xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26 พ.ย.-2 ธ.ค.2560

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ 18 รมต.ใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ทรงแนะใช้ปัญญาแก้ปัญหา-ทำให้ ปชช.มีสุข!
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่จำนวน 18 คน เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสกับคณะรัฐมนตรีตอนหนึ่งว่า ความมั่นคงของชาติ ความสุข และความปลอดภัยของประชาชน และชื่อเสียง ตลอดจนวัฒนธรรมของประเทศชาติเรา ซึ่งมีประวัติและวัฒนธรรมอันยาวนาน ตลอดจนมีสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 สถาบัน ได้คุ้มครองประเทศมาตลอด การทำงาน แน่นอนต้องเจอปัญหา ข้อขัดข้อง และเกิดข้อบกพร่อง หรือข้อผิดพลาดตลอด อันนี้เป็นมาตามประวัติศาสตร์ แต่ถ้าเผื่อใช้ปัญญา พร้อมด้วยกำลังใจ และความมุ่งมั่นที่ดี ก็จะรู้จักแก้ไขข้อขัดข้อง ข้อบกพร่องและอุปสรรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะความสุขส่วนรวม ภาพรวม ตลอดจนความมั่นคงของประเทศชาติ ประชาชน ก็เป็นสิ่งสำคัญของประเทศไทย มีวิธีการทำงานมากมายหลายอย่าง แต่ความมุ่งมั่น การตั้งปณิธานที่จะรับใช้ประชาชน ประเทศ และสถาบันอันสูงสุดต่างๆ ของชาติ มีความสำคัญ ประชาชนอยากมีความสุข ประชาชนอยากมีความมั่นใจปลอดภัย และพร้อมที่จะเดินก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ควร

คณะรัฐมนตรีก็มีหน้าที่ขับเคลื่อน ดูแล ปกป้องคุ้มครองประเทศชาติ แผ่นดินของเรา ขอให้คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ท่านรับสั่งไว้มากมาย ท่านทรงปฏิบัติมามากมาย ถ้าศึกษาพระราชกรณียกิจและพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ก็คงจะเป็นสิ่งที่เป็นแนวทางที่ดีของประเทศชาติที่จะสืบสานต่อจากพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ก็แน่ใจว่าประชาชนก็ต้องการแบบนั้น ขอให้โชคดีทุกคน

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าฯ รับพระราชทานเงิน 10,318,000 บาท เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือแก่โรงเรียนและครอบครัวของผู้ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 16 พ.ค.-18 ก.ย.2560 โดยพระราชทานเพื่อเป็นครุภัณฑ์ โต๊ะ-เก้าอี้ของโรงเรียนที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจากอุทกภัยจำนวน 52 แห่ง และพระราชทานทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องแก่บุตรหรือผู้อยู่ในความอุปการะของครอบครัวผู้เสียชีวิตจำนวน 11 คน จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ นำหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ เฝ้าฯ รับพระราชทานโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธยจำนวน 9 แห่ง เพื่อใช้ประโยชน์เป็นสถานที่ทำงานและเพื่อประโยชน์ในทางราชการตลอดไปด้วย

