่นี้ รู้เหมือนๆ กัน แต่ถ้าเด็กได้ไปอ่านหนังสือนอกห้องเรียน นอกตำรา หนังสือที่ได้รับการแนะนำ หนังสือที่ควรอ่าน เขาก็จะรู้แตกฉานมากขึ้น ต่างคนต่างได้รู้ในสิ่งที่ตัวเองอยากจะรู้ ซึ่งไม่เหมือนกัน เราก็จะได้คนที่มีคุณภาพ ที่มีความรู้แตกต่างกันถึง 100 คน แต่ถ้าสมมติเราเอาคน 100 คนมาอ่านหนังสือแค่ 10 เล่ม เราก็จะมีคน 100 คนที่มีความรู้แค่หนังสือ 10 เล่ม เผลอๆ อาจจะไม่ถึง 10 เล่มก็ได้นะ เพราะเขาไม่ได้สนใจ เขาไม่ได้อยากเรียน ซึ่งถ้าเราเปลี่ยนวิธีการเรียน การสอนใหม่ ให้เกิดจากความรัก ความชอบก่อนที่จะลงมือทำ ตรงนี้เชื่อว่าความรู้สึกอยากทำ อยากเรียนจะมาเองค่ะ

   • สมัยนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น เหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะจับหนังสือน้อยลง และเน้นไปที่หน้าจอเป็นหลัก แบบนี้โดยส่วนตัวท่านคิดว่าจะกระทบกับวงการหนังสือ หรือนักเขียนอย่างไรบ้างไหมคะ

ตรงนี้เขามีวิจัยออกมาแล้วนะคะว่าคนที่อ่านหนังสือ 80 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังซื้อเป็น physical book อยู่ จริงๆ แล้วเรามองว่าการอ่านทาง e - book หนึ่ง…เลยคือเสียสายตา สอง…ไม่ได้อรรถรสเพราะว่ามันแข็ง ระหว่างกระดาษกับกระจก กระจกสัมผัสไปแล้วมันกระด้างนะ แต่หนังสือคุณจะได้กลิ่นของกระดาษ ได้กลิ่นของน้ำหมึก คุณจะได้จับ แล้วอ่านถึงตอนไหนก็สามารถเปิดอ่านต่อได้ใหม่ อรรถรสหรือในเรื่องของความรู้สึกสัมผัสมันจะต่างกันมาก ทำให้คนที่อ่านหนังสือ 80 เปอร์เซ็นต์ ยังซื้อเป็น physical book อยู่ เพราะฉะนั้นข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน หรืออะไรพวกนี้ น่าจะเป็นลักษณะที่ว่า ไปอ่านเพื่อค้นหาข้อมูลมากกว่า แต่ถ้าสมมติเป็นพวกวรรณกรรม ที่อ่านเพื่อความบันเทิงเริงรมย์ เราเชื่อว่าหนังสือยังมีคนซื้อและยังขายได้อยู่ค่ะ

   • แบบนี้ถ้ามีคนอยากจะมาเป็นนักเขียนในยุคปัจจุบันต้องปรับตัวอย่างไรบ้างคะ อยากให้ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ

ใครที่อยากเป็นนักเขียนในยุคนี้ ก่อนอื่นต้องเริ่มจากถ้าอยากเขียนต้องเขียนเลย อยากทำแต่ไม่ทำ ไม่ว่าอะไรก็จะไม่เกิดขึ้นได้ในโลกใบนี้ เขียนครั้งแรกอาจจะไม่โดน ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ก็ต้องเขียน

