xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 10-16 ก.ย.2560

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1."อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์-ยงยุทธ-ธีระ-ประชา-สุขุมพันธ์" รอด ป.ป.ช.ตีตกข้อกล่าวหาทำน้ำท่วมใหญ่ปี 54 ด้าน “ยิ่งลักษณ์” ยังต้องลุ้นปมจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน!
(บนซ้าย) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ (บนขวา) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ (ล่าง) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม.
เมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2554 มีมติสั่งให้ไต่สวนข้อเท็จจริงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ, นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทย, นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรฯ, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กรณีเก็บกัก ควบคุม ระบายหรือบริหารจัดการน้ำ เป็นเหตุให้เกิดมหาอุทกภัยในปี 2554

ผลการไต่สวนได้ความว่า ปี 2554 เดือน ม.ค.-เม.ย. เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ได้พร่องน้ำไว้รองรับสถานการณ์ตั้งแต่ก่อนเข้าฤดูฝน ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. ประเทศไทยได้รับอิทธิพลพายุโซนร้อน 5 ลูก ทุกภาคมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะภาคเหนือ เขื่อนต่างๆ ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ จึงระบายน้ำออกมา ซึ่งการบริหารจัดการน้ำเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ ซึ่งประกอบด้วย 10 หน่วยงาน ร่วมกันพิจารณา

ป.ป.ช.ได้ตั้งประเด็นวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ 1 นายอภิสิทธิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เมื่อครั้งเป็นนายกฯ ได้กักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไว้จำนวนมากก่อนจะเกิดอุทกภัย ไม่มีการบริหารจัดการระบายน้ำ จนเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ภาคเหนือ 14 จังหวัด และไหลลงมาท่วมบริเวณพื้นที่ภาคกลางหรือไม่ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกฯ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกำหนดปริมาณน้ำที่จะระบายหรือเก็บกักไว้ในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ แต่เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งต้องเป็นไปตามมติ ในการปล่อยน้ำและเก็บกักน้ำ อีกทั้งต้นเดือน พ.ค. 2554 น้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนั้น จะเห็นได้ว่า นายอภิสิทธิ์ มิได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน อันเป็นสาเหตุให้เกิดอุทกภัยครั้งนี้ ส่วนการกระทำของคณะอนุกรรมการฯนั้น จากการไต่สวนไม่ปรากฏพฤติการณ์และพยานหลักฐานว่า คณะอนุกรรมการฯ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ข้อกล่าวหาในประเด็นนี้ไม่มีมูล จึงเห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป

ประเด็นที่ 2 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายยงยุทธ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายธีระ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 ได้ละเว้นไม่ผันน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ไปทางตะวันออกและทางตะวันตกโดยเฉพาะ จ.สุพรรณบุรี ตามแผนการการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2557 จนเป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ภาคเหนือ 14 จังหวัด และไหลลงมาท่วมพื้นที่ภาคกลางหรือไม่ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า แผนการป้องกันดังกล่าวได้กำหนดขั้นตอนและหลักเกณฑ์การปฏิบัติการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่มในภาพรวม แต่มิได้ระบุถึงรายละเอียดการผันน้ำ โดยในการผันน้ำจากภาคเหนือไม่ว่าในกรณีใดๆ ต้องกระทำตามสถานการณ์ขณะประสบเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตามหลักการและตามเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ แม้จะผันน้ำในทางตะวันออกและตะวันตก ก็ไม่อาจบรรเทาความเสียหายจากปริมาณน้ำที่ไหลผ่านภาคกลางตอนล่างได้ กรณีนี้จึงฟังไม่ได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายยงยุทธ และนายธีระ ได้ละเว้นไม่ผันน้ำตามแผนการป้องกันฯ ข้อกล่าวหาในประเด็นนี้ไม่มีมูล จึงเห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป

ประเด็นที่ 3 พล.ต.อ.ประชา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ละเว้นไม่ดำเนินการตามแผนการป้องกันฯ เพื่อประเมินและแจ้งเตือนอุทกภัยให้ประชาชนทราบหรือไม่
ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า พล.ต.อ.ประชา ได้ตั้งคณะกรรมการต่างๆ มีการเตือนภัยและให้การเยียวยาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและแจ้งเตือนประชาชน พร้อมแจ้งทุกจังหวัดให้ทราบถึงสถานการณ์และแนวทางป้องกัน แก้ไข และเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ทั้งก่อนเกิด ขณะเกิดและหลังจากเกิดอุทกภัย จึงเห็นว่าข้อกล่าวหาในประเด็นนี้ไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป

ประเด็นที่ 4 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ได้ออกนโยบายป้องกันพื้นที่ กทม. โดยสร้างคันกระสอบทรายและแนวกระสอบทรายยักษ์ โครงสร้างรูปตัวแอล เพื่อป้องกันอุทกภัยให้แก่ประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ กทม. มีเจตนาให้ประชาชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ปทุมธานีและพื้นที่โดยรอบได้รับความเสียหายหรือไม่ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นการดำเนินการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมตามแนวทางที่รับมาจาก ศปภ. ซึ่งมีความจำเป็นที่หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการเพื่อรักษาประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แม้จะมีพื้นที่รอบนอก กทม.ได้รับผลกระทบก็ตาม แต่มิได้มีเจตนาให้ประชาชนที่อยู่ในเขตปทุมธานี และพื้นที่โดยรอบได้รับความเสียหาย จึงเห็นว่าข้อกล่าวหาในประเด็นนี้ไม่มีมูล เห็นควรให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป

นายวรวิทย์ กล่าวด้วยว่า เรื่องที่ ป.ป.ช. มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไปนั้น เป็นคนละกรณีกับเรื่องกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับพวก กรณีการดำเนินโครงการเพื่อออกแบบและก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ วงเงิน 350,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช.

2.โจรใต้เหิมหนัก วางระเบิด 3 ลูกล่อ จนท. ที่ยะลา ส่งผลดับ 2 นาย เจ็บอีก 27 ราย คาดแค้นจับพวกปล้นเต็นท์รถมือสอง!
(บน) เจ้าหน้าที่รุดตรวจจุดเกิดเหตุระเบิด (ล่าง) สภาพรถของเจ้าหน้าที่ที่ถูกสะเก็ดระเบิดจนพรุนทั้งคัน
เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ได้เกิดเหตุโจรใต้ลอบวางระเบิด 3 ลูกที่ จ.ยะลา ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 27 ราย โดยเริ่มจากช่วงเช้า เวลาประมาณ 07.00 น. เจ้าหน้าที่นำโดย พ.ต.อ.ญาณพงศ์ อุบลบาน ผู้กำกับการ สภ.กาบัง จ.ยะลา ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่บ้านลาตอ หมู่ 5 ต.กาบัง พบเสาไฟฟ้าแรงสูงหักโค่น 1 ต้น ไม่พบผู้บาดเจ็บ เบื้องต้นทราบว่า ชาวบ้านได้ยินเสียงระเบิดดังกึกก้องตั้งแต่ช่วงดึกวันเดียวกัน จากนั้นกระแสไฟฟ้าขัดข้อง ดับทั่วพื้นที่

ต่อมา เวลา 08.30 น. พ.ต.ท.สายูตี กาเตะ รองผู้กำกับการฝ่ายปราบปราม สภ.ยะหา ได้นำกำลังเข้าตรวจสอบกล่องต้องสงสัยบริเวณเชิงสะพานรอยต่อบ้านอาเส็น หมู่ 6 ต.ยะหา กับบ้านปาแดรู หมู่ 1 ต.กาตอง พบเป็นกล่องกระดาษวางอยู่ขอบสะพาน บนทางหลวงสายยะหา-กาบัง ภายในกล่องอัดไว้ด้วยก้อนหินกับดินลูกรัง

จากนั้น เวลา 09.15 น. ขณะที่ ส.ต.ธเนตร พุทโธ หัวหน้าชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 47 บ้านสะปาเราะ หมู่ 5 ต.ยะหา นำกำลังชุดปฏิบัติการ 5 นาย นั่งรถปิกอัพไปตรวจสอบหาข้อมูลเหตุระเบิดในพื้นที่บ้านลาตอ หมู่ 5 ต.กาบัง เขตติดต่อ อ.ยะหา ปรากฏว่า เมื่อมาถึงบ้านปาแดรู คนร้ายได้ใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดที่ใช้ถังแก๊สปิกนิคน้ำหนักร่วม 30 กิโลกรัม มาดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่อง แล้วนำมาซุกไว้บริเวณกอหญ้าใกล้เสาหลักทางโค้ง เกิดระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ส่งผลให้รถปิกอัพถูกสะเก็ดระเบิดกระจกหน้าแตกพรุนทั้งคัน และเป็นเหตุให้ ส.ต.ธเนตร ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนเจ้าหน้าที่อีก 4 รายบาดเจ็บเช่นกัน

