xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 12-18 พ.ย.2560

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

1.“บิ๊กตู่” ให้รอฟังประกาศ ครม. “ประยุทธ์ 5” อย่างเป็นทางการ ยัน “ประวิตร-อนุพงษ์-ฉัตรชัย” ยังอยู่!
(บน) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (ล่าง) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม
สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งแวดวงการเมืองและสื่อมวลชนต่างพุ่งเป้าไปที่เรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ประยุทธ์ 5 โดยมีการคาดหมายรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกปรับออกและบุคคลที่จะได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีแทนในกระทรวงต่างๆ อย่างคึกคัก

โดยเมื่อวันที่ 15 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(ครม.) ได้เดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 31 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และหลังเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาล ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกี่ยวกับการปรับ ครม. เพียงแต่มีรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ยกเลิกกำหนดการบางอย่างในวันที่ 16 พ.ย. ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยกเลิกกำหนดการเป็นประธานการประชุมเตรียมการจัดการประชุม ครม.นอกสถานที่หรือ ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา และการลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ปัตตานี ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. โดยมอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานประชุมแทน ท่ามกลางกระแสข่าวว่า พล.อ.ประวิตร อาจอยู่ในข่ายถูกปรับ ครม.โดยจะเหลือแค่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีตำแหน่งเดียว ส่วนตำแหน่ง รมว.กลาโหม พล.อ.ประยุทธ์จะนั่งควบ นอกจากนั้นยังมีข่าวว่า พล.อ.ประวิตรน้อยใจที่อาจถูกปรับออกจากตำแหน่ง จึงเดินทางไปต่างประเทศ แต่ภายหลังมีรายงานว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ไปต่างประเทศ แค่เดินทางไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน กทม.และทาง รพ.ขอให้พักผ่อน 3 วัน

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรัฐมนตรีอีก 1 คน ที่มีข่าวว่า อาจถูกปรับออกจากตำแหน่ง ซึ่งปรากฏว่า ได้มีชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเลประมาณ 500 คน มามอบดอกไม้ให้กำลังใจ พล.อ.ฉัตรชัย ที่กระทรวงเกษตรฯ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นอกจากนี้ กระทรวงที่มีข่าวว่า อาจมีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โดยมีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เตรียมให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แทน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และจะขยับ พล.ต.อ.อดุลย์ ไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีรายงานว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้เขียนใบลาออกจากตำแหน่ง ผบ.ตร. แล้ว ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมเอฟบีไอ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13-19 พ.ย. แต่ยังไม่ได้ยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากจะขอต่อรองอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ตร.เหมือนเดิม

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยากให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์การปรับ ครม.จนเกินสมควร เพราะรายชื่อที่มีการเปิดเผยจากสื่อ ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาหาผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานด้วยตนเอง จึงขอให้รอประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

วันต่อมา 17 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการปรับ ครม.ว่า "เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอยู่ การดำเนินการทางเอกสารอะไรอีกเยอะแยะ ซึ่งก็ทำดีที่สุดแล้ว" เมื่อถามว่า จะนั่งควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ยังไม่มี" ก่อนย้อนถามว่าข่าวมาจากไหน ผู้สื่อข่าวตอบว่าเป็นแหล่งข่าวจากหนังสือพิมพ์ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ถ้าหนังสือพิมพ์ลงก็ให้ไปเชื่อหนังสือพิมพ์ซิ" เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตรยังอยู่ในตำแหน่งใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อยู่ ยังอยู่ ทำไม รังเกียจนักหรือไง อย่างไรก็ตาม ทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ ยังอยู่ทั้งสองคน" เมื่อถามว่า แล้ว พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เพื่อนร่วมรุ่นยังอยู่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "อยู่ แต่อยู่ไหนก็ไม่รู้" เมื่อถามว่า มีรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามากี่คน พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่รู้