การเขียนที่ดีทั้งหมดทั้งมวลต้องเริ่มต้นมาจากการอ่านก่อน ต้องรู้จักค้นคว้าด้วย ยกตัวอย่าง “รอมแพง” เขาก็ต้องค้นคว้า เข้าไปในห้องสมุด อ่านหนังสือ หาข้อมูลในยุคสมัยของพระนารายณ์ ค้นคว้าข้อมูลถึง 3 ปี เพราะว่าการจะเป็นนักเขียนที่ดี คุณต้องทำให้เขาเชื่อในสิ่งที่คุณเขียนไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องแต่งก็ตามที ต้องสมเหตุสมผล อีกทั้งข้อมูลที่เป็นความจริงต้องไม่โกหก ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้า อ้างไปเรื่อย ต้องมีที่มาที่ไป ความรู้ต้องแน่น เพราะคุณต้องรับผิดชอบต่อผู้อ่าน นี่คือคุณสมบัติไม่ว่านักเขียนยุคไหนก็ต้องมีค่ะ


ถ้าอยากเป็นนักเขียนยุคนี้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่ปล่อยของนะคะ เพราะอย่างภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 46 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 16 จะมีนักเขียนมาเปิดตัวนิตยสารออนไลน์ชื่อว่า “อ่านเอา” คอนเซ็ปต์ก็เนื่องมาจากนิตยสาร แมกกาซีน กำลังจะล้มหายตายจาก ทำให้นักเขียนเขาไม่มีที่ปล่อยของ เขาก็เลยมารวมตัวกันแล้วก็ทำเป็นนิตยสารออนไลน์ ใครที่อยากเขียนอะไรก็มาปล่อยของกันตรงนี้ได้ค่ะ

   • แล้วเทคโนโลยีและความทันสมัยที่เข้ามามีอิทธิพลในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้คนอ่านหนังสือน้อยลงบ้างหรือเปล่าคะ

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเร้าตัวอื่น เช่น สมาร์ทโฟน หรือว่าทีวี หรือว่าอะไรพวกนี้เป็นตัวหนึ่งที่แย่งเวลา ซึ่งเราต้องหันมาใช้เทคโนโลยี ปรับให้เข้ากับยุคสมัยด้วย เพราะไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เขาจะอยู่กับสมาร์ทโฟนกับหน้าจอซะมากกว่า เพราะฉะนั้นถ้าเรายังตั้งรับอยู่มันก็จะไม่เกิด เราต้องเชิงรุก ต้องเข้าไปหาเขา อย่างในงานหนังสือครั้งล่าสุดก็จะมีนิทรรศการ CCC : (Creative Comic Creation) ของประเทศไต้หวัน เป็นนิทรรศการที่พูดถึงหนังสือการ์ตูน 4 เรื่อง เป็นหนังสือแนวประวัติศาสตร์ของไต้หวัน แต่เขาจะนำเสนอผ่านเทคโนโลยีที่เป็นแอปพลิเคชัน AR (Augmented Reality) ที่จะเชื่อมให้คุณได้เจอตัวการ์ตูนที่อยู่ในหนังสือลุกขึ้นมาทักทาย เป็นโลกเสมือนจริง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะทำให้เยาวชนอยากจะมาดู ดูเสร็จปั๊บก็จะนำไปสู่การอยากรู้เรื่องและอยากกลับไปอ่านหนังสือ 4 เล่มนี้

ทุกวันนี้มีบางสำนักพิมพ์นำเทคโนโลยีนี้มาใช้แล้วเหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะหนังสือเด็ก ที่ส่องเข้าไปในภาพก็จะเห็นตัวการ์ตูนต่างๆ ลุกขึ้นมามีชีวิต หรืออย่างของเกาหลีจะมีคล้ายๆ กับโฮโลแกรม เป็นสามมิติ คล้ายพีระมิด พอส่องเข้าไปก็จะเห็นตัวการ์ตูนลุกขึ้นมา ตอนนี้เทคโนโลยีมันก้าวล้ำไปเรื่อยๆ ซึ่งเราเชื่อว่าในอนาคตก็คงจะต้องมีอย่างอื่นอีกมาก ที่ก็ต้องปรับตัวพยายามนำพาหนังสือเข้าไปสู่เรื่องของความทันสมัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่สัมผัสได้ เป็นเหมือนกับกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้หนังสือไม่ตกรุ่น ไม่ตกสำรวจไปจากคนรุ่นใหม่ค่ะ

