xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 27 ส.ค.-2 ก.ย.2560

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.“บิ๊กป้อม” ปัดช่วย “ยิ่งลักษณ์” หนี ขณะที่ “บิ๊กตู่” ยันไม่ซูเอี๋ยใคร ด้าน “ทักษิณ” ลูกไม้เดิมถล่มกระบวนการยุติธรรม!
(บนซ้าย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (บนขวา) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม (ล่าง) นายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ความคืบหน้ากรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยคดีไม่ระงับยับยั้งทุจริตโครงการรับจำนำข้าว หนีคดี ไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยทนายแจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดง ศาลฎีกาฯ จึงไม่เชื่อคำอ้าง และให้ออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมริบเงินประกัน 30 ล้านบาท โดยมีกระแสข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้วตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยสื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงของพรรคเพื่อไทยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปพักอยู่ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชายที่หนีคดีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายมองว่า การหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากคนมีสีหรือผู้มีอำนาจ ไม่น่าจะหนีไปได้ง่ายขนาดนี้

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ว่า คสช.ไมได้ปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศใช่หรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “ใครจะไปปล่อย จะไปปล่อยได้ยังไง ทำไมคิดแบบนี้” พร้อมเผยว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงกำลังตรวจสอบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกไปทางไหน ประเทศไทยมีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 5,000 กิโลเมตร “ผมไม่ได้ซูเอี๋ยกับใคร ผมซูเอี๋ยกับใครไม่ได้ ...ผมไปสอมยอมกับใครได้ที่ไหน ผมไปทำแบบนั้นได้หรือ ไม่ว่าใครก็ทำไม่ได้”

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาปฏิเสธเช่นกันว่า ตนไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการเดินทางออกนอกประเทศ “ผมไม่รู้จักท่านเลย ไม่เคยพูดจา ไม่เคยได้คุย ผมโดนตลอด ขอให้ได้ตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน ถามแบบนี้ทุกวันมันก็ลำบาก คดีนี้ไม่ต้องถามผมแล้ว”

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยว่า ที่ผ่านมา ตำรวจไม่มีอำนาจหน้าที่ไปติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตรวจสอบแล้ว ตำรวจไม่มีการส่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการใดตามประกบ ติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่อย่างใด จากการตรวจสอบพบว่า มีเพียงการขอตัว พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย ผกก.กองกับการฝ่ายวิจัยและพัฒนา ศูนย์พัฒนาด้านการข่าว กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ไปช่วยดูแลความปลอดภัยเท่านั้น

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยว่า กรณีมีข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่กับบุคคลใกล้ชิดทางการเมือง 14 คน ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค ก่อนหลบหนีนั้น กำลังดำเนินการ อยู่ในดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ว่าจะเรียกมาสอบหรือไม่ ถ้าเรียกมาแล้วไม่เป็นประโยชน์ ก็จะไม่เรียกมา

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนีคดี ไม่เดินทางไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีจำนำข้าวเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ปรากฏว่า วันที่ 30 ส.ค. นายทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคำพิพากษาศาลฎีกาฯ จำคุก 2 ปีคดีซื้อที่รัชดาฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า “มงแต็สกีเยอ เคยกล่าว ไม่มีความเลวร้ายใดที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “นายทักษิณมาในลูกไม้เดิมทุกอย่าง... ผมคิดว่า คำกล่าวของมงแต็สกีเยออาจจะตามไม่ทันโลกที่เปลี่ยนเร็วมาก นั่นคือ ไม่มีเผด็จการไหนที่จะป่าเถื่อนไปกว่าเผด็จการทุนสามานย์ ที่อ้างการเลือกตั้งและใช้เสียงข้างมากกระทำการต่างๆ ให้ตนเองพ้นผิด โดยไม่แคร์ประชาชน”

ขณะที่สื่อกัมพูชาอย่างเว็บไซต์พนมเปญโพสต์ รายงานว่า กรณีที่มีข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้ดินแดนกัมพูชาเป็นเส้นทางในการหลบหนีและได้รับการช่วยเหลือให้ได้รับพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทางกัมพูชา เพื่อใช้ในการเดินทางต่อไปยังประเทศสิงคโปร์ เพื่อขึ้นเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวพร้อมกับนายทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ไปยังนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นั้น เจ้าหน้าที่กัมพูชายืนยันว่า เป็นเพียงข่าวลือ เพราะไม่มีบันทึกข้อมูลว่ามีกรณีดังกล่าว