2.รัฐถูกสวดยับ ใช้ความรุนแรง-จับกุม 16 แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ด้าน “ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์” จี้ไทยยุติดำเนินคดี!
ภาพการรวมตัวของชาวบ้านที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่สี่แยกสำโรง จ.สงขลา ก่อนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่และถูกจับกุม 16 ราย
เมื่อวันที่ 27 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้นำคณะรัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อพบปะประชาชน ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และติดตามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ทั้งนี้ เมื่อเดินทางถึงสนามบินกองบิน 56 จ.สงขลา คณะของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินทางต่อไปยังตลาดกลางปศุสัตว์จังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ต่อมา ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กำลังพูดอยู่บนเวทีที่ตลาดกลางปศุสัตว์ฯ ได้มีประธานสภาพลเมืองปัตตานีพร้อมคณะกว่า 10 คน เดินทางมายังบริเวณตลาดกลางปศุสัตว์ฯ เพื่อเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี แต่ตำรวจและทหารได้กันไว้ด้านนอก ด้าน พล.อ.ประยุทธ์หลังเสร็จสิ้นการกล่าวบนเวที ได้เดินทักทายประชาชน จากนั้นได้มีชายคนหนึ่งทราบชื่อคือ นายภรัณยู เจริญ อายุ 34 ปี ชาว จ.ปัตตานี อาชีพทำประมง ได้เข้ามาร้องเรียนกับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าอยากให้มีการแก้ไขระเบียบเกี่ยวกับการทำประมงที่กำหนดให้สามารถออกเรือทำประมงได้ปีละ 220 วัน เพราะถือว่าน้อยเกินไป อยากให้เพิ่มวัน แต่นายภรัณยูได้พูดด้วยเสียงที่ดังคล้ายตะคอก พล.อ.ประยุทธ์จึงพูดเหมือนตวาดกลับไปว่า “อย่ามาเถียงฉัน อย่ามาส่งเสียงกับผม ผมฟังคุณนี่ พูดดีๆ ก็ได้” หลังจากนั้น พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ ได้พูดคุยกับนายภรัณยู และพาไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมที่มีการตั้งเต๊นท์ในงาน

ทั้งนี้ นายภรัณยูเผยในเวลาต่อมาโดยยืนยันว่า ตนไม่ได้พูดขู่หรือตะคอก เพียงแต่บรรยากาศในงานเสียงดัง และอยากพูดให้นายกฯ ได้ยิน เลยกลายเป็นคล้ายตะคอก อยากให้นายกฯ ช่วยเหลือ ทบทวนแก้ไข เพื่อให้ธุรกิจประมงอยู่ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่บริเวณสี่แยกสำโรง จ.สงขลา กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา หรือเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ได้รวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือต่อนายกฯ และ ครม. เพื่อคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ต่อมา กลุ่มผู้คัดค้านดังกล่าวได้พร้อมกันลงนอนบริเวณผิวการจราจร โดยแกนนำได้ประสานทางตำรวจภูธรภาค 9 และทหารจากมณฑลทหารบกที่ 42 ได้รับการยืนยันว่า จะมีตัวแทนของรัฐบาลหรือเลขาธิการนายกฯ มารับหนังสือคัดค้าน แต่ปรากฏว่า เวลาผ่านไปจนเกือบบ่ายสาม ยังไม่มีผู้แทนรัฐบาลมารับหนังสือ แกนนำและชาวบ้านจึงไม่พอใจ เพราะยังไม่มีใครได้รับประทานอาหารกลางวัน จึงต้องการเคลื่อนจากจุดดังกล่าวไปรับประทานอาหารกลางวัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผ่าน จึงเกิดการผลักดันกัน จนทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บประมาณ 4-5 คน ด้านเจ้าหน้าที่รีบนำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลทันที

หลังจากนั้นมีการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มชาวบ้าน เพื่อให้ตัวแทนนายกฯ มารับหนังสือแทน แต่ยังไม่ทันรู้ผล ก็เกิดการชุลมุน ชาวบ้านจะเดินเท้าฝ่าด่าน ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับกุมตัว ก่อนบังคับใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ควบคุมตัวแกนนำกลุ่มชาวบ้านที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน 16 คน ประกอบด้วย 1.นายเอกชัย อิสระทะ, 2.นายปาฏิหาริย์ บุญรัตน์, 3.นายดิเรก เหมนคร, 4.นายอัยโยบ มูเซะ, 6.นายอานัส อาลีมาส๊ะ, 7.นายอามีน สะมาแอ, 8.นายเนติพงษ์ ชื่นล้วน, 9.นายเจะอาแซ เพ็ชรแก้ว, 10.นายสรวิชญ์ หลีเจริญ, 11.นายวีรพงษ์ หวังหวิน, 12.นายอิสตาเรส หะยีเด, 13.นายสมบูรณ์ คำแหง, 14.นายสมาน บิแหละ, 15.นายยิ่งยศ ตามะลี และ 16.นายเอ(นามสมมติ) อายุ 16 ปี