จริงๆ เราต้องกลับไปดูนะคะว่าคนที่เขาไม่อ่านหนังสือ ไม่อ่านเพราะอะไร อย่างทุกวันนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2558 สำรวจมาว่า เด็ก 0-6 ขวบ อ่านหนังสือ 60% อีก 40% ไม่อ่าน ส่วนเยาวชนอ่านถึง 89% แค่ 11% ที่ไม่อ่าน ซึ่งเราเชื่อว่าเหตุผลหนึ่งของคนที่เขาไม่อ่านเป็นเพราะเขาไม่มีหนังสือให้อ่าน ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน คนที่เขาขาดแคลน เขาไม่มีเงินซื้อหนังสือได้ ตรงนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ต้องเริ่มต้น ถ้าเราเอาหนังสือเข้าไปแล้วเขาจะอ่านไหม เราลองเทสต์ดู เราอาจจะพบข้อมูลว่าที่เขาไม่อ่านหนังสือเนื่องมาจากเขาไม่มีหนังสือจะอ่านก็ได้ค่ะ

อีกอย่างระบบหนังสือสาธารณะหรือว่าห้องสมุดจะต้องมีหนังสือดีๆ หนังสือที่เหมาะสมกับช่วงวัยนั้นให้เด็กอ่าน เด็กถึงจะอ่าน ทุกวันนี้งบประมาณการซื้อหนังสือผ่านเข้าห้องสมุดน้อยมากนะคะ พอมีการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ปรากฏว่าเด็กไม่ได้เลือกหนังสือเอง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นครูอาจารย์ แล้วก็เลือกหนังสือในแนวที่ตัวเองอยากอ่าน หรือคิดว่าน่าจะต้องอ่าน ซึ่งจริงๆ แล้วการรักอ่านจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อว่าเราอยากอ่าน ถ้ามีคนบอกว่าให้เราไปอ่านหนังสือเล่มนี้สิ แต่จริงๆ เราไม่อยากอ่านเลย เราก็จะไม่มีแรงจูงใจที่จะอ่าน ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่เราไม่ค่อยจะคำนึงถึงกัน เราเอาแต่ยัดเยียดให้เด็กว่าอ่านเถอะๆ อ่านอันนี้ๆ เขาก็ไม่อยากอ่าน เพราะไม่ใช่หนังสือที่เขาอยากอ่าน ตรงนี้ก็เลยกลายเป็นทำให้เด็กอ่านหนังสือน้อยลงไปเลย

การโปรโมต การรีวิวก็มีส่วนเช่นกัน เพราะว่าถ้ามีการโปรโมต การรีวิวว่าหนังสือเล่มนี้น่าอ่าน บอกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอะไร มีแนวคิดยังไง มีวิธีคิดยังไง เหมือนกับละครหรือภาพยนตร์ที่มีทั้งเทรลเลอร์ (Trailer) หรือ ทีเซอร์ (Teaser) ก็จะดีมากๆ เพราะหนังสือถ้าคุณไม่ได้เปิดอ่าน มันก็จะได้เห็นแค่หน้าปก โดยไม่รู้ว่าด้านใน เนื้อในเป็นอย่างไร ตรงนี้ก็จะเป็นจุดสำคัญที่จะกระตุ้นให้คนอยากจะอ่านหนังสือขึ้นมาก็ได้

