xs
xsm
sm
md
lg

“รสนา-ธีระชัย-มานพ” ร่วมวิพากษ์ “บรรษัทวิสาหกิจ” กินรวบสมบัติชาติ ?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“รสนา - ธีระชัย - มานพ” ร่วมวิพากษ์ “บรรษัทวิสาหกิจ” หวั่นเปิดทางแปรรูปรัฐวิสาหกิจในอนาคต

วันที่ 6 ก.ย. เวลา 22.00 - 22.30 น. น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นายมานพ เกื้อรัตน์ รองเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ร่วมพูดคัยในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอาอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง “นิวส์วัน” ถึงประเด็น ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ...... ซึ่งมีข้อกังวลว่าจะนำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในอนาคต

คำต่อคำ : รายการคนเคาะข่าว บรรษัทวิสาหกิจกินรวบสมบัติชาติ? 6 กันยายน 2560
นงวดี - สวัสดีค่ะ ขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่รายการ คนเคาะข่าว วันนี้พบกับดิฉัน นงวดี ถนิมมาลย์ คุณผู้ชมค่ะวันนี้เราจะคุยกันถึงเรื่องของ ร่างกฎหมาย ซูเปอร์โฮลดิ้ง นี้

เป็นชื่อที่เราพูดให้ฟังกันเข้าใจง่ายๆ แต่ว่าชื่อเต็มนั้นก็คือ ร่าง พ.ร.บ. การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐบาลก็เตรียมจะออกกฎหมาย ในส่วนนี้ออกมาเพื่อ

รวมรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 11 แห่งเข้ารวมกัน ซึ่งก็มีข้อกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยงกับเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่าอาจจะนำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในอนาคตซึ่งเมื่อพูดถึง

เรื่องของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต้องบอกว่าคนไทยมีประสบการณ์ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก เกี่ยวกับการแปรรูปที่ว่านี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ว่า

มีข้อกังวล มีข้อที่เราต้องจับตาอะไรอย่างไรบ้าง แล้วก็จะมีหนทางอะไรไหม ที่จะสามารถยกระดับหรือเพิ่มประสิทธิภาพ บรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหลายแหล่งต้องเป็นเฉพาะผ่าน

วิธีการแปรรูปเท่านั้นหรือไม่อย่างไร วันนี้พูดคุยกับแขกรับเชิญทั้งหมด 3 ท่านค่ะ คุณ รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. คุณ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงการคลัง และคุณ มานพ เกื้อรัตน์ รองเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สวัสดีทั้ง 3 ท่านค่ะ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะว่าเรากำลังพูดถึง 11

รัฐวิสาหกิจก่อนในเบื้องต้น ซึ่งคุณ รสนา ได้เขียนอยู่ในเฟซบุ๊ก บอกว่ามูลค่า 6 ล้านๆ บาท ไม่น้อยเลยทีเดียว เริ่มแรกนี้อยากจะให้แต่ละท่านพูดถึงข้อกังวลหรือข้อที่เราต้อง

จับตา สำหรับร่างกฎหมาย ซูเปอร์โฮลดิ้งฉบับนี้ ว่ามีจุดหลักๆ อะไรอย่างไรบ้าง หรือว่ามีช่องโหว่ตรงไหนที่เรารู้สึกเป็นกังวลว่าจะนำไปสู่ประสบการณ์ไม่ดีที่เราเคยเผชิญใน

อดีต เริ่มที่คุณ รสนาก่อนค่ะ

รสนา - ก็ต้องบอกว่า ในอดีตเวลาจะแปรรูป รัฐวิสาหกิจ เขาจะมี พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ซึ่งในกรณีนั้น ก็ต้องบอกว่า สมัยนั้นเขาออกกฎหมายฉบับนี้เพราะว่ามี

ความจำเป็นหลังจากเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งแล้ว เราไปกู้เงินไอเอ็มเอฟ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นเงื่อนไข ที่จะต้องมีการเปิดในเรื่องของการแปรรูป รัฐวิสาหกิจขึ้นมา ทีนี้ในการแปรรูป

ในครั้งนั้น จริงๆ สมัยคุณ ชวน 2 เขาก็กำหนดเอาไว้ว่า ในรัฐวิสาหกิจ มันมีกิจการบางอย่าง ยกตัวอย่างกรณี การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เขาก็บอกว่ามันมีกิจการบางอย่างที่

แปรรูปได้ เพราะสามารถไปทำธุรกิจไปแข่งขันกับเอกชนแต่ก็มีบางส่วนที่มันเป็นกิจการต้นน้ำ ที่มันมีในเรื่องของสาธารณสมบัติต่างๆอยู่ด้วย ซึ่งไม่ควรที่จะแปรรูป แล้วก็ทำ

มติ ครม. ไว้ด้วยซ้ำไปว่า ให้แยกกิจการก๊าซออกมา แต่พอมาถึงยุคของพรรค ไทยรักไทย ตอนนั้น ที่จริงคุณทักษิณ เขาหาเสียงว่าถ้าเขาได้รับเลือกเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่เขาจะยก

เลิกกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ ซึ่งรวม พ.ร.บ. ทุนรัฐวิสาหกิจด้วย แต่ปรากฏว่า พอได้เป็นรัฐบาล 3 เดือนต่อมาแกแปรรูปเลย แล้วตอนที่แปรรูปก็ไม่แยกกิจการก๊าซออกมา ก็

แปรทั้งหมดแล้วก็อ้างว่า เดี๋ยวอีกปีหนึ่งจะแยกท่อก๊าซ ลองคิดดู ท่อก๊าซมันแค่ส่วนเดียวนะ เวลาเราพูดกิจการ กิจการคุณจะดำเนินกิจการได้มันต้องมีอุปกรณ์เยอะนะ เหมือน