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของที่ปรึกษาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ปกติแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่คนที่ตัดสินใจอะไรในนาทีสุดท้าย แต่การออกจากประเทศไทยครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจในนาทีสุดท้าย เนื่องจากได้ข้อมูลบางอย่างล่วงหน้า

2.“สรยุทธ” นอนคุก หลังศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีโกงฆ่าโฆษณา อสมท 138 ล้าน!
นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง จำเลยคดีโกงค่าโฆษณา อสมท
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดย น.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์ และ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม และ น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่บริษัทไร่ส้ม เป็นจำเลย 1-4 ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 6, 8 และ 11 กรณียักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท กว่า 138 ล้านบาท

คดีนี้ โจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2558 ระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2548 - 28 เม.ย. 2549 นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลา จาก บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเอาเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณา ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี

ต่อมา ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2559 จำคุกจำเลยที่ 1 นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ปรับจำเลยที่ 2 บริษัท ไร่ส้ม จำกัด กระทงละ 2 หมื่นบาท รวมปรับ 1.2 แสนบาท จำคุกจำเลยที่ 3 นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และจำเลยที่ 4 น.ส.มณฑา ธีระเดช กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 20 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1, 3 และ 4 โดยจำเลยทั้งหมดได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์สู้คดี

ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการจัดทำคิว และทราบความเป็นไปของรายละเอียดการโฆษณาตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นสำนึกในหน้าที่จะต้องทำงานเพื่อประโยชน์ของรัฐ จะอ้างว่ามีช่องว่างทางการตรวจสอบไม่ได้ เมื่อมีโฆษณาเกินก็จะต้องจ่ายค่าโฆษณา แต่นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ใช้น้ำยาลบคำผิดในใบคิวโฆษณาของบริษัทไร่ส้ม จำเลยที่ 2 แม้จะอ้างว่าทำไปเพราะตกใจกลัวจะต้องรับผิด ก็เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนัก

ส่วนที่บริษัทไร่ส้ม จำเลยที่ 2 และนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 อ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลบรายการในใบคิวโฆษณา เห็นว่านางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ยอมรับเกี่ยวกับเหตุผลในการลบรายการใบคิว อ้างว่าได้รับการร้องขอจากนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 ที่บริษัทไร่ส้ม และนายสรยุทธ กล่าวอ้างจึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่น่าเชื่อถือ ส่วนคุณงามความดีที่นายสรยุทธ กล่าวอ้างนั้นเป็นเรื่องของประวัติและความดี ซึ่งเป็นคนละส่วนกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด ศาลต้องพิเคราะห์จากพยานหลักฐานที่ปรากฎจากการไต่สวน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้ง 4 คน กระทำความผิดหลายกรรมด้วยการมอบเช็ค 6 ฉบับ ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังศาลอ่านคำพิพากษา นายสรยุทธมีใบหน้าแดงก่ำ และกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า จะยื่นฎีกาต่อสู้คดีต่อไปทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในทุกประเด็น ส่วนจะมีประเด็นอะไรเพิ่มเติมต้องขอประกันตัว เพื่อปรึกษาทีมทนายก่อน

ด้านนายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความของนายสรยุทธ เผยว่า เตรียมยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดและบัญชีเงินฝากขอประกันตัวนายสรยุทธระหว่างฎีกา ต้องรอดูว่าศาลจะพิจารณาตีราคาหลักทรัพย์อย่างไร

ต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายสรยุทธ และจำเลยร่วมทั้งหมด ซึ่งยืนหลักทรัพย์เงินสด และบัญชีเงินฝากคนละ 4 ล้านบาทแล้ว มีความเห็นควรส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งประกันต่อไป ซึ่งในช่วงเย็นวันเดียวกัน นายมนต์อนันต์ ทนายความของนายสรยุทธ เผยว่า ศาลฎีกาพิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์ในการประกันตัวจำเลยทั้ง 3 รายแล้ว มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวจำเลย นายมนต์จรัส กล่าวว่า “คดีนี้ใช้สิทธิยื่นฎีกาได้ แต่ต้องให้ผู้พิพากษาหรืออัยการเซ็นรับรอง”

ทั้งนี้ หลังศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้คุมตัวนายสรยุทธ ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ส่วนนางพิชชาภาและ น.ส.มณฑา ถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