ทั้งนี้ ขณะเกิดเหตุระเบิด เจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธประจำกายยิงสกัด เพื่อไม่ให้กลุ่มคนร้ายเข้ามาโจมตีนานประมาณ 5 นาที หลังเกิดเหตุระเบิดดังกล่าว พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมชุดเก็บกู้วัตถุระบิด รุดไปยังที่เกิดเหตุ พบว่า จุดระเบิดอยู่ใกล้หลักคอนกรีตทางโค้ง ระหว่างหลัก กม.13-14

หลังจากนั้น ขณะที่ พล.ต.ต.กฤษฎา กำลังเดินตรวจสถานที่เกิดเหตุ จู่ๆ ได้เกิดระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง ส่งผลให้ พล.ต.ต.กฤษฎา เกิดอาการจุกแน่นหน้าอกและหูอื้ออย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีกหลายราย ขณะที่ชาวบ้านบางคนที่ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านจุดดังกล่าว ก็ได้ถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บเช่นกัน เป็นที่น่าสังเกตว่า ระเบิดครั้งนี้ เกิดห่างจากครั้งแรกประมาณ 3.50 เมตร ใช้ถังแก๊สปิกนิคจุดชนวนกับวิทยุสื่อสาร ซึ่งที่เกิดเหตุพบหลุมระเบิดใกล้เคียงกับระเบิดลูกแรก ทั้งนี้ เหตุระเบิดดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย คือ ด.ต.อนิรุธ จันทะวงษ์ รวมผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดจำนวน 2 ราย และบาดเจ็บ 27 ราย

ด้าน พล.ท.ปิยวัฒน์ กิ่งเกตุ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ด้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้องรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ตลอดจนงานด้านการข่าว เพื่อติดตามผู้กระทำผิดมาลงโทษต่อไป

ขณะที่รายงานข่าวจากหน่วยข่าวกรองระบุว่า พบการเคลื่อนไหวของแนวร่วมกลุ่มตลาดเก่า(อุเซ็ง ธรรมวิทยา) พร้อมพวกใช้รถอีซูซุ มิวเซเว่น สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ติดตัวเลขสติ๊กเกอร์ AG 486 พร้อมรถตาม 2-3 คัน โดย 1 คันเป็นรถอีซูซุ ดีแมคซ์ สีบรอนซ์เงิน คาดเป็นรถที่ประกอบระเบิดเสร็จ ใช้ถังแก๊สขนาด 50 กิโลกรัม 2 ลูก พร้อมแกลลอนน้ำมัน 7-8 แกลลอน คาดใช้การจุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร เข้ามาพักพร้อมปฏิบัติการในเขตเทศบาลนครยะลา โดยแจ้งเตือนทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว และเพิ่มความเข้มงวดในทุกจุดตรวจ

รายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคงระบุว่า แรงจูงใจของกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุระเบิดดังกล่าว น่าจะเกิดจากความไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับเหตุปล้นเต็นท์รถมือสองวังโต้คาร์ เซ็นเตอร์ ต.นาทวี จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา

3.ศาลพิพากษาจำคุก 4 ปี อดีตวิศวกร กฟผ.ฐานประกอบระเบิดที่บ้านพัก ส่วนคดีวางระเบิด รพ.พระมงกุฏฯ นัดสืบพยานโจทก์ 16 ต.ค.นี้!
นายวัฒนา หรือตุ่ม ภุมเรศ อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำเลยคดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้เบิกตัวนายวัฒนา หรือตุ่ม ภุมเรศ อายุ 62 ปี อดีตวิศวกรการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำเลยคดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อสอบคำให้การจำเลย 2 คดี คือ คดีระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และคดีประกอบระเบิดไปป์บอมบ์ที่บ้านพักย่านบางเขน ปี 2560