วันต่อมา(28 พ.ย.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับทั้ง 16 ราย ไม่เว้นแม้แต่เยาวชนที่อายุ 16 ปี พร้อมแจ้งข้อหา 4 ข้อหา คือ 1.ร่วมกันเดินกีดขวางการจราจรฯ 2.ปิดกั้นทางหลวงฯ ในลักษณะที่อาจเกิดอันตราย 3.ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้ายและร่วมกันทำร้ายเจ้าพนักงานที่ได้ทำตามหน้าที่ฯ และ 4.พกพาอาวุธ(ไม้คันธงปลายแหลม) ไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร และว่า ทั้ง 16 คนยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและไม่ยอมให้การใดๆ

ต่อมา ตำรวจได้นำตัวทั้ง 16 คนไปขอศาลฝากขัง ซึ่งภายหลังได้มีการขอยื่นประกันตัว แต่ไม่สามารถประกันตัวได้ แม้ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว เพราะต้องใช้หลักทรัพย์ในการค้ำประกันคนละ 9 หมื่นบาท รวมเป็น 1,350,000 บาท ทางกลุ่มมีเงินไม่พอ จึงจะยื่นประกันตัวอีกครั้งในวันถัดไป

วันเดียวกัน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ได้แก่ นางอังคณา นีละไพจิตร ได้แถลงยืนยันว่า กิจกรรมเดินเท้าคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเพื่อยื่นหนังสือต่อนายกฯ เป็นการใช้สิทธิในการแสดงความเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย. มีทั้งกลุ่มหนุนและค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา แต่ภาพที่ออกมากลายเป็นว่า กลุ่มหนุนได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่กลุ่มที่คัดค้านถูกขัดขวาง ถือว่าเข้าข่ายเลือกปฏิบัติหรือไม่

ทั้งนี้ วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวถึงกรณีที่ตวาดใส่ตัวแทนชาวประมงเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ว่า จำเป็นต้องพูดเสียงดังไปเล็กน้อย เพราะการพูดจา บางทีต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน บอกแล้วว่า ทุกอย่างจะรับแก้ปัญหาให้ แต่การแก้ประมงต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศด้วย มิฉะนั้นเขาจะต่อต้านสินค้าทั้งหมดของไทย

ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ปะทะกับกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพานั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องโรงไฟฟ้า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการผ่านการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) 3-4 ครั้งแล้ว และยังไม่เข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ให้นโยบายไปแล้ว หากการทำอีไอเอยังไม่สมบูรณ์ และมีปัญหาข้อเรียกร้องอยู่ ก็ต้องไปทำกันใหม่ ถึงเข้าไปสู่การตัดสินใจ ขณะนี้ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสร้างหรือไม่สร้างเลย

เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้มีหลายภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศออกมาประณามการที่เจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา พร้อมเรียกร้องให้มีการปล่อยผู้ถูกจับกุมโดยไม่มีเงื่อนไข เช่น เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้

ขณะที่สำนักข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(ยูเอ็นโอเอชซีเอชอาร์) เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมและยกเลิกข้อกล่าวหาผู้ชุมนุมทุกรายที่ถูกจับกุมขณะเดินประท้วงอย่างสันติเพื่อต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.สงขลา และว่า การประท้วงอย่างสันติเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย เพื่อก่อให้เกิดสำนึกรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมของสาธารณชน

ด้านศาลจังหวัดสงขลาได้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวผู้ถูกจับทุกรายเมื่อวันที่ 29 พ.ย. หลังนักวิชาการจากหลายสถาบันในจังหวัดสงขลาและปัตตานี ร่วมกันใช้ตำแหน่งยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอหมายจับผู้ที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์เพิ่มเติมอย่างน้อย 20 ราย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ได้เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนกรณีจับกุมแกนนำต่อต้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา เพราะชาวบ้านใช้สิทธิโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับใช้กำลังเข้าสลายขบวนการเดินเท้าของชาวบ้าน ถือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