3.ศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้อง “อภิสิทธิ์-สุเทพ” คดีสลายม็อบ นปช.ปี 53 ชี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาล!
(บน) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และอดีตผู้อำนวยการ ศอฉ. (ล่าง) เหตุการณ์กลุ่ม นปช.เผาเมือง
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้นัดฟังคำสั่งคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่า ผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83, 84 สืบเนื่องจากการออกคำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน และแยกราชประสงค์ จากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ชุมนุมตั้งแต่เดือน เม.ย.-19 พ.ค.2553 กระทั่งนายพัน คำกอง ชาว จ.ยโสธร อายุ 43 ปี คนขับแท็กซี่ และ ด.ช.คุณากรหรือน้องอีซา ศรีสุวรรณ อายุ 14 ปี เสียชีวิตบริเวณใกล้สถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ สถานีราชปรารภ วันที่ 15 พ.ค.2553 และนายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ ถูกกระสุนยิงมาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ที่รักษาการณ์ในพื้นที่ย่านราชปรารภ ที่มีการประกาศ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ทั้งนี้ นายสุเทพกล่าวก่อนเข้าฟังคำสั่งศาลว่า คดีนี้ตนกับนายอภิสิทธิ์ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ซึ่งเป็นข้อหาที่ค่อนข้างจะแปลก เนื่องมาจากกรณีที่เกิดเหตุจลาจลก่อการร้ายเมื่อปี 2553 ตนและนายอภิสิทธิ์มีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในขณะนั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จเรียบร้อย แต่เมื่อมีผู้เสียชีวิตก็ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ มิชอบ จึงมีการฟ้อง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ไม่รับฟ้อง อัยการจึงยื่นฎีกาต่อ ก็อยู่ที่ศาลฎีกาว่าจะวินิจฉัยอย่างไร

สำหรับคดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาล โจทก์จึงยื่นฎีกา

ทั้งนี้ ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 มีบุคคลถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมดังกล่าว ที่จำเลยที่ 1 ได้ให้ ศอฉ. ดำเนินการควบคุมให้มีการกำหนดแนวห้ามผ่าน และให้ใช้อาวุธปืนเท่าที่จำเป็น จำเลยที่ 2 ได้รับการแต่งตั้งจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. มีการให้เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงและพลแม่นปืน การออกคำสั่งขอให้สลายการชุมนุมเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตและได้รับอันตราย ซึ่งแสดงว่าตามคำฟ้องโจทก์ได้อ้างการออกคำสั่งดังกล่าวในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้ฟ้องในฐานะส่วนตัว ซึ่งตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในการกล่าวหาผู้ปฏิบัติหน้าที่ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 250 (2), 275 ที่ให้ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปผล พร้อมทั้งความเห็นการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และยังเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19 (2), 66 วรรคหนึ่ง, 70 เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1), 10, 11, 24 และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 11/2557 และ 24/2557

เมื่อจะต้องดำเนินกระบวนการตามกฎหมายที่วินิจฉัยแล้ว การที่ดีเอสไอได้สอบสวนแล้วสรุปสำนวนส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลอาญานั้น ไม่เป็นไปตามกระบวนการและช่องทางตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ขณะที่ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัย และมีคำสั่งตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24, 142 และประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน

หลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นายอภิสิทธิ์ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า คดีในศาลนี้ถือว่าจบแล้ว ส่วนกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.เมื่อเร็วๆ นี้ ให้นำเรื่องการสลายผู้ชุมนุม นปช.ขึ้นมาพิจารณาใหม่นั้น เป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ตนยังไม่ได้รับแจ้งอะไรจาก ป.ป.ช.

ขณะที่นายสุเทพ ให้สัมภาษณ์หลังศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ป.ป.ช.ก็ได้วินิจฉัยไปแล้ว ส่วนศาลก็ได้วินิจฉัยตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

4.ป.ป.ช.ไม่สนครหาป้อง “สมชาย-ชวลิต-พัชรวาท” อุทธรณ์คดีสลายพันธมิตรฯ “สุชาติ” รายเดียว ด้านพันธมิตรฯ เตรียมดำเนินคดี ป.ป.ช.!
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรฯ และคณะทำงานพันธมิตรฯ แถลงเตรียมดำเนินคดี ป.ป.ช.
เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นายวีระ สมความคิด ซึ่งได้รับมอบหมายจากที่ประชุมอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอให้เร่งอุทธรณ์ผลคำพิพากษาคดีสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ ป.ป.ช.ฟ้องเป็นจำเลย เนื่องจากใกล้ครบกำหนด 30 วันที่ ป.ป.ช.ต้องยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 1 ก.ย.