โดยคดีแรก ระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 3 ได้ยื่นฟ้องนายวัฒนา เป็นจำเลย ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 , 289(4) , ทำให้เกิดระเบิด ,ทำให้เสียทรัพย์ , พกพาอาวุธระเบิดไปในที่สาธารณะ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218(4) , 221, 222, 224, 358, 371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 , พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 โดยระบุพฤติการณ์ว่า หว่างวันที่ 21- 22 พ.ค.60 จำเลยได้ประกอบระเบิด แสวงเครื่องชนิดจุดปะทุด้วยไฟฟ้า เป็นระเบิดแรงต่ำชนิดดินดำ ประกอบไว้ในท่อพลาสติกพีวีซี สีฟ้า หรือเรียกว่า ไปป์บอมบ์ ที่ใส่ตะปูเข็มเป็นสะเก็ดระเบิดไว้ในแจกันดอกไม้พลาสติก 1 ลูก หากระเบิดจะทำอันตรายต่อร่างกายบาดเจ็บ เสียชีวิต และทำลายทรัพย์สินได้ในรัศมี 5-10 เมตร โดยจำเลยได้นำแจกันซึ่งใส่ระเบิดแสวงเครื่องดังกล่าวเดินทางโดยรถเมล์จาก ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ผ่านทาง ถ.จรัญสนิทวงศ์ ไปที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ ซึ่งจำเลยนำแจกันดอกไม้นั้นไปติดไว้ที่บนผนังห้องวงษ์สุวรรณ แล้วเปิดสวิตช์ทำให้วงจรระเบิดทำงาน ส่งผลให้ พ.ท.กฤษฎา อินทรณเดช , พ.อ.หญิงพูนศรี บุญปาลิต และผู้เสียหายอื่นทั้งทหาร-พลเรือน รวม 21 คนได้รับอันตรายสาหัสและอันตรายแก่กาย และยังทำให้กล้องวงจรปิด รวมทั้งอุปกรณ์อื่นของ รพ.พระมงกุฎฯ เสียหายรวม 1,201,000 บาท ซึ่งตำรวจ เข้าตรวจค้นบ้านของจำเลย ย่าน จ.นนทบุรี พร้อมยึดแบตเตอรี่ , ชิ้นส่วนตัวเก็บประจุไฟฟ้า , ชิ้นส่วนท่อพีวีซี , สวิชต์ , ตะปู , ตะขออลูมิเนียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของวัตถุระเบิดได้

ส่วนคดีประกอบระเบิดไปป์บอมบ์ที่บ้านพัก ย่านบางเขน พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 3 ยื่นฟ้องนายวัฒนา ในความผิดฐานประกอบ , ทำ และมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ไว้ในครอบครองได้ , มียุทธภัณฑ์(วัตถุระเบิดชนิดดินดำ) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.60 จำเลยได้ประกอบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง ชนิดไปป์บอมบ์ 4 ลูกขึ้นเอง ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้า มีตัวตั้งเวลา และระเบิดดินดำ ในท่อพลาสติกพีวีซีสีฟ้าโดยใส่ไว้ในกระถางสีน้ำตาล เมื่อเกิดระเบิดจะก่อให้เกิดอันตรายรัศมีฉกรรจ์ 5 -10 เมตร นอกจากนี้ยังพบดินดำ 3 กระปุก และกระสุนลูกกรดขนาด .22 จำนวน 39 นัด ภายในบ้านพักจำเลยย่านบางเขน กทม. โดยคดีทั้ง 2 สำนวนนั้น อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องทั้ง 2 คดีให้จำเลยฟัง แล้วสอบคำให้การ ซึ่งนายวัฒนา จำเลย ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ไม่ขอต่อสู้คดี ศาลพิเคราะห์แล้ว จึงมีคำพิพากษาเฉพาะคดีประกอบระเบิดไปป์บอมบ์ที่บ้านพัก ย่านบางเขนก่อน โดยให้จำคุก 4 ปี นายวัฒนา ฐานประกอบ , ทำ และมีวัตถุระเบิดฯ และจำคุกอีก 4 ปี ฐานมีเครื่องยุทธภัณฑ์ (ระเบิดดินดำ) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ปรับเป็นเงินอีก 1,950 บาท ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองฯ แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกนายวัฒนา ทั้งสิ้น 4 ปี และปรับ 975 บาท พร้อมทั้งริบชิ้นส่วนระเบิดของกลางด้วย

ส่วนคดีระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ ที่มีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นฯ ด้วย ซึ่งอัตราโทษสูงกว่านั้น ศาลให้นัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพจำเลยก่อนในวันที่ 16 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

อนึ่ง นายวัฒนา ถูกดำเนินคดีระเบิดใน กทม.พื้นที่ต่างๆ รวม 7 สำนวน ซึ่งส่วนที่เหลืออีก 5 สำนวนนั้น คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งคดีของอัยการ ซึ่งนายวัฒนาถูกคุมขังที่เรือนจำมาตลอด ตั้งแต่ฝากขังครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.60 เนื่องจากไม่ได้ยื่นประกันตัว