3.ป.ป.ช.มีมติฟัน “นพ.วีระวุฒิ” เลขาฯ บุญทรง ร่ำรวยผิดปกติ 896 ล้าน ส่ง อสส. ยื่นศาลฎีกาฯ ยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน!
(ขวา) นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ (ซ้าย) พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการนายบุญทรง
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. เผยว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรณีร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งสืบเนื่องจากที่ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดนายบุญทรง และ นพ.วีระวุฒิ ในคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จากนั้น ป.ป.ช. ได้พบความคลื่อนไหวทางการเงินผิดปกติจำนวนมากของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ จึงตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคดีร่ำรวยผิดปกติ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2558 โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งพบความผิดปกติว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปที่ น.ส.ชุฏิมา วัจนะพุกกะ อดีตคู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมถึงเครือญาติ และคนใกล้ชิด จึงมีคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้จำนวน 99,203,133 บาท พร้อมทั้งให้ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ อดีตคู่สมรส เครือญาติ และคนใกล้ชิด มาชี้แจงที่มาของทรัพย์สิน แต่ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ หนีไปต่างประเทศ ไม่มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ขณะที่คนอื่นก็ไม่สามารถพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สินได้ ป.ป.ช.จึงมีมติว่า พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ร่ำรวยผิดปกติ จำนวน 896,554,760 บาท

สำหรับทรัพย์สิน 896 ล้านบาท ของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ที่ร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วย 1. เงินฝากในบัญชีธนาคารพาณิชย์ในชื่อ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ อดีตคู่สมรส บุตร เครือญาติ และผู้ใกล้ชิด 53 บัญชี เป็นเงิน 567,715,461 บาท 2. เงินลงทุนในชื่อ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ อดีตคู่สมรส บุตร เครือญาติ และผู้ใกล้ชิด 6 แห่ง มูลค่า 260,142,651 บาท 3. ที่ดินในชื่ออดีตคู่สมรส บุตร จำนวน 12 แปลง ใน กทม. มูลค่า 57,066,828 บาท 4. ห้องชุดในชื่อเครือญาติ มูลค่า 6.2 ล้านบาท 5. รถยนต์ 4 คัน ในชื่อเครือญาติและผู้ใกล้ชิด มูลค่า 6,309,000 บาท

โดย ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด(อสส.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินของ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ ทั้ง 896 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน หากไม่สามารถบังคับคดีเอาทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินได้ ขอให้บังคับเอาทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในอายุความ 10 ปี

นายวรวิทย์เผยความคืบหน้าการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ 5 อดีตรัฐมนตรี และ 3 เจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวด้วยว่า จากการตรวจสอบมีทั้งพบและไม่พบความผิดปกติ ซึ่ง ป.ป.ช.จะเร่งดำเนินการตรวจสอบต่อไป

4.จนท.ดีเอสไอเตรียมเข้าให้ปากคำ ตร.กรณีรื้อฟื้นคดี “ครูจอมทรัพย์” 7 ธ.ค.นี้ ด้าน “มาร์ค พิทบูล” ยัน ไม่เกี่ยวข้องขบวนการรับจ้างรับผิด!
(ขวา) นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือครูจอมทรัพย์ (ซ้าย) นายณัชพล สุพัฒนะ หรือมาร์ค พิทบูล ที่เคยระดมเงินช่วยเหลือครูจอมทรัพย์ 1 ล้านบาท
ความคืบหน้ากรณีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูชาว จ.สกลนคร จำเลยคดีขับรถชนคนเสียชีวิตที่ จ.นครพนม เมื่อปี 2548 ที่ศาลตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน เมื่อปี 2556 ซึ่งหลังจากครูจอมทรัพย์ถูกจำคุก 1 ปี 6 เดือน ได้รับอภัยโทษในปี 2558 และได้ยื่นเรื่องต่อศาลขอให้รื้อฟื้นคดี โดยอ้างว่านายสับ วาปี ยอมรับว่าเป็นคนขับรถชนคนตายตัวจริง กระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลจังหวัดนครพนมพิจารณารื้อคดี โดยได้สืบพยานเมื่อวันที่ 8-10 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่สุดท้าย ศาลได้พิพากษายกคำร้องขอรื้อฟื้นคดีของครูจอมทรัพย์ โดยชี้ว่า พยานหลักฐานที่นำสืบไม่น่าเชื่อถือ พร้อมกันนี้ศาลยังเชื่อว่า มีขบวนการรับจ้างรับผิดแทน โดยมีนายสับ และนายสุริยา นวลเจริญ หรือครูอ๋อง เพื่อนของครูจอมทรัพย์ที่เดินเรื่องให้มีการรื้อฟื้นคดี เป็นผู้ต้องสงสัย ต่อมาอดีตตำรวจ สภ.นาโดนได้เข้าแจ้งให้ตำรวจดำเนินคดีกับขบวนการรับจ้างรับผิดแทนในคดีนี้ 7 คน ประกอบด้วย ครูอ๋อง, นายสับ วาปี, นางจัน วาปี ภรรยานายสับ, นายบุญเทิง วาปี, นายเลิศ วาปี, นายรัน โทนแก้ว และนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ซึ่งต่อมา นายสับ วาปี ได้เข้ามอบตัว พร้อมสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจากครูอ๋องให้รับผิดแทนนางจอมทรัพย์ด้วยเงิน 4 แสนบาท แต่ยังไม่ได้รับค่าจ้าง ต่อมาตำรวจได้ขอศาลออกหมายจับครูอ๋อง และครูจอมทรัพย์ ก่อนเข้าจับกุมครูจอมทรัพย์และครูอ๋องในเวลาต่อมา