2.ในหลวง ร.10 ทรงให้กำลังใจ “ตูน” และคณะ พร้อมมอบสิ่งของพระราชทาน รับสั่ง ขอให้เข้มแข็ง-ปฏิบัติภารกิจสำเร็จ!
นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” และทีมงานนักวิ่งโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” ได้เข้ารับดอกไม้พระราชทานและสิ่งของพระราชทานหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่โรงแรมบรรจงบุรี จ.สุราษฎร์ธานี
ความคืบหน้าการวิ่งเพื่อรับบริจาคเงิน สำหรับจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลน ตามโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” ของนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ “ตูน บอดี้สแลม” นักร้องชื่อดัง จาก อ.เบตง จ.ยะลา ถึง อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.-25 ธ.ค. รวม 25 วัน โดยหวังว่าจะได้รับเงินบริจาคคนละ 10 บาท จากประชาชน 70 ล้านคน รวม 700 ล้านบาทนั้น

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตูนพร้อมทีมงานวิ่งผ่าน จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี โดยที่นครศรีธรรมราช ตูนได้รับมอบเช็คจากนายจิมมี่ ชวาลา เจ้าของห้างผ้าจิมมี่ นักธุรกิจเศรษฐีใจบุญ จำนวน 16 ล้านบาท เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ทั้งนี้ ตูนได้กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่นครศรีธรรมราชและทั่วประเทศอีกครั้งที่ช่วยบริจาคเพื่อโรงพยาบาล 11 แห่ง พร้อมออกตัวว่า ตนไม่ใช่ฮีโร่ แต่ฮีโร่ที่แท้จริงคือคุณหมอและพยาบาล “ผมไม่ใช่ฮีโร่ คำคำนี้ไม่ได้ทำให้ชื่นใจ คนที่น่าจะเป็นฮีโร่ ต้องเป็นคุณหมอ คุณพยาบาล เพราะคนเหล่านี้ทำเพื่อประชาชนมาก จึงขอให้จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดนำร่อง ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ไม่ต้องพูดว่า พี่ตูนสู้ๆ แต่ขอให้เป็นคำว่า คุณหมอสู้ๆ พยาบาลสู้ๆ สิ่งเหล่านี้จะเป็นกำลังใจให้กับคนที่ทำงานหนัก”

สำหรับบรรยากาศการวิ่งของตูนและทีมงานเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ตูนมีอาการบาดเจ็บ เนื่องจากระหว่างวิ่งจากจุดเซ็ตที่ 2 มายังเซ็ตที่ 3 ก่อนถึงวัดเขาพนมไตรรัตน์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช มีประชาชนมารอรับและร่วมบริจาคจำนวนมากจนแน่นวัด บางคนกระชากแขนตูนเพื่อมอบเงินพร้อมถ่ายภาพเซลฟี่ ทีมงานจึงได้กันประชาชนออก พบว่าตูนมีอาการบาดเจ็บที่แขนทั้งสองข้าง หลังและขา เนื่องจากตูนต้องใช้แขนทั้งสองข้างยื่นออกมารับบริจาคเงินจากประชาชนตลอดระยะทางที่วิ่ง

วันเดียวกัน ทีมงานได้แจ้งให้ตูนทราบว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ฯ เชิญสิ่งของพระราชทานมอบให้ตูนและคณะในวันที่ 15 พ.ย. เวลา 11.30 น. ณ โรงแรมบรรจงบุรี อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ทันทีที่ตูนทราบ ตูนมีสีหน้าสดใส กระปรี้กระเปร่าพร้อมยกมือท่วมหัว ก่อนออกวิ่งอย่างมีกำลังใจ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ก่อนออกวิ่งจากจุดที่พักเพื่อมุ่งหน้า จ.สุราษฎร์ธานี ตูนมีอาการเดินขากะเผลกอย่างเห็นได้ชัด แต่เจ้าตัวก็บอกกับทีมงานและประชาชนว่า ยังวิ่งต่อไหว ทำให้ประชาชนปรบมือเป็นกำลังใจและตะโกนให้ “สู้ๆ” ดังเป็นระยะ เป็นที่น่าสังเกตว่า การวิ่งวันที่ 14 ของตูน รวมระยะทางที่วิ่งมา 580 กม. บางช่วง ตูนมีอาการอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด แต่ตลอดทางที่วิ่ง มีประชาชนมาต้อนรับ ทำให้ตูนมีสีหน้ายิ้มแย้มและมีกำลังใจ พร้อมหยุดทักทายประชาชนเป็นระยะๆ