ด้านคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ประชุมพิจารณาการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ก่อนมีมติ 8 ต่อ 0 ให้ยื่นอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จำเลยที่ 4 เพียงคนเดียว เนื่องจากเห็นว่า พล.ต.ท.สุชาติ มีสถานะเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ส่วนนายสมชาย-พล.อ.ชวลิต-พล.ต.อ.พัชรวาท ป.ป.ช.มีมติ 7 ต่อ 1 ไม่อุทธรณ์ เนื่องจากเห็นว่าทั้งสามคนเป็นเพียงผู้ให้นโยบาย ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ตลอดทั้งวัน จึงไม่อาจล่วงรู้เหตุการณ์ความรุนแรงได้เหมือนกับ ผบ.เหตุการณ์ และไม่พบว่ามีเจตนาพิเศษต้องการให้เกิดความรุนแรง อีกทั้งจำเลยบางคน อาทิ พล.อ.ชวลิต ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งนับตั้งแต่เมื่อรู้ว่าเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น

วันต่อมา(31 ส.ค.) อดีตแกนนำพันธมิตรฯ และผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ 7 ต.ค.51 ได้ประชุมก่อนออกแถลงการณ์กรณีที่ ป.ป.ช.มีมติจะยื่นอุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เพียงคนเดียว โดยชี้ว่า การลงมติครั้งนี้มีความไม่เป็นธรรม และทำให้สังคมมีความเคลือบแคลง สงสัยว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีเจตนาที่จะกระทำฝืนมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเดิมที่มีพยานและหลักฐานว่าจำเลยทั้ง 4 มีความผิดอย่างชัดเจน ในขณะที่มติของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้พิพากาอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ อันรวมถึงนายสมชาย , พล.อ.ชวลิต และ พล.ต.อ.พัชรวาท ด้วย จึงไม่มีเหตุผลอันสมควรที่ ป.ป.ช.จะไม่อุทธรณ์จำเลยที่เหลือทั้ง 3 คน แม้จะมีเพียงเสียงเดียวในศาลฎีกาที่เห็นควรพิพากษาลงโทษจำเลยที่เหลือทั้ง 3 คน แต่ก็เป็นคำวินิจฉัยส่วนตนที่มีน้ำหนัก จึงยังไม่สามารถทำให้มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเดิมสิ้นกระแสสงสัยได้โดยไม่อุทธรณ์

แถลงการณ์พันธมิตรฯ ระบุต่อไปว่า การไม่อุทธรณ์บุคคลดังกล่าว จึงเท่ากับเป็นการช่วยเหลือจำเลยทั้งสาม มิให้มีการพิจารณาในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาอย่างชัดเจน เมื่อรวมกับพฤติการณ์ที่ทราบกันโดยทั่วไปในสังคมว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างมากในยุคปัจจุบันได้มาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และส่วนที่เหลือก็สืบเนื่องต่อมาจากสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวิตร อีกทั้งยังเป็นที่ทราบกันดีว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ จำเลยในคดีนี้ เป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบกับพฤติการณ์ของกรรมการ ป.ป.ช.บางรายที่เคยแสดงความเห็นและมีความพยายามที่จะถอนคดีนี้ออกจากการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อนหน้านี้ ทำให้สังคมอาจเชื่อว่ามีการเลือกปฏิบัติ ไม่อุทธรณ์จำเลยที่เหลือทั้ง 3 คน เพราะต้องการช่วยเหลือพรรคพวกเฉพาะกลุ่มโดยไม่สนใจความยุติธรรมให้กับผู้บาดเจ็บล้มตายในคดีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 หรือไม่

การเลือกปฏิบัติโดยการลงมติให้อุทธรณ์เฉพาะ พล.ต.ท. สุชาติ เพียงคนเดียว ย่อมทำให้สังคมสามารถเปรียบเทียบกับมาตรฐานคดีทุจริตจำนำข้าว ที่ผู้บังคับบัญชาแม้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ต้องได้รับบทลงโทษด้วย แต่กลับปรากฏว่า คสช.และหน่วยงานความมั่นคงกลับถอนกำลังทหารในการประกบติดตาม และปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หนีคำพิพากษาของศาลไปได้