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้ออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเพิ่ม คือ นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร สามีนางจอมทรัพย์ รวมทั้งจะเชิญเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอและกระทรวงยุติธรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาคดีรื้อฟื้นคดีนางจอมทรัพย์มาชี้แจงด้วยจำนวน 14 คน

ทั้งนี้ หลังนางจอมทรัพย์ถูกตำรวจควบคุมตัว นายพิรดา แสนเมืองโคตร ลูกชายนางจอมทรัพย์ ได้ใช้หลักทรัพย์ 2 แสนบาท ยื่นขอประกันตัว แต่พนักงานสอบสวนค้านประกัน ศาลจึงไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากเกรงผู้ต้องหาจะวุ่นวายกับพยาน

ด้านนายสุริยา หรือครูอ๋อง เผยระหว่างถูกควบคุมตัวว่า ได้ยอมรับสารภาพในบางเรื่องเท่านั้น ส่วนข้อกล่าวหาแสดงหลักฐานเท็จต่อศาล และอั้งยี่ซ่องโจรได้ปฏิเสธเช่นเดียวกับนางจอมทรัพย์

ขณะที่ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยว่า จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายสุริยาหรือครูอ๋องเคยกระทำผิดในคดีต่างๆ มากถึง 4 ครั้งเกี่ยวกับข้อหาไม้แปรรูป และมีไม้หวงห้าม

ส่วนกรณีที่ตำรวจขอสอบปากคำเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือกรณีนางจอมทรัพย์ขอรื้อฟื้นคดีในวันที่ 30 พ.ย.นั้น มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 5 คนจะไปให้ปากคำตำรวจในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ โดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายชาติชาย โทสิทธิติ, พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์, พ.ท.ณพลพงศ์ กมลอาสน์นัย และนายสุรศักดิ์ คำเวียง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ย. นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร สามีนางจอมทรัพย์ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน ข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน เบิกความเท็จต่อศาล รวมถึงซ่องโจร จากนั้นตำรวจได้นำตัวไปขอศาลฝากขัง ซึ่งศาลอนุญาตให้ประกันตัว ส่วนนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ผู้ต้องหาอีกราย ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวเช่นกัน หลังญาติยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 แสนบาท

นอกจากนี้ วันเดียวกัน นายณัชพล สุพัฒนะ หรือมาร์ค พิทบูล ประธานชมรมมิตรภาพพิทบูล ซึ่งเคยระดมเงินช่วยเหลือนางจอมทรัพย์ได้เงิน 1 ล้านบาท ได้เข้าพบตำรวจเพื่อให้ปากคำกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักนางจอมทรัพย์เป็นการส่วนตัว เจอกันแค่ 3 ครั้งเท่านั้น เมื่อครั้งที่เดินทางนำเงินไปมอบให้ พร้อมย้ำว่า ตนมีเจตนาบริสุทธิ์ในการช่วยเหลือนางจอมทรัพย์ ไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการรับจ้างเป็นแพะแต่อย่างใด