คุณแค่กิจการขายก๋วยเตี๋ยว คุณก็ต้องมีหม้อต้มก๋วยเตี๋ยวมีอะไรทุกอย่างใช่ไหม แต่เอาแค่ท่อผ่านไป 5 ปี ปรากฏว่าก็ไม่แยก ซึ่งตอนนั้นเราก็ไปฟ้อง ศาลเองก็ตัดสินว่าการแปรรูป

โดยไม่แยกสาธารณสมบัติ ไม่แยกอำนาจและสิทธิมหาชนของรัฐออก มันก็ทำให้บริษัทที่แปรรูปเข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีอำนาจเหนือกว่าเอกชนรายอื่น ใช่ไหมค่ะ แล้วนี้

ทะเลาะกันมา 10 ปีแล้วยังคืนทรัพย์ไม่ครบเลย นี้เป็นกรณีหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่าไอ้การที่เราจะแปรรูปขณะกรณีทุนรัฐวิสาหกิจ ดิฉันคิดว่าอุปมาเหมือนอาหารจานเดียว คุณจะ

กินก็กินทีละจานแต่เวลานี้คือการเอา 11 บริษัทรัฐวิสาหกิจไปอยู่ในบรรษัท ดิฉันคิดว่ามันคือยกตู้กับข้าวไปเลย เอาทุกอย่างใส่ตู้กับข้าวมาเตรียมพร้อม ทีนี้ประเด็นตรงนี้ก็คือ

จุดที่สำคัญที่ดิฉันคิดว่ามันยังน่าจะมีข้อถกเถียงด้วย คือปกติแล้วในระบบทุนรัฐวิสาหกิจ ในกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจเขาต้องแยกสิ่งที่เป็นสาธารณสมบัติกับสิทธิอำนาจมหาชน

ออก แต่คราวนี้เขาเอารัฐวิสาหกิจทั้งหมดไปอยู่ในคอกเดียวกัน กฎหมายมันไม่ได้เขียนไว้นะ ว่าคุณจะต้อง ถ้าคุณจะมา เพิ่ม ลดทุน ลดหุ้น อะไรของคุณ ซึ่งเป็นอำนาจของ

คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ คุณไม่ได้กำหนดไว้เลยว่าส่วนไหนที่เป็นสาธารณสมบัติหรือสิทธิอำนาจมหาชนคุณต้องแยกออกมา มันไม่ได้มีการพูดถึงเลยนะ เพราะ

ฉะนั้นก็คือเอาทุกอย่างไปอยู่ในตู้กับข้าวหรือไปอยู่ในคอกแล้วหลังจากนั้นเขาทำอะไรเราก็จะไม่เห็นแล้วนะ เพราะฉะนั้นทีนี้ประเด็นที่เขาพยายามมาชี้แจงว่าจะไม่มีการแปร

รูปแล้วก็อุปมาให้ประชาชนฟังง่ายๆ ว่าที่เขียนเอาไว้ว่าหุ้นทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจทั้ง 11 แห่งที่อยู่ในการครอบครองของกระทรวงคลังเขาก็จะโอนให้บรรษัทแล้วบรรษัทก็จะ

ออกใบหุ้นให้กับเขา ที่นี้มาตรา 47 เขาก็กำหนดให้บริษัทมีทุน 1 พันล้าน แบ่งเป็น 100 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท บริษัทอาจเพิ่มทุนหรือลดทุนได้โดยเสนอกระทรวงการคลัง

ทีนี้อันนี้ 1000 ล้านนะ แต่มูลค่าม้า 11 ตัว ที่ดิฉันอุปมามัน 6 ล้านๆนะ เพราะฉะนั้นคุณไม่เเปรรูปไอ้ 1000 ล้าน นี้ใช่ไหม เดียวให้ท่าน ธีระชัย อธิบาย แต่ม้าที่อยู่ในคอก คุณซื้อขาย

เทรด แลกเปลี่ยน ไม่ได้มีข้อห้าม และดิฉันก็ตั้งคำถามว่า อันนี้เป็นการจงใจเดินข้ามกฏหมายทุนรัฐวิสาหกิจหรือป่าว เพราะทุนรัฐวิสาหกิจมันจะเขียนเอาไว้ในมาตรา 24 ว่า

ก่อนที่จะมีการแปรสภาพหรือไปขายในตลาดหุ้นคุณต้องแยกส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติออกมาก่อน และสาธารณสมบัติเหล่านั้นถ้าบางส่วนจะให้เขาใช้ต่อก็ต้องจ่ายค่าเช่า แต่

อันไหนที่มันเป็นอำนาจและสิทธิมหาชนคุณให้เขาไม่ได้นะ ยกตัวอย่าง กรณีการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่ไม่ได้แยกกิจการก๊าซออกมา ทีนี้กิจการก๊าซมันมีอำนาจและสิทธิ

มหาชนหลายอย่างที่ติดไปด้วย คือ สิทธิในการซื้อก๊าซจากปากหลุม ผูกขาดเจ้าเดียวรวมทั้งท่อก๊าซด้วย ซึ่งประเด็นนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่ไม่มีการพิจารณานะว่าสิทธิผูกขาดนี้คือ

สิทธิมหาชนที่ศาลตัดสินว่าคุณต้องคืนด้วยหรือเปล่า ไม่มีใครมาดูแลจัดการเลย ทีนี้ทั้งหมดเข้าไปอยู่ในเข่งเดียวกัน แล้วกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บอกมาว่า รัฐจะต้องไม่ปล่อยให้

โครงข่ายพื้นฐานซึ่งเป็นเรื่องของความมั่นคงและสาธารณูปโภคพื้นฐานตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือรัฐจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์น้อยกว่า 51 เปอร์เซนต์ ไม่ได้ อันนี้ไม่

ได้เขียนอยู่ในกฎหมายฉบับนี้เลยนะ เพราะฉะนั้นก็กลายเป็นพอมันอยู่ในคอกของที่ชื่อว่า บริษัท เขาก็จะไปจัดการอะไรต่อมิอะไร เรายังไม่รู้เลยจะจัดการอย่างไรกันบ้างกับ