ยกตัวอย่าง “บุพเพสันนิวาส” ซึ่งตรงนี้ละครก็เป็นตัวนำเสนอเนื้อหา ทำให้คนตามกลับไปอ่านหนังสือด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันเหมือนกับว่าหนังสือเล่มไหนก็แล้วแต่ที่ได้รับการโปรโมต ได้รับการรีวิวเยอะ จะทำให้คนสนใจมากขึ้น จะว่าไปแล้วหนังสือมีเป็นล้านๆ เล่ม ถ้าไม่ได้รับการโปรโมต การรีวิวคนก็อาจจะไม่ทราบ ตรงนี้ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์จึงจัดทำโครงการหนึ่งชื่อว่า “โครงการคัดสรรหนังสือ” ขึ้นมาค่ะ ซึ่งเราจะแนะนำ และมีการเขียนรีวิว โดยกูรู คนที่เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการหนังสือมาแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ โปรเจกต์นี้จะเปิดตัวในงานสัปดาห์หนังสือเช่นกันในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2561 เพราะเราคิดว่าการคัดสรรหนังสือมาทำรีวิว จะช่วยให้คนที่อยากอ่านหนังสือมีเพิ่มมากขึ้นค่ะ
เวลาในขวดแก้ว นวนิยายไทยโดย ประภัสสร เสวิกุล
   • กับประโยคที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือ 8 บรรทัดต่อปี” นี่จริงไหมคะ

ตรงนี้จริงๆ แล้วไม่เป็นความจริงเลยนะคะ อาจจะเป็นการพูดกันเล่นๆ มากกว่าค่ะ เพราะทุกวันนี้สถิติของคนไทยถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ที่ 55 นาทีนะคะ ซึ่งแผนแม่บทส่งเสริมพัฒนาการอ่านของกระทรวงวัฒนธรรมได้ตั้งเป้าไว้ว่าอีก 5 ปีนี้คนไทยจะต้องอ่านให้ได้ 90 นาทีต่อคนต่อวัน ซึ่งเราต้องมาดูกันว่าจะประสบความสำเร็จหรือเปล่าค่ะ (ยิ้ม)

   • ท้ายนี้อยากฝากอะไรให้ทุกคนหันกลับมา “อ่านอีกครั้ง” บ้าง

อยากเชิญชวนให้ทุกคนมางานสัปดาห์หนังสือครั้งนี้ค่ะ เพราะคุณจะได้บรรยากาศของงานหนังสือ บรรยากาศของการเสวนา บรรยากาศของการอบรม บรรยากาศของการรวมตัวของเหล่าเซเลบ คนดัง นักเขียน นักอ่าน หรือคนที่อยู่ในแวดวงหนังสือมาร่วมพูดคุยกัน ซึ่งถ้าเราได้อยู่ในบรรยากาศเหล่านี้ อย่างน้อยที่สุดเราก็จะได้ซึมซับ และอาจจะต่อยอดทำให้เกิดแรงบันดาลใจ หรือเกิดความรู้สึกอยากจะอ่านหนังสือขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้ค่ะ
แนะนำหนังสือ 6 เล่ม น่าอ่าน โดยนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย
1. เวลาในขวดแก้ว นวนิยายไทยโดย ประภัสสร เสวิกุล เป็นหนังสือสะท้อนชีวิตและปัญหาของวัยรุ่นในด้านต่างๆ ทั้งด้านครอบครัว ความรัก การศึกษา สังคม และการเมือง และนักเขียนพยายามจดบันทึกเหตุการณ์ในช่วง 14 ตุลา ทำให้คนได้อ่านนิยายแล้วก็ได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการเปลี่ยนแปลงในสังคมยุคก่อนและหลังช่วง 14 ตุลาด้วย จึงเป็นอีกหนึ่งเล่มที่น่าอ่านเพราะอ่านง่าย และสบายค่ะ
สี่แผ่นดิน  วรรณกรรมโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
2. สี่แผ่นดิน วรรณกรรมโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นับว่าเป็นวรรณกรรมของไทยที่มีชื่อเสียงมาก ซึ่งหลายคนคงอ่านไปแล้ว โดยเล่มนี้เป็นเรื่องราวของตัวเอกคือ “แม่พลอย” ได้เข้าไปอยู่ในวังและได้เอาเรื่องราวต่างๆ มาเล่าขานให้เราฟัง ซึ่งตรงนี้ในสมัยก่อนคนทั่วไปจะไม่รู้เลยว่าในแวดวงของพระราชฐานชั้นในทำอะไรบ้าง อีกทั้งยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงรัชสมัย ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จนกระทั่งมาถึงรัชกาลที่ 8 ทำให้ผู้อ่านได้เห็นว่าในทุกๆ รัชสมัยเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