4.“สรยุทธ” ได้ผู้พิพากษาเซ็นรับรองให้ฎีกาคดีโกงค่าโฆษณา อสมท แล้ว พร้อมออกจากคุก หลังศาลให้ประกันตัว แต่ห้ามออกนอก ปท.!
นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดังและกรรมการผู้จัดการบริษัท ไร่ส้ม จำกัด จำเลยคดียักยอกเงินค่าโฆษณาบริษัท อสมท 138 ล้าน
ความคืบหน้ากรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดังและกรรมการผู้จัดการบริษัท ไร่ส้ม จำกัด และ น.ส.มณฑา ธีระเดช พนักงานบริษัท ไร่ส้ม คนละ 13 ปี 4 เดือน คดียักยอกเงินค่าโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และจำคุกนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงาน อสมท 20 ปี ที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาของบริษัท ไร่ส้ม ทำให้ อสมท ได้รับความเสียหาย 138 ล้านบาท ซึ่งจำเลยทั้งหมดไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกาสู้คดี เนื่องจากศาลฎีกาเห็นว่า เป็นคดีต้องห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงและคดีมีอัตราโทษสูง หากจะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องมีผู้พิพากษาในสำนวนหรืออัยการสูงสุดเซ็นรับรองนั้น

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ผู้พิพากษาที่ร่วมพิจารณาคดีนี้ของศาลชั้นต้นและมีชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ได้เซ็นรับรองอนุญาตให้บริษัท ไร่ส้ม นายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 2-4 ฎีกาคดีนี้แล้ว โดยเห็นว่าเข้าข่ายมีปัญหาสำคัญและเหตุอันควรสู่ศาลสูงสุดที่จะวินิจฉัย ตามหลักในประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 221 ที่บัญญัติว่า ในคดีซึ่งห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่าง หรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี, มาตรา 219 ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจำเลยไม่เกินกำหนดดังกล่าว และมาตรา 220 ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่า มีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป

ด้านนายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความของนายสรยุทธ ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวนายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 3-4 ระหว่างฎีกาด้วย ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้รับฎีกาทั้งหมดในคดีนี้ไว้แล้ว พร้อมคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยนำส่งฎีกาและสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตามขั้นตอนและมีคำพิพากษาต่อไป ซึ่งในที่สุด ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นควรอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวโดยตีราคาประกันคนละ 5 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล และให้จำเลยทั้งสองต้องมารายงานตัวต่อศาลทุก 3 เดือน

ทั้งนี้ ในส่วนของ นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ที่เป็นอดีตพนักงาน อสมท. ยังไม่ได้ยื่นขอให้ผู้พิพากษาเซ็นรับรองเพื่ออนุญาตให้ฎีกา รวมทั้งยังไม่มีการยื่นเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวแต่อย่างใด ซึ่งคดีมีเวลายื่นฎีกาภายใน 30 วันนับแต่วันฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ส.ค. หากยื่นฎีกาไม่ทัน ก็สามารถยื่นขอขยายเวลาฎีกาต่อศาลได้

ด้านนายสรยุทธ หลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้นำพวงมาลัยไหว้สักการะพระพุทธรูปบริเวณประตูทางเข้าเรือนจำ จากนั้นเดินออกมาสักการะศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณป้อม ทางเข้าเรือนจำ โดยมีกลุ่มญาติพี่น้องและทีมผู้ประกาศมารอรับ ก่อนที่นายสรยุทธจะให้สัมภาษณ์ว่า “ขอบคุณผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ท่านมีเมตตากรุณาให้รับรองฎีกาเรื่องคดีไร่ส้ม เพื่อพิสูจน์ในข้อเท็จจริงในชั้นศาลฎีกาตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย รวมถึงขอบคุณศาลฎีกาที่เมตตาเรื่องของการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราว และเวลาที่ถูกควบคุมตัวนั้น ใช้ชีวิตประจำวันที่ลำบาก แต่ต้องอดทนอยู่ให้ได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนที่ผมเขียนฎีกา... หลังจากนี้ ขอเดินทางไปพบแม่เป็นอันดับแรก”

5.ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ลดโทษจำคุก “ศุภชัย” ยักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ คลองจั่น จาก 16 ปี เหลือ 7 ปี ไม่รอลงอาญา!
นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำเลยคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ คลองจั่น
เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ศาลอุทธรณ์ได้เบิกตัวนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 60 ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ผู้อื่น และจัดการทรัพย์สินผู้อื่นโดยทุจริต