5.“สุรินทร์ พิศสุวรรณ” เสียชีวิตกะทันหันจากภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ด้าน “อาเซียน” แถลงเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่!
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ และอดีตเลขาธิการอาเซียน
เมื่อวันที่ 30 พ.ย. เวลาประมาณ 15.00 น. นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตเลขาธิการอาเซียน ได้เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ในวัย 68 ปี โดยก่อนหน้าเสียชีวิต นายสุรินทร์กลับจากออกกำลังกาย และแวะอพาร์ตเนต์ที่อยู่แถวรามคำแหง เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมไปงานที่ศูนย์ฮาลาล ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา แต่เกิดอาการวูบ หลังจากนั้น ภรรยานายสุรินทร์ได้เรียกคนขับรถให้มาช่วยและเรียกรถพยาบาลโรงพยาบาลรามคำแหงมารับตัวไปรักษา กระทั่งภายหลัง แพทย์แจ้งว่า นายสุรินทร์เสียชีวิตแล้ว

ทั้งนี้ นายสุรินทร์เพิ่งเดินทางกลับมาจาก จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 29 พ.ย. หลังร่วมต้อนรับนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ที่โรงเรียนประทีปศาสน์ หรือปอเนาะบ้านตาล และเยี่ยมมารดาที่เข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช

ด้านนางฮูวัยดียะ พิศสุวรรณ อุเซ็ง อดีตรองนายกเทศมนตรีนครศรีธรรมราช น้องสาวนายสุรินทร์ กล่าวว่า จะนำร่างนายสุรินทร์ไปทำพิธีทางศาสนาที่ จ.นนทบุรี จากนั้นจะลงมาทำบุญที่ จ.นครศรีธรรมราช คงต้องหารือในครอบครัวอีกครั้ง ส่วนมารดา ตอนนี้มีพี่น้องดูแลอย่างใกล้ชิด พูดได้ว่า เสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวไป

ทั้งนี้ การจากไปอย่างกะทันหันของนายสุรินทร์ ไม่เพียงนำมาซึ่งความเศร้าโศรกเสียใจของบุคคลในครอบครัว แต่ยังเป็นการสูญเสียบุคคลอันทรงคุณค่าทั้งของไทยและประชาคมอาเซียนด้วย

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทราบข่าวการจากไปของนายสุรินทร์ด้วยความตกใจและเสียใจอย่างยิ่ง นับเป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีคุณค่า ไม่ใช่เฉพาะสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นความสูญเสียของประเทศและสังคมโลก นายสุรินทร์เป็นบุคคลที่พร้อมด้วยความรู้ความสามารถและมีความมั่นคงในอุดมการณ์ที่นับวันหาได้ยากในแวดวงการเมือง

ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รู้สึกช็อคกับการจากไปของนายสุรินทร์ เพราะกำลังจะนัดพบปะกับนายสุรินทร์ในสัปดาห์หน้าอยู่แล้ว และว่า นายสุรินทร์เป็นคนหนึ่งที่อาสาที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.

ด้านเฟซบุ๊กแฟนเพจของประชาคมอาเซียนที่ใช้ชื่อว่า ASEAN ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อการจากไปของ ดร.สุรินทร์ โดยระบุว่า เรารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ได้ทราบข่าวว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ได้เสียชีวิตลงแล้ว การสูญเสียครั้งนี้ นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศไทยและประชาคมอาเซียน เราขอแสดงความเสียใจอย่างจริงใจต่อครอบครัวของ ดร.สุรินทร์ ด้วย

ทั้งนี้ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแคลร์มอนด์ สหรัฐอเมริกา ปริญญาโทสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และปริญญาเอกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เริ่มอาชีพนักวิชาการในตำแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสุรินทร์เข้าสู่แวดวงการเมืองในปี 2529 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรติดต่อกัน 7 สมัย เคยเป็นเลขานุการของนายชวน หลีกภัย สมัยเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ต่อมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และต่อมา ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2551
กำลังโหลดความคิดเห็น...