ส่วนวันที่ 15 พ.ย. ตูนและทีมงานนักวิ่งโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” ได้เข้ารับดอกไม้พระราชทานและสิ่งของพระราชทานหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่โรงแรมบรรจงบุรี จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีนายอนุรัตน์ คงมาลัย นางประนอม คงมาลัย บิดาและมารดาของตูน และ น.ส.รัชวิน วงศ์วิริยะ หรือก้อย แฟนสาวของตูนร่วมพิธีด้วย

ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ฯ อัญเชิญช่อดอกไม้พระราชทานแสดงความยินดี พร้อมอาหารเสริมและเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพพระราชทาน มอบให้เป็นกำลังใจตูนและคณะนักวิ่งในโครงการฯ

พล.อ.ท.ภักดี ได้อัญเชิญพระกระแสรับสั่งมาถึงตูนและคณะด้วยว่า พระองค์ท่านทรงเป็นกำลังใจ ขอให้ทุกคนมีร่างกายสุขภาพที่แข็งแรง มีจิตใจที่เข้มแข็ง และปฏิบัติภารกิจที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ สร้างความปลื้มปีติแก่ตูนและคณะเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ น.ส.รัชวิน ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า

สำหรับยอดบริจาคโครงการก้าวคนละก้าวฯ จนถึงวันที่ 18 พ.ย. ทะลุ 280 ล้านบาทแล้ว

3.ตำรวจแจ้ง 5 ข้อหาหนัก “หมอยอร์น” ขับรถทับ รปภ. สธ. พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ขณะที่เจ้าตัวอ้างไม่เมา-ไม่เจตนา!
ภาพจากคลิปวีดีโอที่บันทึกเหตุขณะ นพ.ยอร์น จิระนคร สาธารณสุขนิเทศก์ เขต 12  ขับรถชนประตูกระทรวงสาธารณสุข ก่อนหยุดประมาณครึ่งนาที จากนั้นได้ขับทับร่าง รปภ.ของกระทรวงฯ ก่อนลากร่างติดรถไปประมาณ 30 เมตร
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. สื่อสังคมออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปเหตุการณ์กรณีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย(รปภ.) ของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ถูกแพทย์ซึ่งเป็นผู้บริหารใน สธ.ขับรถพุ่งชนประตู สธ. ส่งผลให้ รปภ.ซึ่งกำลังนำกุญแจไปคล้องประตูที่ปิดได้ถูกรถดังกล่าวพุ่งชนล้มลงตรงหน้ารถ ขณะที่รถดังกล่าวหยุดลงประมาณครึ่งนาที โดยไฟหน้ารถส่องสว่างไปยัง รปภ.ที่ถูกชน แต่แทนที่คนขับรถจะลงมาช่วยเหลือ รปภ. กลับขับรถต่อไปโดยทับร่าง รปภ.ดังกล่าว จากนั้นร่าง รปภ.ได้ติดไปกับรถและถูกลากไปไกลประมาณ 30 เมตร ส่งผลให้ รปภ.ดังกล่าวได้รับบาดเจ็บสาหัส

เป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 10 พ.ย. เวลา 20.10 น. แต่ผ่านไป 2-3 วัน เรื่องทำท่าจะเงียบ จึงมีการนำคลิปเหตุการณ์มาเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ กระทั่งทราบว่า ผู้ที่ขับรถชน รปภ.คือ นพ.ยอร์น จิระนคร สาธารณสุขนิเทศก์ เขต 12 ส่วน รปภ.ของ สธ.ที่ถูกชนและทับก่อนลากติดรถไป คือ นายสมชาย ยามดี หรือนัท อายุ 22 ปี โดยได้เข้ารักษาตัวที่ รพ.พระนั่งเกล้า