การไม่อุทธรณ์คดีนี้ซึ่งเป็นประโยชน์แก่นายสมชาย , พล.อ.ชวลิต และ พล.ต.อ.พัชรวาท ทำให้สังคมอาจมีความสงสัยว่า บทลงโทษและการจำคุกจริงไม่ได้มีไว้สำหรับพวกพ้องของตัวเองหรือชนชั้นนำที่จะเป็นหุ้นส่วนอำนาจการเมืองในอนาคตหรือไม่ การกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้สังคมถูกแบ่งชนชั้นในการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม หากเป็นเช่นนั้น ย่อมจะสร้างความแตกแยกในสังคมให้เกิดขึ้นต่อไปอย่างแน่นอน คณะทำงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงมีมติให้ดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการ ปปช.ที่เกี่ยวข้องกับการลงมติดังกล่าวต่อไป

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.แถลงเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ถึงกรณี ป.ป.ช.มีมติอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เฉพาะ พล.ต.ท.สุชาติ เพียงรายเดียวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้นำคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ส่วนกลางและส่วนตนมาวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน โดยพบว่า เสียงข้างมากของตุลาการให้ยกฟ้องจำเลย ขณะที่คำวินิจฉัยส่วนตนก็ไม่พบว่าจะมีประเด็นที่จะสามารถอุทธรณ์ได้ ยกเว้นจำเลยที่ 4 คืออดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งได้ปฏิบัติการต่อการชุมนุมในช่วงค่ำ โดยตุลาการเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกินเลย มิชอบด้วยกระบวนการ และว่า กฎหมายไม่ได้ระบุว่า ป.ป.ช.จะต้องอุทธรณ์ แต่ ป.ป.ช.จะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย “มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการอุทธรณ์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ แต่ทำตามระบบเสียงข้างมาก และผมก็ไม่ได้ออกเสียง ส่วนการพิจารณาต่อไปนี้ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของศาล เพราะเราอุทธรณ์เฉพาะจำเลยที่คิดว่ามีพยานหลักฐานที่เห็นว่าควรจะอุทธรณ์”

ทั้งนี้ วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้เดินทางเข้ายื่นคำอุทธรณ์ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหลังจากนี้ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะรวบรวมคำอุทธรณ์และเอกสารของฝ่าย ป.ป.ช. ในฐานะโจทก์ และแจ้งให้จำเลยทราบ เพื่อให้ทำคำแก้อุทธรณ์โจทก์ แล้วยื่นกลับมายังแผนกคดีอาญาฯ ภายใน 15 วัน เมื่อจำเลยส่งคำแก้อุทธรณ์แล้ว จะรวบรวมถ้อยคำอุทธรณ์ของ ป.ป.ช. และคำแก้อุทธรณ์ของจำเลย รวมทั้งสำนวนเอกสารที่เกี่ยวข้องเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคำอุทธรณ์ต่อไป

5.ศาลพิพากษาจำคุก “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์!
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จำเลยคดีที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ฟ้องนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157

คดีนี้ ป.ป.ช.ฟ้องว่า นายยงยุทธ ขณะดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบในการพิจารณาอุทธรณ์และสั่งเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน โดยมีเจตนาช่วยเหลือบริษัท อัลไพน์เรียลเอสเตท จำกัด, บริษัท กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด และผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในเวลาต่อมา ให้ได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงเห็นว่า คำสั่งของจำเลยเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ถือเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแก่ผู้อื่น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัดธรรมิการามวรวิหาร ทั้งยังทำลายศรัทธาของผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เช่น นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ผู้มอบที่ดินให้กับวัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง พิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา

หลังฟังคำพิพากษา นายยงยุทธมีดวงตาแดงก่ำ พร้อมปฏิเสธที่จะตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับหลักทรัพย์ในการยื่นขอประกันตัว ต่อมา ศาลได้อนุญาตให้นายยงยุทธประกันตัว โดยตีราคาประกันเป็นเงินสด 5 แสนบาท พร้อมห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล และให้รายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน

อนึ่ง คดีนี้ ป.ป.ช.มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ชี้มูลความผิดนายยงยุทธ กรณีมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยกเลิกโฉนดที่ดินที่จดทะเบียนในนาม สนามกอล์ฟอัลไพน์ ที่แบ่งแยกจากโฉนดที่ดิน 2 แปลง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยเห็นว่า มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรงและมีมูลความผิดทางอาญา จึงดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาล
กำลังโหลดความคิดเห็น...