xs
xsm
sm
md
lg

พสกนิกรจากทั่วประเทศใช้โอกาสช่วงวันหยุดเดินทางมาร่วมสักการะพระบรมศพรัชกาลที่ ๙ อย่างต่อเนื่อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ประชาชนจากทั่วประเทศใช้โอกาสช่วงวันหยุดเดินทางมาร่วมกราบสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ ๙ อย่างต่อเนื่อง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขณะที่ภายในวัดพระแก้ว สำนักพระราชวังได้เปิดปราสาทพระเทพบิดร ให้ทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าสักการะพระบรมรูป 8 รัชกาล เนื่องในวันจักรี เพื่อน้อมรำลึกถึงบูรพมหากษัตริย์บรมราชจักรีวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

วันนี้ (5 เม.ย.) บรรยากาศการไว้อาลัยและกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 155 ตลอดทั้งวันยังคงมีประชาชนจากทั่วสารทิศทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเดินทางมากราบสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น โดยส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัวและหมู่คณะ ที่ใช้โอกาสช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ และช่วงปิดภาคเรียนพาลูกหลานมาสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ ๙

ขณะที่ ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สำนักพระราชวังได้เปิดปราสาทพระเทพบิดร ให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าสักการะพระบรมรูป 8 รัชกาล เนื่องในวันจักรี เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์บรมราชจักรีวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เพราะเป็นช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนว่างจากการสอนนักศึกษาประกอบกับลูกๆ ก็หยุดเรียน จึงทำให้พ่อพิมพ์และแม่พิมพ์แห่งชาติอย่างครอบครัว ประสงค์จันทร์ นำโดยนายปิยะ - นางณิชา 2 อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา ได้พาลูกๆ ทั้ง 3 คน อย่าง นางสาวณัฐณิชา - เด็กชายณัฐนันท์ - เด็กหญิงณัฐชนา เดินทางมาสักกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเดินทางถึงท้องสนามหลวงเมื่อเวลา 08.00 น. โดย นางณิชา กล่าวภายหลังที่สักการะพระบรมศพเสร็จแล้วว่า สำหรับตนมาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยก่อนหน้านี้ ได้พาคุณพ่อคุณแม่มา และครั้งนี้เห็นว่าเป็นช่วงปิดภาคเรียน จึงพาลูกๆ มากราบสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 ให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต ทุกครั้งที่มาล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจ เป็นสุขใจ ที่มีโอกาสได้มาทำหน้าที่ลูกที่ดีเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อถวายพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ที่ผ่านมาพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายอย่างหนักเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่อาณาประชาราษฎร์ ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะทุรกันดารเพียงใดพระองค์ก็มิเคยย่อท้อ และด้วยความเพียรพระวิริยอุตสาหะของพระองค์นี้เองจึงเป็นแนวทางให้ตนและครอบครัวยึดถือไปดำรงชีวิตอย่างมั่นคง พร้อมส่งต่อความพอเพียงอันเป็นปรัชญาที่มั่นคงให้กับลูกๆ ด้วย

“เวลาที่เราไปศึกษาดูงานในโครงการพระราชดำริฯ ของพระองค์อย่างโครงการหลวงฯ ซึ่งอยู่บนพื้นที่ดอยสูง ขนาดทุกวันนี้มีความสะดวกสบายด้านการคมนาคมแล้ว เรากว่าจะเดินทางไปถึงยังรู้สึกเหนื่อยและเวียนหัว แล้วคิดดูว่าสมัยก่อนที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ เสด็จฯ ไปจะทุรกันดารขนาดไหน และเราในฐานะที่เป็นครูก็จะนำหลักคำสอนเรื่องความอดทนความเพียรของพระมหาชนก ดังบทพระราชนิพนธ์ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ไปสอนนักศึกษาให้มีความเพียรพยายามในการศึกษาเล่าเรียน ทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุดเพื่อออกไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม ส่วนในครอบครัวของเราเองก็จะสอนให้ลูกๆ ทั้ง 3 คนรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงคู่กับสังคมไทยตลอดไป ดังนั้นทุกปีของโรงเรียนปิดเทอม เราก็จะพาลูกๆ ไปเที่ยวชมโครงการในพระราชดำริฯ ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ตามจังหวัดต่างๆ ปีละครั้ง เพื่อให้พวกเขาได้ซึมซับในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ ๙ และน้อมนำสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง เพราะเราเชื่อเสมอว่าร้อยคำพูดไม่ได้ผลดีเท่ากับการเห็นด้วยตาและนำไปปฏิบัติด้วยใจ” นางณิชา เล่าด้วยความภาคภูมิในใจ