ตรงจุดนี้ แล้วถ้าเกิดส่วนไหนที่เป็นสาธารณสมบัติที่จะให้เช่ารัฐจะได้เงินด้วยไหมหรือไม่รู้ทุกอย่างไปอยู่ในนี้หมดเลย 1,000 ล้าน มูลค่าเริ่มต้น เห็นไหมที่บอกว่าจะไม่มีทาง

แปรรูป จะเป็นไปได้อย่างไร สมมุติเกิดบอกว่า ทีโอที แคท ต้องการเงินเพิ่มสำหรับการบริหารงาน สำหรับการลงทุน สมมุติเกิดรัฐบอกว่าเรามีเงินอยู่ที่แคท เริ่มต้นสมมุติว่า 500

ล้านแล้วกัน เพราะเขาพูด 1,000 ล้าน 500 ล้าน เราต้องการเงินอีก 1,500 ล้าน รัฐจะต้องเอาเงินมาลงนะ สมมุติรัฐบอกว่า ถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาลง คุณทำไง คุณก็ต้องไประดม

ทุนใช่ไหมในตลาดหลักทรัพย์ เพราะฉะนั้นพอคุณไประดมทุนก็แปลว่าคุณ ไดลูทหุ้น ของตัวเองใช่ไหม ส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ เมื่อก่อนรัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ก.ส.ท. แคท

100 เปอร์เซนต์ ซึ่งเขามีโครงข่ายที่เป็นเคเบิลใต้น้ำ มีอะไรต่อมิอะไร ซึ่งเอกชนน้ำลายไหลอยากได้จะตายไปเพราะฉะนั้นเขาก็บริหารให้แคท แล้วก็ทั้งทีโอทีเจ๊งซะ ซื้อนู้นซื้อ

นี้อะไรไม่รู้ ไร้สาระ แล้วอีกจะตั้ง 3 บริษัทมาแยกบริษัทลูก คือบริหารให้เจ๊งว่างั้นเถอะ แล้วก็จะได้ขายไง คุณทำให้ม้าคุณที่อยู่ในคอกอดยาก แล้วคุณก็ต้องไปหาอาหารมาให้

มากิน

นงวดี- มันต้องลงทุน

รสนา- แล้วรัฐก็บอก ฉันไม่มีเงินในกระเป๋าหลอก ก็ต้องเอาเอกชนมาใช่ไหม อันนี้เป็นสิ่งที่ข้อกังวล แล้วก็ที่บอกว่าจะทำสิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันนักการเมืองเข้ามาล่วงลู่

เลยใช่ไหม นี่คือตั้งสำรับให้นักการเมืองล่วงลู่เลย สำรับแบบนี้เพราะคุณไปดูด้วยคอนอลอประกอบด้วยใคร คระกรรมการัฐวิสาหกิจ นโยบายวิสาหกิจประกอบไปด้วยนายก

รัฐมนครี รัฐมนตรี 4 คน แล้วก็ข้าราชการอีก 5 คน บวกผู้อำนวยการใหญ่บรรษัท แล้วก็บวกผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเลือกโดยครม. ทั้งหมดนี้มันก็เป็นตัวแทนนักการเมืองหมด แล้วถ้า

เกิดนักการดเมืองที่ถูกครอบง่ำ นักการเมืองธรรมดานี้ อย่างนักการเมืองในอดีตมันคิดไม่ได้อย่างนี้หลอก นักการเมืองที่เป็นทุนต่างหากที่คิดได้ขนาดนี้ ใช่ไหม แล้วคุณตั้ง

สำรับกับข้าวไว้เตรียมให้เขามากิน เมื่อก่อนเขา ข้าราชการ นักพรรคการเมืองแบบข้าราชการ แบบพรรคประชาธิปัตย์ คุรตั้งสำรับไว้สำหรับคุณทักษิณ ซึ่งเป็นนักการเมืองธุรกิจ

เห็นไหมกินจานเดียว อิ่มไปทั้งเท่าไรแล้ว ตอนที่แปรรูปมูลค่าการปิโตรเลียมแค่ 1 แสนล้าน ตอนนี้มูลค่าในตลาดเขาเท่าไหร่ แล้วอันนี้มัน 6 ล้านๆ คุณคิดดูดิมันจะเล่นแร่แปร

ธาตุกันสนุกสนาน อิ่มหมีพีมันกันขนาดไหน แล้วยิ่งมาส่งเสริมว่าต้องแข่งขันทางธุรกิจ เฮ้ย นี่มันเป็นหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจเหรอ ในรัฐธรรมนูญเขาห้ามไว้ ไม่ให้คุณมาแข่งกับ

เอกชนใช่ไหม แต่เราจำเป็นต้องมีการทำธุรกิจในกิจการที่เป็นสาธารณูปโภค สาธารณูปการ เพื่อประโยชน์ของประชาชน อย่างยกตัวอย่างองค์การเภสัช ทำไมเขาก็อยากจะล้ม

องค์การเภสัช คุณมาผลิตยากับเอกชนทำไม แต่ว่าเราต้องผลิต เพื่อว่ากำกับราคาไม่เอกชนเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป แต่คราวนี้คุณมาบอกเราจะกำกับให้ไอธุรกิจบรรษัท

ให้ทำกำไร อะไรนะ มีศักยภาพในการแข่งคุณ อ้าว คุณแข่ง คุณก็มุ่งแต่กำไรใช่ไหม เมื่อก่อนแค่ปตท. กำไรอย่างเดียวเรานี่ก็จะตายอยู่แล้ว หนี้ 11 แห่ง ประชาชนไม่กรอบเลย

หลอกค่ะ กำไรของคุณมาจากไหน กำไรของคุณก็มาจากประชาชน ใช่ไหม อันนี้คือความกังวล รอนนี้เอาแค่นี้ก่อนล่ะกัน

นงวดี- มาที่คุณธีระชัยกันบ้างนะคะ จุดที่ข้อกังวลที่คุณธีระชัยมองมีตรงจุดไหนบ้าง แล้วจะให้พูดถึงสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้สักนิดหนึ่งได้ไหมค่ะ ว่า มัน

