xs
xsm
sm
md
lg

เจาะใจ “อาชีวศึกษา อุบลฯ” แชมป์แกะหิมะระดับนานาชาติ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


วิทยาลัยอาชีวศึกษา อุบลฯ รักษาแชมป์แกะหิมะนานาชาติเป็นสมัยที่ 8 โดยนำแนวคิด “น้อมรำลึกพ่อหลวงรัชกาลที่ 9” นำเสนอผลงาน “Water-Fish-Paddy Field- Rice” หรือ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” สื่อให้ชาวโลกได้รับรู้ในความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย ตามรอยพ่อหลวงในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักน้ำแข็งจากหิมะนานาชาติ ประจำปี 2560 พร้อมด้วยทีมอาชีวศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันเป็นตัวแทนประเทศไทยอีก 2 ทีม ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้ส่งนักเรียน ได้แก่ นายกฤษณะ คบสหาย , นายธนากร ศักดิ์สิงห์ , นายอภิสิทธิ์ ศรชัย และ นายธนศักดิ์ พิพัฒน์ ทั้งหมดเป็นนักเรียน ปวช.2 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ พร้อมครูผู้ฝึกซ้อม นายสุรชาติ พละศักดิ์ ครูคณะวิชาศิลปกรรม โดยมี นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และ นายพิศิษฐ์ อู่ศิริกุลพาณิชย์ หัวหน้าคณะวิชาศิลปกรรม ผู้ประสานงานจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ทั้งหมดได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการ “The 9th International Collegiate Snow Sculpture Contest 2017” ที่เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน

“นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์” รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานหลักในการนำทีมเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ เปิดเผยว่า เนื่องจากทางคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีหนังสือแจ้งความประสงค์มาว่ามีสถานศึกษาใดที่จะสมัครเข้าไปร่วมการแข่งขันที่มหาวิทยาลัยวิศวกรรมพาณิชย์หรือไม่ ก็จึงปรึกษาหารือกับ “ครูสุรชาติ พละศักดิ์” ครูคณะวิชาศิลปกรรม และ “ครูพิศิษฐ์ อู่ศิริกุลพาณิชย์” หัวหน้าคณะวิชาศิลปกรรม ปรากฏว่าทั้งสองมีความสนใจ จึงเตรียมเด็กที่จะไปเข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งระบุมาว่ามีเด็กนักเรียน 4 คน ครู 1 คน

“ทางสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ สอศ. ก็ตอบรับมาและนัดหมายให้ไปทำการคัดเลือก โดยมี 3 สถานศึกษาที่ไปคัดเลือก คือ วิทยาลัยอาชีวศึกษา อุบลราชธานี, วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ และวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก 3 แบบ คือ 1. แกะสลักจากดินเหนียว 2. แกะสลักจากฟลอรัลโฟม และ 3. แกะสลักน้ำแข็ง ผลปรากฏว่า ทีมอาชีวศึกษาจากอุบลได้รับคัดเลือกเป็นที่ 1 จึงได้เป็นตัวแทนไป”
นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์
อย่างที่รู้ว่า ประเทศไทยเราไม่ใช่เมืองหิมะ แล้วมีความมั่นใจมากน้อยแค่ไหนอย่างไร กับการที่ไปแข่งขันในรายการนี้

“ถ้าพูดถึงเรื่องฝีมือ เรามีประสบการณ์ที่เราฝึกสอนพัฒนาให้กับนักเรียน คือ 1. เรื่องการแกะเทียน 2. มีพื้นฐานทางด้านวิจิตรศิลป์ และ 3. เด็กของเราเคยผ่านสนามการแข่งขันในการประกวดเรื่องของการแข่งแกะศิลปะปูนปั้น แกะเทียนพรรษา การแข่งขันประกวดวาดภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้คือพื้นฐานในการที่เขาได้ฝึกฝนฝีมือ ซึ่งจะต้องนำไปใช้ในเรื่องของการแกะสลักหิมะ

“เพียงแต่ความแตกต่างอยู่ที่ว่า หนึ่ง เรายังไม่เคยทดลองการได้แกะหิมะจริงๆ ว่าเป็นอย่างไรเพราะบ้านเมืองเราไม่มีหิมะ ฉะนั้น ทางทีมงานและหัวหน้าคณะ หัวหน้าแผนกจึงช่วยกันคิดว่าทำอย่างไร จะมีการฝึกซ้อมและได้รู้ถึงลักษณะของพื้นผิวและเท็กซ์เจอร์ที่มีความแตกต่างกัน”
นายสุรชาติ พละศักดิ์
นายสุรชาติ พละศักดิ์ ครูคณะวิชาศิลปกรรม ครูผู้ฝึกซ้อม อธิบายว่าได้นำวัสดุที่มีความหนาแน่นคล้ายๆ หิมะ โดยใช้ปูนปลาสเตอร์มาผสมระหว่างทรายกับปูน ทรายมีอัตรา 2 ส่วน ปูน 1 ส่วน ทำเป็นแม่แบบเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดจริง โดยขนาดจริงมีขนาด 3 x 3 เมตร ย่อลงมาเหลือครึ่งหนึ่ง และหล่อขึ้นมาเป็นแท่งก้อน จากนั้นก็ทำการออกแบบทำโมเดลจำลองและทดลองแกะตามแบบ