ด้าน น.ส.สุดารัตน์ ชื่นชม อายุ 18 ปี ชาวจังหวัดแพร่ นักศึกษาสาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคนิคแพร่ กล่าวหลังจากเข้ากราบสักการะพระบรมศพว่า วันนี้อากาศดีมากและรอไม่นาน ตัวเองพร้อมญาติๆ รวม 5 คน ออกเดินทางมาจากบ้านเกิดโดยรถไฟตั้งแต่ 1 ทุ่มมาถึงสนามหลวงจุดพักรอในเวลาตี 5 และได้เข้ากราบเวลาประมาณ 6 โมงเช้า ทุกคนตั้งใจมากประกอบกับเป็นช่วงปิดเทอมของหลานๆ จึงมีความสะดวก ถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้ใกล้ชิดกับในหลวง รัชกาลที่ ๙ แม้จะเป็นครั้งที่รู้สึกใจหาย เพราะไม่อยากให้มีวันนี้ แต่ก็ตื้นตันใจที่ได้มา

“ป้าเล่าให้ฟังว่าประมาณ 40 ปีก่อน ในหลวง รัชกาลที่ ๙ และพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาที่ จ.แพร่ เพื่อเยี่ยมประชาชน และพระราชทานโครงการเกี่ยวกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน ฝาย เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคยามหน้าแล้ง ซึ่งที่แพร่จะแล้งมาก โครงนี้ช่วยชาวบ้านได้มาก นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือชาวเขาให้มีอาชีพยั่งยืนจะได้ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ ส่วนตัวแม้เกิดไม่ทันขณะที่พระองค์เสด็จฯ ทรงงานตามที่ต่างๆ แต่ก็ได้รับรู้จากคำบอกเล่าและตามสื่อต่างๆ รู้สึกรักท่านมาก ทรงทำเพื่อคนไทยจริงๆ ท่านเป็นแบบอย่างทุกเรื่อง ตั้งใจว่าจะทำความดี เป็นคนดี สร้างคุณค่าให้ตัวเอง ถวายเป็นพระราชกุศล” น.ส.สุดารัตน์ กล่าว

ส่วน น.ส.ทัศนีย์ สหวัฒน์ อายุ 51 ปี กล่าวว่า ตนรักและเทิดทูนในหลวง รัชกาลที่ ๙ มาก เกิดมาก็เห็นพระองค์ทรงงานตลอดเวลา ตนไปเรียนที่ประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาก็ไม่เคยเห็นพระมหากษัตริย์หรือผู้นำของเขาเป็นแบบนี้ แล้วคนในประเทศเขาก็ไม่ได้ตื่นเต้นเวลาที่เห็นข่าวของผู้นำ ต่างจากประเทศไทยที่จะตื่นเต้นทุกครั้งเวลาที่มีข่าวของพระมหากษัตริย์ อย่างกรณีที่นายโรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 40 เสียชีวิต คนบ้านเขาก็ยังใช้ชีวิตตามปกติและไม่ค่อยสนใจมากเท่าไหร่

น.ส.ทัศนีย์ กล่าวต่อว่า ตอนที่ตนอายุประมาณ 6 - 7 ปี และอาศัยอยู่ที่ จ.นนทบุรี เคยมีโอกาสรับเสด็จฯ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ และพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อโตมาได้เข้าทำงานที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียและเป็นผู้ประสานงานนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ ๙ ให้นักเรียนไทยและต่างชาติที่มีผลการเรียนเฉลี่ย 3.5 ขึ้นไป ในสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และการจัดการเทคโนโลยี ตนประทับใจทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้คนไทย เนื่องในวันจักรี ตนก็รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ ประเทศเราคงไม่มีอย่างทุกวันนี้ คนไทยจึงรักและผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาก

น.ส.ทัศนีย์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยมาเข้าคิวกราบสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทั้งหมด 7 ครั้ง และได้มาร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ 2 ครั้ง ตนรู้สึกปลาบปลื้มใจมากที่ได้มา ทุกวันนี้ก็ปฏิบัติตนตามรอยพระองค์ถ้าเราเป็นคนดีและช่วยเหลือสังคม ก็จะเกิดสิ่งดีๆ ต่อตัวเราและประเทศชาติ เพราะเมื่อเราทำดีกับคนอื่น คนอื่นเห็นก็จะได้ทำตามและช่วยเหลือคนอื่นต่อไป





























































กำลังโหลดความคิดเห็น...