จะมีขั้นตอนอะไร อย่างไร อย่างเช่น จะมีการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งอะไรขึ้นมา มีบรรษัทเข้ามา คือขั้นตอนอะไร ยังไง แล้วตรงไหนจะเป็นช่องให้เกิด สิ่งที่เรากำลังคุยกันอยู่ตอนนี้ค่ะ

คุณธีระชัยค่ะ

ธีระชัย- คืองี้นะครับ เราต้องมองทุกอย่างจากแง่มุม ทั้ง 2 แง่มุม ทั้งในแง่ด้านดีและด้านเสีย ให้ถ่องแท้และรอบคอบ กฎหมายนี้ถ้าว่ามันมีข้อดี แล้วก็มันก็มีความจำเป็น

เพราะรัฐวิสาหกิจในประเทศไทย มีการจัดตั้งขึ้นมาในอดีตลำดับมาเรื่อยๆ แล้วก็แต่ละรัฐวิสาหกิจ คือนโยบายรัฐบาลของไทย ไม่ใช่ต้องการให้รัฐบาลไปตั้งองค์กรเพื่อ make

money ทำอย่างนั้น คงไม่มีใครเข้ามาแข่งกับรัฐบาลได้ แต่ว่าตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อทำเรื่องเฉพาะกิจบางอย่าง ซึ่งอาจจะเอกชนทำไม่ได้ เอกชนยังไม่ชำนาญ เอกชนยังไม่กล้ารับ

ความเสี่ยงในขณะนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าเหตุการณ์ เวลาที่ผ่านไป mission มันเปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนไป แล้วก็การบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจบางทีมันก็ยังไม่มีเถ้าแก่

มันก็เลยทำให้การบริหารก็อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ลักษณะประเมินก็ยังแตกกระจาย และก็การวางยุทธศาสตร์ก็ไม่เป็นภาพรววม เลยกลายเป็น

ว่ามีบางรัฐวิสาหกิจมีการทำงานซ้ำซ้อน แข่งกัน ตรงนี้มันถึงจังหวะถึงเวลาที่มันจะต้องมีหน่วยงาน แล้วมารวมศูนย์ในเรื่องของการกำกับ เพื่อจะให้การบริหารรัฐวิสาหกิจนั้น

มีประสิทธิภาพดีขึ้น มีธรรมมาธิบาลที่ชัดเจน มีความโปร่งใส มีการเปิดเผยข้อมูลที่เยอะ แล้วก็ถ้าจะเป็นได้ต้องปรามไม่ให้นักการเมืองแทรกแซงไปหาผลประโยชน์ ตรงนี้ผมว่า

เป็นส่วนที่ดี แล้วก็ผมเองต้องขอชมเชยทางสำนักรัฐวิสาหกิจของกระทรวงการคลัง ที่ผลักดันกฎหมายในส่วนนี้ แต่ปัญหาคือนอกเหนือการตั้งคณะกรรมการที่จะมาทำให้เกิด

สิ่งดีๆ ขึ้นมาแล้ว ที่เราเรียกคณะกรรมการคนร. เขาบังเอิญไปเสนอตั้งองค์กรขึ้นมาอีกองค์กรหนึ่ง องค์กรนี้เรียกว่าบรรษัท บรรษัทมันมีลักษณะตั้งขึ้นมาแล้วมันจะกลายเป็นฝาชี

ฝาชีซึ่งจะเอารัฐวิสาหกิจไปรวบอยู่ข้างใน ตรงนี้มันมีปัญหา ผมอยากชี้ให้เห็นว่ามันมีความเสี่ยง 3 ประการด้วยกัน ประการที่ 1 คุณรสนาชี้ออกมาแล้วว่าเขาระบุอยู่ในหลักการ

และเหตุผล ที่เขาเสนอตั้งบรรษัทก็คือเพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีความพร้อมในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ อันนี้เขากำลังทำให้ระดับความสำคัญของรัฐวิสาหกิจเปลี่ยนไป จากการทำ

อะไรเพื่อพัฒนาประเทศ เพื่อดูแลประชาชนอะไรต่างๆ เพื่อปัจจัยในสังคมกลับกลายเน้นตัวเลขกำไร ซึ่งตรงนี้มันกำลังทำให้ไปผิดทาง ประการที่ 2 ที่ผมมองมันสามารถเกิดที่

คุณรสนาว่าคือการเกิด นอกจากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของส่วนการแปรรูปแล้ว เนื่องจากผมเองมีความรู้ในด้านตลาดทุน อยากจะชี้ให้เห็นมันมีโครงสร้าง ซึ่งเปิดช่องให้มี

ความเสี่ยงให้มีการล้วงไส้ได้ด้วย ยกตัวอย่างนี้ เวลานี้เขาตั้งบรรษัท ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ่นอยู่ในบรรษัท 100 เปอร์เซนต์ แล้วก็บอกไม่ขาย ก็ไม่เป็นไร แล้วจะมีการโอนรัฐ

วิสาหกิจต่างๆ เขามาอยู่ในบรรษัท บางรัฐวิสาหกิจ บางรัฐบาลถือ 51 บ้าง บางรัฐวิสาหกิจถือ 100 บ้าง ก็โอนเข้าไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรัฐวิสาหกิจนั้นไม่ได้มีข้อห้ามที่เขาจะไป

ตั้งบริษัทลูก พอเขาตั้งบริษัทลูกแล้วก็ไม่ได้มีข้อห้ามที่บรรษัทหรือคนที่เกี่ยวข้องจะไปชวนเจ้าสัว หรือกลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งมารวมสังฆกรรมในการมาทำธุรกิจในบริษัทลูก

เพราะฉะนั้นสัดส่วนในบริษัทลูก ผมยกตัวอย่างอันนี้ อาจจะเหลือสัก 40 เปอร์เซนต์ ให้เอกชนถือ 60 หรือจะเอาบริษัทลูกไปเขาตลาดหลักทรัพย์ ขายหุ่นในตลาดหลักทรัพย์ก็