สำหรับอาการของ รปภ.นั้น นพ.สกล สุขพรหม รองผู้อำนวยการ รพ.พระนั่งเกล้า เผยว่า ผู้ป่วยถูกนำตัวส่ง รพ.โดยมีภาวะสมองบวมและเลือดออก จึงผ่าตัดเปิดกะโหลกเพื่อเอาเลือดที่คั่งออก และใส่ท่อช่วยหายใจ ส่วนบาดแผลอื่นๆ พบปัญหาเกี่ยวกับกระดูกบริเวณใบหน้า และบาดแผลถลอกตามร่างกาย ต้องติดตามอาการเป็นระยะๆ ล่าสุด ยังไม่สามารถหายใจเองได้ และมีภาวะแทรกซ้อนปอดอักเสบ รวมทั้งมีไข้สูง

ด้าน นพ.ยอร์น ผู้ก่อเหตุ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ยอมรับในสิ่งที่ทำ แต่ยืนยันไม่ได้ตั้งใจ และพร้อมรับผิดชอบการบาดเจ็บของผู้ป่วยอย่างเต็มที่ “ขอยืนยันว่า ผมไม่เคยหนีเลย ผมจอดรถมาดู ซึ่งพออธิบายก็จะเป็นเรื่องแก้ตัว แต่ประตูกระทรวงบริเวณดังกล่าวปิดประมาณ 2 ทุ่ม บางทีก็ปิดบางทีก็ไม่ปิด และบริเวณนั้นก็มืด ผมมองไม่เห็นจริงๆ เมื่อเกิดเหตุผมก็ได้หยุดแล้ว ซึ่งขับรถไม่ได้รวดเร็วจริงๆ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบหรือไม่ว่า ขับรถชนคนและมีคนเข้าไปอยู่ใต้รถ นพ.ยอร์นกล่าวว่า คิดว่าขับชนประตู ไม่ทราบว่าชนคน จนกระทั่งมีคนตะโกนบอก หลังจากนั้นจึงหยุดรถและให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ประตูมีน้ำหนักพอสมควร เมื่อชนแล้วทำไมจึงไม่จอดรถ นพ.ยอร์น คิดอยู่ระยะหนึ่งและทวนคำถามว่า ทำไมถึงไม่จอดรถ ก่อนตอบว่า “ผมไม่ได้เร่งเครื่องอะไร ยืนยันว่า ไม่ใช่จะหลบหนี” เมื่อถามว่า ขณะขับรถได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนหรือไม่ เพราะมีกระแสข่าวว่า ปฏิเสธเป่าเครื่องตรวจวัด นพ.ยอร์น ไม่ยอมตอบ โดยบอกเพียงว่า ได้ให้ข้อมูลกับทางตำรวจแล้ว เรื่องในส่วนที่เป็นคดี ขออนุญาตให้การกับตำรวจ

ด้าน พ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี เผยว่า หลังเกิดเหตุ นพ.ยอร์นได้เดินทางมาที่ สภ.เมืองนนทบุรี แต่เมื่อตำรวจจะให้เป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ นพ.ยอร์นได้ปฏิเสธ ซึ่งตามหลักกฎหมาย เมื่อปฏิเสธที่จะเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นดื่มแอลกอฮอล์มา โดยเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา 2 ข้อหา คือ ขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสและทรัพย์สินเสียหาย และข้อหาเมาแล้วขับ

ต่อมา พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เข้าร่วมสอบปากคำ นพ.ยอร์น ซึ่ง นพ.ยอร์นให้การปฏิเสธข้อหาเมาสุราขณะขับรถ โดยให้การว่าไม่ได้ดื่มสุราหรือมึนเมาขณะขับขี่ แต่ยอมรับว่าไม่ยินยอมให้ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จริง ต่อมา ได้มีการแจ้งข้อหา นพ.ยอร์น เพิ่มอีก 2 ข้อหา คือ ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานกรณีปฏิเสธการเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ ซึ่งตำรวจมีกฎหมายจราจรทางบกระบุให้สันนิษฐานถือว่าผู้นั้นเมา และข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จากนั้น พนักงานสอบสวนได้อนุญาตให้ นพ.ยอร์นใช้ตำแหน่งในการประกันตัวในวงเงิน 5 แสนบาท

พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวด้วยว่า คดีนี้เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ กรรมที่ 1 คือ ผู้ต้องหาชนรั้วประตูจนล้ม ทำให้ รปภ.ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนกรรมที่ 2 คือ ช่วงที่ผู้ต้องหาหยุดรถประมาณ 25 วินาที ถือเป็นการไตร่ตรอง ก่อนขับรถทับร่าง รปภ. แล้วลากร่างไปไกลกว่า 20 เมตร มีเจตนาฆ่า รปภ.ให้ถึงแก่ความตาย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์ฮอนด้า รุ่นอเมซ สีขาว ทะเบียน 2 กฒ 7552 กรุงเทพมหานคร คันที่ นพ.ยอร์นขับทับ รปภ.มาจำลองเหตุการณ์ที่จุดเกิดเหตุ เพื่อดูว่า หากผู้ขับขี่อยู่บนรถ จะสามารถมองเห็นผู้บาดเจ็บที่อยู่ใต้ท้องรถด้วยหรือไม่ และจำลองจังหวะที่รถหยุดชะงักครั้งที่ 2 จะสามารถมองเห็นผู้บาดเจ็บอีกครั้งด้วยหรือไม่ ซึ่ง พล.ต.อ.วิระชัย เผยว่า “จากการจำลองเหตุการณ์ ทำให้รู้ว่า ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นผู้บาดเจ็บได้ตั้งแต่เริ่มชน จนถึงทับร่างครูดไปกับพื้นถนนยาวไปจนถึงจุดสิ้นสุดที่รถไม่สามารถวิ่งต่อไปได้”

พล.ต.อ.วิระชัยเผยด้วยว่า ได้แจ้งข้อกล่าวหา นพ.ยอร์นเพิ่มอีก 1 ข้อหา เป็นข้อหาที่ 5 คือ ขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บแล้วหลบหนี และไม่หยุดลงมาช่วยเหลือ และไม่แจ้งเหตุให้ทางเจ้าหน้าที่ทราบ

พล.ต.อ.วิระชัยยังกล่าวถึงการจำลองเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ย.ด้วยว่า จากการพิสูจน์ทำให้ชัดเจนแล้วว่า ในจุดเกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงพออย่างแน่นอน และมองได้ชัดเจนในระยะตั้งแต่ 50-100 เมตร ดังนั้นการมองไม่เห็นตามที่ นพ.ยอร์นกล่าวอ้างกับเจ้าหน้าที่ จึงไม่ใช่ตามคำให้การ

ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ตำรวจได้เรียกตัว นพ.ยอร์น มาทำบันทึกตรวจสถานที่เกิดเหตุเพิ่มเติม นอกจากนั้นยังให้ นพ.ยอร์นทำสัญญาประกันเพิ่มเติมว่า ต้องไม่ไปข่มขู่พยาน หรือยุ่งเหยิงกับพยาน และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ หากผิดสัญญา เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนของสัญญาประกันที่ให้ไว้ทันที

ด้านกระทรวงการสาธารณสุข ยังคงให้ นพ.ยอร์น ทำงานตามปกติ โดยตอนแรกผู้บริหารกระทรวงเหมือนจะยังไม่ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยจะรอให้ผลคดีสิ้นสุดก่อน แต่ภายหลังเห็นว่าเรื่องอยู่ในความสนใจของสังคม จึงได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดูว่าเป็นความผิดทางวินัยหรือไม่ เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือไม่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 พ.ย. พล.ต.อ.วิระชัย ได้เดินทางไปสอบปากคำ น.ส.นฤมล หรือทราย ศรีดารานนท์ เจ้าของร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่อร้านปู่ย่าตายาย ย่าน อ.เมือง จ.นนทบุรี เพื่อให้ทราบว่า กรณี นพ.ยอร์นเดินทางมารับประทานอาหารที่ร้านดังกล่าวเมื่อบ่ายวันที่ 10 พ.ย. ก่อนขับรถชนประตูกระทรวงสาธารณสุขและขับทับร่าง รปภ.ลากไปไกลกว่า 20 เมตรนั้น นพ.ยอร์นดื่มสุราหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน

ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า วันเกิดเหตุ นพ.ยอร์นได้เดินทางมากับผู้หญิง และนำสุราต่างประเทศเข้ามาดื่มในร้าน โดยสั่งโซดา 4 ขวด น้ำแข็ง 2 ถัง อาหาร 1 อย่าง จากการตรวจสอบพบว่า โซดา 1 ขวดสามารถผสมในแก้วได้ประมาณกว่า 3 แก้ว จึงคาดได้ว่า น.พ.ยอร์นใช้โซดาผสมสุราไปมากกว่า 12 แก้ว ผู้หญิงอาจจะดื่มไม่มาก จึงคาดว่าจากปริมาณดังกล่าว นพ.ยอร์นน่าจะเมาสุรา ซึ่งสามารถนำสำนวนส่งฟ้องศาลได้ เนื่องจากถือว่าสำนวน พยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว และว่า ตอนนี้อาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้องรอให้แพทย์ส่งเอกสารเกี่ยวกับอาการให้เท่านั้น สำหรับ นพ.ยอร์นยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

4.สธ.ลงโทษไล่ออก ขรก.หื่นลวนลามลูกจ้างสาวนานกว่า 3 ปีแล้ว!
ภาพจากคลิปที่บันทึกเหตุการณ์ขณะนายอัศม์เดช รัตนวรประเสริฐ หัวหน้าส่วนของกลุ่มงานภารกิจอำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ลวนลามลูกจ้างสาว
ความคืบหน้ากรณีข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขระดับหัวหน้างานลวนลามลูกจ้างสาวมาหลายครั้งตั้งแต่ปี 2557 หลังจากคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง นายอัศม์เดช รัตนวรประเสริฐ อายุ 40 ปี หัวหน้าส่วนของกลุ่มงานภารกิจอำนวยการสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ที่ลวนลามลูกจ้างสาว มีข้อสรุปเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ว่า มีความผิดวินัยร้ายแรง และส่งเรื่องเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (อกพ.สป.) พิจารณาโทษ ว่าจะไล่ออกหรือปลดออก ซึ่งหากไล่ออกจะไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดบำนาญใดๆ แต่หากปลดออก ยังมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัด

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยหลังประชุม อกพ.สป. กรณีข้าราชการชายลวนลามลูกจ้างหญิงว่า ที่ประชุมได้พิจารณาโทษข้าราชการชาย ซึ่งเป็นหัวหน้างาน ตามผลสรุปที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงเสนอ โดยมีความเห็นว่า เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (4) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 จึงมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรลงโทษให้ไล่ออกจากราชการ

5.“ครูจอมทรัพย์” ล้างมลทินไม่สำเร็จ ศาลฎีกายกคำร้องขอรื้อฟื้นคดีขับรถชนคนตาย ชี้ พยานหลักฐานที่นำสืบไม่น่าเชื่อถือ!
นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูชาว จ.สกลนคร
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ศาลจังหวัดนครพนมได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูชาว จ.สกลนคร ยื่นคำร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีขับรถยนต์ชนคนตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2548 ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน เมื่อปี 2556 และได้รับการอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 กระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลจังหวัดนครพนมพิจารณารื้อคดี โดยได้สืบพยานเมื่อวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศาลได้พิพากษายกคำร้องขอรื้อฟื้นคดีของครูจอมทรัพย์ โดยมีเหตุผล 2 ประเด็น ประเด็นแรก ศาลฎีการะบุว่า พยานหลักฐานที่ฝ่ายครูจอมทรัพย์ ได้นำสืบในช่วงวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ ทั้งพยานที่ได้จากการตรวจสอบรถยนต์ ทะเบียน บค 56 สกลนคร และพยานหลักฐานพยานบุคคลที่นำสืบในช่วง 3 วันดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเดิม และแม้ว่าก่อนหน้านี้ทางฝ่ายผู้ร้องขอยื่นรื้อฟื้นคดีได้มีการอ้างว่านายสับ วาปี ยอมรับว่าเป็นคนขับรถชนคนตายตัวจริง แต่หลังจากที่ศาลได้มีการให้รื้อฟื้นคดีแล้ว ในวันสืบพยาน ฝ่ายครูจอมทรัพย์กลับไม่ได้นำตัวนายสับ ขึ้นเบิกความในชั้นศาล แม้ว่านายสับ จะเดินทางมาศาลในวันดังกล่าวก็ตาม ทั้งๆ ที่นายสับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ศาลรับคำร้องเพื่อรื้อฟื้นคดี