3. ฉันจึงมาหาความหมาย โดย วิทยากร เชียงกูล เล่มนี้ส่วนตัวเป็นคนในยุคนั้น การอ่านเล่มนี้จึงได้แรงบันดาลใจในการที่จะทำกิจกรรม ทำงานให้กับสังคม หรือทำงานให้กับส่วนรวม ซึ่งเล่มนี้ผู้เขียนเขียนขึ้นขณะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี พ.ศ. 2508 ถึงปี พ.ศ. 2512 ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษาในยุคนั้นแสวงหาคำตอบของชีวิตมหาวิทยาลัยและการตั้งคำถามต่อสังคม รวมไปถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยมีวรรคทองที่จดจำกันมาถึงทุกวันนี้กับประโยคที่ว่า …

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว

หมายความว่าเราได้ใบปริญญาไปแล้ว นอกจากนี้เราได้อะไรไปอีกบ้างหรือเปล่า ซึ่งก็อยากให้เยาวชนรุ่นใหม่ๆ ได้ลองไปอ่านเล่มนี้กันค่ะ
ฉันจึงมาหาความหมาย โดย วิทยากร เชียงกูล
4. กระท่อมน้อยของลุงทอม (Uncle Tom's Cabin) บทประพันธ์ประเภทนวนิยายโดย Harriet Beecher Stowe เป็นหนังสือเกี่ยวกับปัญหาด้านทาสในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหนังสือเล่มนี้เล่มเดียวทำให้เกิดการยกเลิกการมีทาสได้ในสหรัฐอเมริกา แต่กว่าจะเลิกทาสได้ก็เกิดสงครามกลางเมืองนานพอสมควรซึ่งเรื่องนี้มีอิทธิพลกับทัศนคติที่มีต่อชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และพวกทาสในสหรัฐอเมริกาอย่างมาก
กระท่อมน้อยของลุงทอม (Uncle Toms Cabin)
5. เหยื่ออธรรม (Les Misérables) หนึ่งในสุดยอดวรรณกรรมโลก ผลงานอมตะชิ้นเอกของ วิกตอร์ อูโก (Victor Hugo) เรื่องราวของนักโทษแหกคุกที่อาจจะเป็นหนังสือที่อาจจะอ่านยากหน่อยเพราะว่าเล่มใหญ่มาก แต่ถ้าเป็นคอหนังสือแนะนำว่าต้องลองไปอ่านดูนะคะ
เหยื่ออธรรม (Les Misérables)
6. ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) เล่มนี้เป็นผลงานของ สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) ซึ่งคนนี้เป็นนักฟิสิกส์ เป็นอัจฉริยะ ที่เพิ่งจะเสียชีวิตไป ที่ตอนนี้คนให้ความสำคัญ หรือเทียบเท่าเขาว่าเหมือนกับไอแซค นิวตัน และไอน์สไตน์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเขาเป็นคนที่พูดถึงเรื่องของหลุมดำ (Black Hole) เรื่องทฤษฎีสปริง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และทำให้คนได้รู้เรื่องใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องของกาลเวลา เรื่องของเอกภพ และเล่มนี้ก็อ่านสนุก ไม่วิทยาศาสตร์มากจนเกินไป ทำให้คนอ่านแล้วได้แนวคิด ได้ความรู้ใหม่ จึงเป็นอีกหนึ่งเล่มที่น่าอ่านค่ะ
ประวัติย่อของกาลเวลา ( A Brief History of Time)
เรื่อง : วรัญญา งามขำ, พุทธิตา ลามคำ
ภาพ : วชิร สายจำปา



กำลังโหลดความคิดเห็น...