ได้ และตรงนี้ผมใช้ว่ามันเป็นการแปรรูปอำพราง มันเป็นการล้วงไส้ คืออย่างนี้ครับ ในรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย เนื่องจากเป็นองค์กรซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานบางอย่างโดย

เฉพาะ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมา รัฐจะให้สิทธิพิเศษ ให้ทรัพย์ซึ่งเกิดจากอำนาจมหาชนของรัฐ ให้อำนาจผูกขาดได้หลายๆ เรื่องเลย ตรงนี้นะเชื่อไหม เมื่อกี้ที่คุณรสนาพูดถึง

ทรัพย์สินในรัฐวิสาหกิจที่จะโอนเข้าไปมูลค่า 6 ล้านๆ ยังไม่สะท้อนมูลค่าที่เกิดจากสิทธิพิเศษเหล่านี้ มันอาจจะเป็นอีกเท่าหนึ่งเลย เพราะว่าไม่มีใครมีสิทธิเหล่านี้ ตรงนี้แหละ

ซึ่งมันจะมีการล้วงออกไป ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องน่ากังวล สุดท้ายในรอบนี้ที่ผมอยากจะพูดก็คือว่า การรวมทั้งหมดนี้มารวมในบรรษัท เข้ามาอยู่ในฝาชีเดียวกันโมเดลนี้ถาม

ว่ามีประเทศอื่น นอกจากไทยที่เสนอตรงนี้ มีประเทศไหนทำอีกบ้าง มีน้อยประเทศนะ ผมลองไปเช็คดูแล้วมีน้อยประเทศ ประเทศที่เรารู้จักมากก็คือสิงคโปร์เลยที่ใช้โครง

สร้างแบบนี้ในบริษัทที่เขาเรียกเทมาเส็ก แล้วอีกประเทศหนึงที่พยายามเลียนแบบก็คือมาเลเซีย ซึ่งใช้ในบริษัท1เอ็มบีบีวัน ปัญหาคืออย่างนี้ ถ้าเราย้อนกลับไปดูเราจะเห็นเลย

นะครับ ว่าการบริหารบริษัทที่เป็นลักษณะซูเปอร์โฮลดิ้งเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจอันอื่นๆ อยู่ภายใต้มันดำมืดเกินไป แล้วมันก่อปัญหาในทางธรรมาภิบาล กรณีเทมาเส็กถ้าจำได้

ตัวอย่างที่เราเห็นชัดๆ เลย เข้ามาซื้อหุ้นโทรศัพท์มือถือไปจากกลุ่มของคุณทักษิณ ขณะนั้นกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาทำในธุรกิจนี้ เขาใช้วิธีตั้งบริษัทที่เป็นนอมินี

ชื่อเป็นดอกไม้และก็แก้วคงจำได้ นี่คือพฤติกรรมที่มันเกิดขึ้นจากการสลับไพ่ไปบีบบังคับไปกระตุ้นให้เทมาเส็กไปเน้นการทำกำไรเกิดเหตุจนกระทั่งหน้ามืดตามัวไม่สนใจกฎ

กติกามารยาทของประเทศที่เข้ามากรณีของมาเลเซียยิ่งไม่ต้องพูด เวลาที่มีข่าวอื้อฉาวมาว่ามีการเอาบำเหน็จจากตัวองค์กรเหล่านี้ออกไปใช้ทำธุรกิจอะไรที่มันไม่ถูกต้องกับ

ทางประเทศในตะวันออกกลาง เพราะงั้นโมเดลนี้ผมคิดว่าเป็นโมเดลเสี่ยงเป็นโมลเดลที่ถ้าจะว่าไปแล้วทางข้าราชการอาจมีความหวังดีนะ แต่ว่าไอ้ตรงนี้อยู่แน่นแต่มันแน่น

บนแต่มันหลวมล่าง มันจะออกมาในลักษณะมันจะเป็นรัฐวิสาหกิจก็จริง แต่มันเป็นมัมมี่ คือก่อนจะทำมัมมี่เขาต้องเอาไส้ออกก่อนผมกลัวมันจะเป็นมัมมี่รัฐวิสาหกิจอยู่แต่ภาย

นอกอย่าในมันอาจไม่เหลือเพราะฉะนั้นต้องระวังตรงนี้

นงวดี- คุณธีระชัยขออนุญาตถามตามต่อนิดหนึ่ง โมเดลที่คุณธีระชัยว่าตอนนี้มีรัฐวิสาหกิจของไทยบ้างไม่ ที่เข้าข่ายลักษณะแบบนี้ บริษัทลูกเป็นของใครไปแล้วเอกชนไป

ไหนไปแล้วเราก็ไม่ทราบได้ แต่ข้างบนเรายังคิดว่าเขาเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่

ธีระชัย- มีกรณีหนึ่งเลยละ คือบริษัทปตท.เสนอตั้งบริษัทที่เขาเรียกกันว่าพีทีทีโออาร์ ที่ทำธุรกิจนอนออยล์ เขาเสนอตรงนี้ว่าจะเอาธุรกิจนอนออยล์เกี่ยวกับปั๊มต่างๆ ออก

ไปแล้วไปอยู่กับบริษัทนี้ บังเอิญปัจจุบันถ้าไม่มีโครงสร้างนี้ ขบวนการในการตัดสินใจมันมีหลายองค์กรที่เกี่ยวข้องแล้วต้องให้ความเห็น เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

กระทรวงนี้ กระทรวงนู้น แล้วต้องไปพิจารณามีการถ่วงดุลหลายด้าน จนป่านนี้ ถึงแม้ข้อเสนอนี้ได้รับการผ่านโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติไปแล้ว แต่ยังไม่ไป