ขณะที่พยานบุคคลอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์โดยเฉพาะนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ ในชั้นสอบสวน ในชั้นของการพิจารณาคดีของศาลทั้ง 3 ครั้ง ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำให้การของนางทัศนีย์ มีลักษณะที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะให้การวกไปวนมาและไม่เหมือนเดิมทั้ง 3 ครั้ง ขณะที่พยานคนอื่น เช่น นางทองเรศ ศรีวงศ์ชา ที่นางทัศนีย์อ้างว่าเป็นผู้ที่ซ้อนท้ายจักรยานยนต์มาในวันเกิดเหตุ ก็ไม่ได้เข้าให้การต่อพนักงานสอบสวนตั้งแต่ครั้งแรกในวันเกิดเหตุ ทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ศาลยังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคำให้การของนายสับ วาปี รวมทั้งรถยนต์ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ที่นายสับ อ้างว่าได้ขับรถไปชนในวันเกิดเหตุ ไม่ใช่รถของครูจอมทรัพย์ ซึ่งศาลเห็นว่า คำให้การของนายสับ ที่เข้าให้ปากคำต่อตำรวจและสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุนั้นไม่มีความน่าเชื่อถือในสำนวน โดยอ้างว่าได้ขับรถเพื่อที่จะออกไปหาซื้อไม้ยูคาลิปตัสเพื่อนำมาขาย แต่ช่วงเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ผิดปกติวิสัยของผู้ที่จะรับซื้อไม้ และบอกว่าได้มาขับรถชนคนตายในวันที่เกิดเหตุ

ส่วนในวันพิจารณา ช่วงวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ 2560 ที่มีการสืบพยาน นายสับ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะเป็นคนให้รายละเอียดในเรื่องของการรับสารภาพครั้งนี้กลับไม่เข้ามาเบิกความในชั้นศาล ทำให้ศาลมองว่า อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการซักค้านจากฝ่ายผู้คัดค้าน คืออัยการ จึงทำให้คำร้องขอรื้อฟื้นคดีของครูจอมทรัพย์ ถูกยกคำร้องไปในที่สุด นอกจากนี้ ศาลยังเชื่อว่ามีขบวนการรับจ้างรับผิดแทน โดยมีนายสับ และนายสุริยา นวลเจริญ เพื่อนของครูที่เดินเรื่องให้มีการรื้อฟื้นคดี เป็นผู้ต้องสงสัย

ด้านครูจอมทรัพย์ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า รู้สึกเสียใจแต่น้อมรับคำตัดสินของศาล และว่า ได้สู้จนถึงที่สุดแล้ว ชีวิตต้องอยู่ต่อไปให้ได้ และขอให้เชื่อมั่นในครูจอมทรัพย์ พร้อมเผยว่า ต่อจากนี้ตนจะเดินหน้าขอยื่นเรื่องกลับเข้ารับราชการครูอีกครั้ง

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องของครูจอมทรัพย์ที่ขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ว่า ถือว่าศาลมีคำพิพากษาเป็นที่สิ้นสุดแล้ว พร้อมยืนยัน คดีนี้ตำรวจได้สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด ทำสำนวนการสอบสวนอย่างรอบคอบ และฟ้องผู้ต้องหาตามพยานหลักฐาน ไม่ได้มีการจับแพะ หรือกลั่นแกล้งให้ผู้หนึ่งผู้ใดมารับโทษแต่อย่างใด

ส่วนจะมีการดำเนินคดีในส่วนที่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสื่อมเสียหรือไม่นั้น พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า คงต้องให้ฝ่ายกฎหมายและฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณา เนื่องจากที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับความเสื่อมเสีย เกิดความไม่เชื่อมั่นในการสอบสวนในกระบวนการยุติธรรม
กำลังโหลดความคิดเห็น...