“ผลออกมาก็ได้อารมณ์เหมือนแกะหิมะอยู่ส่วนหนึ่ง จะแตกต่างกันตรงที่อากาศที่แตกต่างกัน คือที่นี่จะร้อน แต่ที่นั่นจะหนาวมาก เวลาไปแกะหิมะจริงๆ จะแกะได้ง่ายกว่าหลายเท่าและง่ายมาก แต่ปัญหาที่เจอจะมีปัญหาด้านความปลอดภัยและความหนาวเย็น เพราะว่าไปทำที่นั่นจะต้องปีนขึ้นปีนลงลำบากและกลัวลื่นกลัวตกด้วย รวมถึงเครื่องมือ ถ้าเราทำแล้ววางไม่ดี เกิดลื่นลงมาก็อันตรายและคมมาก สามารถทำให้เกิดปัญหาได้ ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าทำแล้วต้องเก็บเครื่องมือให้อยู่ในที่เหมาะสม ถ้าวางเกะกะ โอกาสพลาดมีเยอะ นี่คือความยากง่ายในการทำงาน”

นอกเหนือไปจากนั้น การฝึกฝนและความเตรียมพร้อมด้านสุขภาพร่างกาย เพื่อต่อสู้กับความหนาวเย็นในสภาวะอากาศลบ 25 องศา ก็สำคัญไม่แพ้กัน

“ต้องออกกำลังกายโดยการวิ่งทุกวันหลังเลิกเรียนเป็นเวลา 2 เดือนและไปทดสอบอยู่กับสภาพอากาศติดลบที่ใกล้เคียงกับสภาพอากาศจริง อย่างไรก็ตาม เมื่อไปแกะหิมะจริงกับสภาวะอากาศจริงต่างกันมาก หิมะแกะง่ายกว่าน้ำแข็งและปูนปลาสเตอร์ผสมทรายที่ฝึกซ้อมมาหลายเท่า แต่ปัญหาที่หนัก คือความหนาวเย็นและความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือ การปีนขึ้นปีนลงในการทำงาน กลัวลื่น ฉะนั้นแล้ว ความอดทน และการทำงานอย่างมีสติ สมาธิเท่านั้นจึงจะสามารถผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคได้จนทำให้ทำงานได้สำเร็จทันเวลากำหนด”
นายพิศิษฐ์ อู่ศิริกุลพาณิชย์
ส่วนเรื่องแนวความคิดในการสร้างผลงาน นางสาวเพ็ญใจ ชัยวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า เกิดจากการระดมความคิดเห็นร่วมกันของคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของงานศิลป์และมีคุณครูคณะศิลปกรรม และผู้บริหาร มาช่วยกันระดมความคิดช่วยกันว่าจะออกแบบอย่างไร

“ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เรามีความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง จึงได้หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงความอาลัยและรำลึกถึงพระองค์ท่าน โดยนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นมา และคุยกันว่าจะถอดแนวคิดนี้ให้กลายเป็นผลงานนี้ได้อย่างไร ทางอาจารย์ก็เสนอว่าเราน่าจะหยิบเรื่องอะไรที่มันเป็นสัญลักษณ์ขึ้นมา จึงได้คุยกันถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เรื่องของความอุดมสมบูรณ์ เรื่องของปลานิลที่ได้รับพระราชทานมาจากพระจักรพรรดิอากิฮิโต ประเทศญี่ปุ่น

“ก็นำสิ่งเหล่านี้มาประมวลกัน และสรุปว่าเราน่าจะจับเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นรูปของปลา มีเต่า มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของข้าว เป็นการตั้งชื่องานที่เราได้มาในแนวคิดว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” และนำมาปรับย่อลงให้เหลือคำสั้นๆ น้ำ-ปลา-นา-ข้าว เป็นชื่อผลงานที่มีชื่อว่า Water-Fish-Paddy Field- Rice”
ผอ.ดร.ธนกร ไชยกุล
ฝ่าย ผอ.ดร.ธนกร ไชยกุล ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี กล่าวขอบคุณแรงใจทุกคนที่ให้การสนับสนุน โดยเชื่อมั่นว่า ผู้เรียนอาชีวศึกษาไทยมีศักยภาพ และก้าวหน้าสู่มาตรฐานฝีมือระดับโลกในหลากหลายสาขาอาชีพ

“รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจกับข่าวดี ที่วันนี้เยาวชนไทยมีความรู้ความสามารถ ไม่แพ้ชาติใดในโลก และเด็กอาชีวศึกษาไทยสามารถนำทักษะวิชาความรู้ แสดงความสามารถออกมาให้เห็นถึงฝีมือ ทักษะด้านวิชาชีพ สมกับคำที่ว่า “อาชีวะฝีมือชน คนสร้างชาติ

“จากนี้ไป วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จะพัฒนาและรักษาคุณภาพทางการศึกษาให้มีศักยภาพอยู่เสมอ ทั้งในด้านวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต ให้องค์ความรู้ทั้ง 3 เกิดกับผู้เรียนให้มากที่สุดและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงบนโลกอาชีพในอนาคต ซึ่งขณะนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีได้เตรียมความพร้อมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในหลายๆ ด้าน อาทิ การลงนามความร่วมมือในการนำนักเรียน นักศึกษาเข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพในสถานประกอบการที่ได้คุณภาพระดับ 5 ดาว เช่น การลงนาม MOU กับโรงแรมโอเรียนเต็ล สถานประกอบการที่ได้คุณภาพระดับโลก เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา

“ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าทิศทางในอนาคต ผู้เรียนอาชีวศึกษาไทยจะเป็นกำลังหลักของประเทศชาติ มีศักยภาพและก้าวหน้าสู่มาตรฐานฝีมือระดับโลกในหลากหลายสาขาอาชีพแน่นอน...”




นายกฤษณะ คบสหาย : อันดับแรกคือคิดถึงพ่อแม่ คิดถึงคนที่บ้าน คิดถึงทุกคนที่ให้กำลังใจเราที่คอยติดตามข่าว อันดับแรกจับโทรศัพท์โทร.หาแม่ก่อนเลยว่า บอกแม่ว่าคิดถึง กลับมาแล้วนะ ได้รางวัลด้วย อันดับแรกพ่อแม่ต้องมาก่อน เพราะเป็นกำลังใจหลักที่ให้พวกเรา คอยอวยพร บอกให้เราสู้แล้วเราทุกคนก็ทำได้อย่างที่พ่อแม่ตั้งใจและหวังกับเราไว้ ก็น่าจะเป็นพ่อแม่และครอบครัวเป็นอันดับแรกที่เราคิดถึง





นายธนากร ศักดิ์สิงห์ : ตอนแรกที่มาถึงสนามบินอุบลครับ พ่อแม่และครอบครัวทุกคนก็มารับที่สนามบิน ก็เข้าไปกอดเลยเป็นอันดับแรกบอกว่าคิดถึงมาก และขอขอบคุณพ่อแม่ที่คอยให้กำลังใจอยู่ที่ไทย และติดตามคอยสนับสนุนเราทางด้านศิลปะอย่างเต็มที่ครับ





ธนศักดิ์ พิพัฒน์ : อันดับแรกคิดถึงพ่อแม่เหมือนกันครับ พอถึงสนามบินก็โทร.หาเป็นอันดับแรกเพราะอยู่ที่นั่นไม่สามารถติดต่อหรือโทร.หากันได้ พอมาถึงก็โทร.บอกว่าคิดถึงพ่อแม่ครับและได้รางวัลกลับมาดีใจครับ ก็ขอขอบคุณพ่อแม่นะครับที่เป็นกำลังใจให้ครับ

เนื้อความ



นายอภิสิทธิ์ ศรชัย : คิดถึงพ่อแม่เหมือนกัน กลับมาพ่อแม่ก็ดีใจด้วย และคิดถึงอาหารไทยเพราะไปอยู่ที่จีนนานเรากินอาหารจีนหลายวัน มาถึงไทยอันดับแรกคิดถึงส้มตำไก่ย่างก่อนเลยครับ มันเหมือนเป็นอาการหิวที่แบบว่ามันชาแล้ว อาหารจีนขึ้นหัวเรา เอ่อ...อาหารไทยจะเป็นอย่างไร ก็เลยขออาจารย์ อาจารย์ก็เลยพาไปกินวันนั้นก็เลยสั่งชุดใหญ่มาเลยจัดชุดใหญ่เลยครับ พอกินแล้วก็รู้สึกว่ามาเจอกับความคุ้นชินอีกครั้งมันก็โอเคครับ




เรื่อง/ภาพ : อรวรรณ เหม่นแหลม
(ขอบคุณภาพบางส่วนจากวิทยาลัยอาชีวอุบลราชธานี)

กำลังโหลดความคิดเห็น...