ไหนแสดงให้เห็นนะว่าขบวนการถ่วงดุลในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ให้รอบคอบมันยังทำงานอยู่ในขณะนี้ แต่ถ้าไปเป็นโมเดลนี้มันอาจไม่มีการถ่วงดุลแล้ว นอกจากนี้ผมเองยัง

คิดว่าขณะนี้รัฐวิสาหกิจตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเฝือมากไป แล้วบางอันก็ไปตั้งแบบที่คุณรสนาชี้คือไปตั้งในเกาะฟอกเงิน ถึงเวลาจะต้องมี คนร. มานั้งถามแต่ละบริษัททำอะไรนอก

จากนี้ก็ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชนมากขึ้นเกี่ยวกับพวกนี้

นงวดี- คิดว่าเขาคงใช้โมเดลแบบที่คุณธีระชัยว่าอย่างเทมาเส็ก หรือกองทุนของทางมาเลเซียมาเป็นโมเดลคิดแล้วก็ร่างกฎหมายลักษณะนี้ออกมาว่า จะว่าไปแล้วจริงๆ ถ้า

ดูยุครุ่งเรืองของเทมาเส็กก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ยุคนี้มันอาจจะไม่ใช่เพราะเราก็มีประสบการณ์จากหลายเคสหลายกรณีที่ที่เกิกขึ้นจากกองทุนลักษณะแบบนี้จากรัฐบาลของ

ประเทศ

ธีระชัย- แม้แต่เทมาเส็กเองหลายคนอาจจะมองว่ามีการบริหารงานที่ดีมากรวยมากจนอาจจะต้องรู้นะครับว่าเทมาเส็กมันเกิดขึ้นเนื่องจากมีกิจการและบริษัทหลายอย่างที่

อังกฤษทำไว้ แล้วพอเขาได้รับอิสรภาพเขาไม่รู้จะไปไว้ไหนเขาก็เอามารวมอยู่ตรงนี้ ฉะนั้น ตอนที่เอาเข้ามามันมีทรัพย์สินติดมามันมีมูลค่ามหาศาลอยู่แล้ว หลายทรัพย์สินมัน

ผูกขาด เช่น ฐานทัพเรือซึ่งอังกฤษทำไว้ทั้งฐานทัพเอาเข้ามาแล้วมาเปลี่ยนเป็นอู่ต่อเรือ เป็นต้น เพราะฉะนั้น เทมาเส็กเริ่มต้นมันก็รวมมาตั้งแต่ต้นแล้วละเกิดมาก็รวยแล้ว

นงวดี- คือจุดเริ่มต้นต่างกัน

ธีระชัย- ใช่ต่างกัน ที่นี้อีกอันคือการทำธุรกรรมของเทมาเส็กพบว่ามันไม่ได้มีกระบวนการที่จะสามารถเข้าไป 2 ฝ่าย ได้เต็มที่ตอนที่เทมาเส็กมาซื้อหุ้นในเมืองไทยผมมา

สังเกตว่ามีกรณีการซื้อแปลกๆ เกิดขึ้นก่อนแล้วผมเองก็เลยแจ้งเข้าไปที่ทาง ก.ล.ต. ที่สิงคโปร์ แต่เขาก็ตอบมาว่าดูแล้วไม่มีอะไรแต่ในสายตาของผมผมคิดว่าในขบวนการซื้อ

ขายตรงนั้นไม่ปกติ อันนี้มองเห็นชัดเลยว่าเวลาผลประโยชน์มันไปรวมศูนย์ที่ไหน ผลประโยชน์ก็รั่วไหลได้ที่นั้น

นงวดี- เอาละคะ ทีนี้มาทางสหภาพบ้างว่าจุดกังวลอยู่ที่ตรงไหน

มานพ- ก็ในส่วนของทาง สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พร้อมทั้งองค์กรสมาชิกที่เป็นสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจประมาณ 45 องค์กรขณะนี้จุดที่กังวลคือเรื่อง

ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้วก็คือการถ่ายทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีความสัมพันธ์กับประชาชนในเรื่องของภาษี เอาเงินภาษีของพี่น้องมาสร้าง

กิจการของรัฐขึ้นมาเป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อที่จะหลักๆก็คือให้บริการสาธารณะกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะถ้าเราดูในส่วนของที่ผ่านมาในล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ท่านทรงมีแนวคิด

ในเรื่องนี้ให้รัฐวิสาหกิจมาดูแลลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะฉะนั้นการที่เอารัฐวิสาหกิจมาเพื่อจะดูแลประชาชนมัน

เป็นผลประโยชน์ของประชาชนเพราะฉะนั้นการที่ ในขณะนี้เองพยายามที่จะถ่ายเรื่องแบบนี้ออกไปโดยเฉพาะเรื่องของการบริการบริการที่สำคัญก็คือบริการสาธารณะเป็น

บริการเชิงพาณิชย์แบบเข้มข้นก็คือเรื่องของการหากำไรอย่างพี่รสนาได้พูกเมื่อสักครู่ การหากำไรแบบเข้มข้น มันหากำไรกับพี่น้องประชาชนเพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศไทย

เองก็เป็นประเทศที่เป็นอันดับหนึ่งในเรื่องของการเหลื่อมล้ำ เป็นอันดับสามของโลก ซึ่งมีอันดับดีขึ้นทุกๆ วัน

รสนา- เขาเรียกว่าแย่ลงสิ

มานพ- ใกล้จะอันดับหนึ่งละ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ในห้วง 10 ปีที่ผ่านมาถ้าเราดูในเรื่องของการขับเคลื่อนของทางสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เมื่อคราวที่่ผ่าน

มาตลอด 10 ปี โดยเฉพาะที่ผ่ามาชัดเจนเราก็สู้เรื่องนี้ เรื่องของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยเฉพาะรัฐบาลที่ผ่านมาเข้ามาถึงอย่างที่พี่รสนาบอกว่าต้องการที่จะยกเลิกกฎหมายรัฐ

วิสาหกิจและกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ สุดท้ายไม่ยกเลิกก็เดินหน้าต่อไป ในขณะเดียวกันร่างกฎหมายฉบับนี้เดิมถ้าใครติดตามก็เป็นร่างชื่อเดิมร่างกฎหมายบรรษัทรัฐวิสาหกิจ

แห่งชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ต่อยอดมาจากเรื่องเดิมและพัฒนาความเข็มข้นมากขึ้นคือพยายามเปลี่ยนแปลงและออกแบบให้มันซับซ้อนมากขึ้น เพราะฉะนั้นในส่วนของ

ทางสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เป็นห่วงเป็นใยในเรื่องนี้อย่างยิ่ง เพราะถ้าสุดท้ายแล้วยังเดินหน้าเป็นแบบนี้ต่อ นั้นหมายความว่า ประเทศไทยเหมือนหลายๆ ประเทศ

ในกลุ่มทวีปอเมริกาใต้ เช่น ประเทศอาร์เจนตินา ชัดเจนว่าสุดท้ายแปรรูปเสร็จแล้ว จบทุกอย่างแล้ว วันนี้ต้องมาซื้อรัฐวิสาหกิจคืน อังกฤษ เป็นต้นฉบับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ซื้อกิจการรถไฟคืน จากเอกชน เนื่องจากไม่สามารถนำกิจการเหล่านี้ไปตอบสนองกับพี่น้องประชาชนได้ เพราะว่าคนที่เข้าถึงได้คือคนที่มีเงินเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ประเทศ

เริ่มเข้าสู่ยุครวยกระจุกจนกระจาย คนจนมากกว่าคนรวย เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการจากรัฐได้ สรส. เดินหน้าเข้าสู้เรื่องนี้โดยตลอด ตั้งแต่เรื่องของร่าง

กฎหมายบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติในรัฐบาลในยุคที่ผ่านมา ดูได้จากเรื่องคราวที่ผ่านมาชัดเจน เราไม่เห็นด้วยเรื่องการที่รัฐบาลจะมาแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะ ปตท.ที่

ชัดเจน แม้วันนี้ ปตท.มีทรัพย์สินค่อนข้างเยอะ มีรายได้นำส่งรัฐนิดเดียว หรือมีความหวังในส่วนของรัฐบาลชุดนี้ เข้ามาเริ่มต้นที่ดี นายกฯพูดชัดเจนว่าเราจะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ

ซึ่ง สรส. สนับสนุน เช่น เรื่องความโปร่งใส นี้คือปัญหาของรัฐวิสาหกิจที่ผ่านมา เนื่องจากว่าเรื่องนี้มันมืดมัวเหลือเกิน เรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในรัฐวิสาหกิจ

หรือแม้เรื่องการบริหารรัฐวิสาหกิจที่ผิดทิศผิดทาง นายกฯพูดชัดเจนว่า เราจะปฏิรูปเรื่องเหล่านี้ คงความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้ พูดออกสื่อเป็นประจำ เราเห็นด้วย ท่านทำเรื่อง

แบบนี้ แต่วันนี้ไม่ใช่ วันนี้เรื่องร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูป ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจน ไม่ได้แก้ปัญหาในเรื่องของปัญหาที่

ผ่านมาอย่างเช่น เรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นในคราวที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากเรื่องการเมือง คนของตัวเองเข้าไปล้วงลูก กำหนดนโยบายผิดทาง เอื้อกันเอง จนเกิดหนี้สินที่

ทิ้งไว้มากมาย ในวันนี้หาคนทำผิดไม่ได้ด้วยซ้ำ ยกตัวอย่าง กรณีการบินไทย เครื่องบินมาจอดอยู่ลำใหญ่บินไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ถ้ากฎหมายฉบับนี้สามารถแก้ปัญหา

เรื่องเหล่านี้ได้ เรายินดี แต่วันนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ได้ ดูจากคณะกรรมการชุดหนึ่งที่สำคัญ ดูเหมือนมีอำนาจหน้าที่ค่อนข้างเยอะ คือ คณะกรรมการนโยบายรัฐ

วิสาหกิจแห่งชาติ ซึ่งแต่เดิมคณะกรรมการชุดนี้มี แต่ว่าอยู่ภายใต้สำนักระเบียบนายกรัฐมนตรี แต่ตอนนี้จะยกระดับขึ้นใหม่และอำนาจที่สำคัญที่ปรากฏอยู่ในอำนาจหน้าที่ที่

ชัดเจนคือ การแปรสภาพจนพ้นความเป็นรัฐวิสาหกิจ นี้คือหน้าที่สำคัญ ถึงแม้จะบอกว่าการแปรสภาพได้ก็ต่อเมื่อขอความเห็นชอบของ ครม. ภายใต้คณะกรรมการชุดนี้

ประธานหลักๆแน่นอน ประธานคือนายกรัฐมนตรี รองประธานมาจากรองนายกรัฐมนตรี และอีกหลายๆคนรวมถึงบุคคล เบ็ดเสร็จดูแล้วในเชิงโครงสร้างของฝ่ายการเมือง

หลักๆ ชัดเจน ก็คือ 5 ท่าน ในส่วนของที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณสมบัติดูแล้วลบไปหลายๆชั้น จะเป็นใครไม่ได้เพราะถูกแต่งตั้งโดย ครม. มาจากที่เดียวกัน เพราะฉะนั้นการ

แปรสภาพ เมื่อความเห็นของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเสนอ ครม. ผมถามว่าใครจะขัดนายกฯเป็นประธานไปประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีนายกฯเป็นหัวหน้า ผมถามว่า

ใครกล้าขัด เพราะฉะนั้น เรื่องเหล่านี้มันทำได้ง่ายมาก เพราะฉะนั้น สรส. มีความกังวล เนื่องจากว่า ถ้าเป็นลักษณะแบบนี้ต่อไป นั้นหมายความว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถ

ช่วยเหลือประเทศได้เลย ไม่สามารถแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจเมื่อคราวที่ผ่านมาได้ ที่สำคัญเรื่องประเทศ โอกาสที่ประเทศเดินต่อไปข้างหน้ามันไม่มี การที่มีหลายๆท่านมาพูดใน

เรื่องของการคงความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้ เขียนสวยหรูนะ ถ้าดูหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้เขียนค่อนข้างดี แต่ว่าถ้าดูสาระสำคัญ ดูเหมือนหลักการและสาระสำคัญ

อย่างเช่นเรื่องของการคงเป็นรัฐวิสาหกิจเขียนไว้ชัดเจน แต่พอดูข้างในหลายๆมาตรา มีการเปลี่ยนไปเรื่อย อย่างเรื่องการแปรจนสภาพปรากฏอยู่ในกฎหมายฉบับนี้ แม้แต่เรื่อง

ของ ที่พี่รสนาพูดไปสักครู่ ในเรื่องการคงไม่ขายหุ้น ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง ในบรรษัทวิสาหกิจเนื่องจากโครงสร้างของกฎหมายฉบับนี้ นอกเหนือจากการตั้งคณะ

กรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งแล้ว มีการตั้งในส่วนของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือเรียกสั้นๆว่า บรรษัท เพื่อให้กระทรวงการคลังโอนหุ้นของรัฐวิสาหกิจ 11 แห่งอยู่ในนั้น ที่พี่

รสนาว่าเป็นคอกม้า เสร็จรัฐวิสาหกิจวิ่งเหมือนม้าตัวหนึ่ง วิ่งในคอกม้า เพราะฉะนั้นในสิ่งเหล่านี้ โอนไปแล้วมันคงแค่เพียงหุ้นที่หุ้นประเดิม ประมาณ 100 ล้านหุ้นประมาณ

1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือไม่มีหลักประกันอะไรเลยที่ทำให้หุ้นเหล่านี้ สามารถที่จะถือหุ้นโดยกระทรวงการคลังต่อไปได้ในบรรษัท เนื่องจากว่าหุ้นเหล่านี้ ถูกถ่ายไปตลาด

หุ้นพอถ่ายไปตลาดหุ้นมันจะเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ที่จะนั่งนับ 51 นะ 52 นะ วันนี้ 63 นะ วันนี้ 49 ไม่มีนะ ไม่ใช่เพียง 1-2 หุ้นที่เรานั่งนับได้ มูลค่าทรัพย์สิน 6 พันล้าน เยอะมาก นี้

คือสิ่งที่ สรส.เอง มีความกังวลในส่วนของเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ประเด็นหลักๆก่อน

นงวดี- ในส่วนที่กระทบกับบรรดาพี่น้อง พนักงาน หรือว่าผู้ที่ทำงานในรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น จะเกิดผลกระทบด้วยไหมค่ะอาจารย์ ร่างกฎหมายฉบับนี้

มานพ- จริงๆ ในการเปลี่ยนแปลง มี 2 ส่วนในกฎหมายฉบับนี้คือ รัฐวิสาหกิจได้กำกับบรรษัท กับรัฐวิสาหกิจที่กำกับของกระทรวงเจ้าสังกัด เบื้องต้นส่วนของกระทรวง

เจ้าสังกัด อาจไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่ในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในกำกับของบรรษัท เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงสถานะกับเดิมที่กระทรวงการคลัง มีการถือหุ้นเป็น

บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ และบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติไปเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนของราชการ และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่น เพราะ

ฉะนั้นสถานะตรงนี้ ถ้าถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ 11 แห่งเบื้องต้น มันระบุยากสถานะของรัฐวิสาหกิจมันคืออะไร มันจะเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่หรือเปล่า เพราะถ้าเราดูในคำนิยามชัดเจน

เห็นว่ารัฐวิสาหกิจตามกฎหมายนี้ พูดถึงเรื่องของรัฐวิสาหกิจไม่ได้พูดถึงบรรษัทรัฐวิสาหกิจ เราเข้าใจได้นะ บรรษัทวิสาหกิจเป็นเรื่องของทั่วไป มีนัยยะของสาระสำคัญ

หลายๆข้อ พูดถึงเรื่อง อย่างเช่น การโอนหุ้น การเพิ่ม การลด การควบ การยกเลิก อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด รัฐวิสาหกิจ 11 แห่งนี้ ถามว่าพนักงานเขาเองไม่ค่อยสบายใจนัก

มีความกังวลเรื่องของผลกระทบ แต่ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งที่เขากำลังคิดคือ ผลกระทบของชาติมากกว่าที่จะมองเรื่องของสถานะ สถานะเขาอย่างไร เขายังเป็นหน่วยงานของรัฐ

ในระดับหนึ่ง แต่ว่าผลกระทบถึงพี่น้องประชาชน ที่เกิดผล และส่วนของรัฐวิสาหกิจอื่นนอกเหนือจากบรรษัท เดิมถ้ามีการเปลี่ยนแปลงต้องอาศัยอำนาจของวุฒิสภา เสนอใน

การเปลี่ยนแปลงว่า สถานะจะเป็นแบบไหนหรืออย่างไร แต่วันนี้ใช้อำนาจของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. เป็นคนที่เสนอต่อ ครม. ดูเหมือนว่าสถานะจะลดลง

เพราะฉะนั้นการโอนหุ้นต่างๆหรือการแปรสถานะของรัฐวิสาหกิจ หรือนอกเหนือจากที่อยู่ในบรรษัท นอกเหนือ 11 แห่ง สามารถทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากว่าคณะ

กรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร.ชุดเดียวกัน ครม.อาจไม่ชุดเดียวกันแต่ว่าเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีคนเดียวกันที่ดูแล เพราะฉะนั้นจะทำง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งมันอาจจะไม่ผ่าน

วุฒิสภาเหมือนที่ผ่านมา คือจบแค่นี้ สามารถเสนอและแปรสิ่งต่างๆ ได้ ซึ่งอันนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ คนร. ที่สามารถทำได้นะครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...