คดีนี้ อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2558 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2556 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 และที่ประชุมมีมติเลือกนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 29 อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ต่อมานายทะเบียนสหกรณ์ได้ตรวจสอบพบว่า การเรียกประชุมใหญ่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับ และกฎหมาย นายทะเบียนจึงมีหนังสือลงวันที่ 23 เม.ย. 2556 ไม่รับรองตำแหน่งประธานกรรมการจากการประชุมดังกล่าว ต่อมาสหกรณ์ฯ คลองจั่น ได้ประชุมใหญ่วิสามัญและมีมติให้การรับรองนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์อีกครั้ง และยังเปิดประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 2 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1/2556 และมีมติแต่งตั้งนายศุภชัย จำเลย ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์ฯ อีกตำแหน่งด้วย กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. - 8 ต.ค. 2556 จำเลย ซึ่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์ฯ คลองจั่น ได้กระทำการทุจริต โดยให้เจ้าหน้าที่บัญชีเบิกเงินสดของสหกรณ์ ผู้เสียหาย หลายครั้งหลายหนรวม 8 ครั้งๆ ละ 184,000-6,000,000 บาท รวม 22,132,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลย หรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2559 จำเลยได้ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง จำคุกกระทงละ 3-5 ปี รวมจำคุก 32 ปี แต่คำให้การของจำเลยที่รับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 16 ปี ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วนับเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุกจึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า กรณีที่จำเลยอุทธรณ์ว่าได้ชดใช้ค่าเสียหายก่อนถูกฟ้องและผู้เสียหายได้รับเงินคืนแล้วนั้น ถือเป็นเรื่องทางแพ่งที่มีการชดใช้ครบถ้วนแล้ว อุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาจากกรณีที่ได้ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อปี 2557 ขอให้ศาลปราณีจากกรณีที่ศาลชั้นต้นลงโทษสูงไปนั้น อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ที่ขอให้รอการลงโทษนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยเป็นประธานสหกรณ์ฯ เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การที่จำเลยยักยอกทรัพย์มีผลกระทบต่อกิจการของสหกรณ์ ทำให้ขาดความไว้วางใจ การยักยอกทรัพย์ดังกล่าวยังทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง จนต้องฟื้นฟูกิจการ แม้มีการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ก็ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นข้อเท็จจริง แต่ไม่มีการยกมาว่ากล่าวตั้งแต่ศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามอุทธรณ์ ไม่รับวินิจฉัย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ประกอบมาตรา 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 8 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 1-2 ปี รวมจำคุก 14 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 7 ปี

6.ศาลฎีกาพิพากษายืน สั่งบริษัทเหมืองตะกั่วชดใช้ค่าเสียหายชาวคลิตี้ล่าง 36 ล้าน พร้อมฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้ดีดังเดิม!
(บน) ชาวบ้านคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี (ล่าง) ลำห้วยคลิตี้
เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแพ่งที่นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ ชาวบ้านคลิตี้ล่าง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี กับพวกรวม 151 คน เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกรวม 7 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเมิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 โดยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2550 เรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,041,952,000 บาท พร้อมขอให้จำเลยรับผิดชอบในการฟื้นฟูขจัดมลพิษในลำห้วยคลิตี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการฟังคำพิพากษาครั้งนี้ มีเพียงฝ่ายโจทก์ที่เดินทางมาศาล ไม่มีฝ่ายจำเลยหรือตัวแทนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง 151 คน เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้อง จากกรณีที่จำเลยปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่วลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าน จนทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยเรื้อรัง และไม่สามารถใช้สอยลำห้วยได้เหมือนเดิม พร้อมบังคับให้จำเลยทั้งเจ็ด ร่วมกันรับผิด ด้วยการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้และสิ่งแลดล้อมที่ปนเปื้อนสารตะกั่วจากโรงแต่งแร่ให้กลับคืนมาดังเดิม โดยให้เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่หน่วยงานรัฐได้วางกฏเกณฑ์ไว้

หลังฟังคำพิพากษา นายยะเสอะ ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่า รู้สึกดีใจและพอใจในคำพิพากษาของศาลฎีกาในเรื่องการชดใช้ค่าเสียหาย แต่ชาวบ้านอยากให้มีการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับคืนมาดังเดิมโดยเร็ว เพราะเป็นเวลานานเกือบ 20 ปีแล้วที่ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำในลำห้วยคลิตี้ได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก ชาวบ้านจึงได้แต่คาดหวังว่า กรมควบคุมมลพิษจะเข้ามากำกับดูแลและเร่งให้ผู้ประกอบการดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้โดยเร็วที่สุด
กำลังโหลดความคิดเห็น...