xs
xsm
sm
md
lg

อายุ 10 กว่าขวบ ปั้นธุรกิจ “ข้าวกรอบสยาม” ทำเงินหลักแสนต่อเดือน : บิ๊ก ผุยมาตย์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

“ข้าวกรอบสยาม” ขนมไทยแปรรูปโบราณที่ถูกพัฒนาคิดค้นต่อยอด ทำเงินสร้างรายได้มากถึงเดือนละเป็นแสนๆ และความสำเร็จนี้มาจาก “บิ๊ก ผุยมาตย์” เด็กอายุเพียง 10-11 ขวบเท่านั้น

อะไรที่ทำให้เด็กคนหนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าสัว ด้วยวัยวันเพียงเท่านี้
ผู้ที่กำลังคิดอยากสร้างธุรกิจของตัวเองควรศึกษา
คนที่กำลังหมดไฟใจยิ่งต้องมองให้ละเอียด
เพราะนี่คือบทเรียนชั้นดีที่อาจส่องทางให้กับคุณมองเห็นเป็นกรณีศึกษา

กล้าลอง กล้าคิดค้น
ปฐมบทเส้นทางข้าวกรอบสยาม

“เราต้องกล้าลอง” บิ๊ก ผุยมาตย์ เจ้าของธุรกิจข้าวกรอบสยามวัย 17 ปี เผยถึงแรงผลักดันซึ่งเป็นต้นตอจุดกำเนิดขนมข้าวแปรรูป

“คือตอนนั้นทางครอบครัวผม ส่งผมไปเรียนที่เมืองจีน เนื่องจากต้องการให้ผมได้ภาษาเพื่อกลับมาเป็นล่ามช่วยเหลืองานธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้าประเภทประดับตกแต่ง ซึ่งส่วนมากเป็นสินค้าจากประเทศจีน ท่านก็คิดวางแผนให้ผมกลับมาช่วยเหลืองาน แต่ทีนี้ พอไปเรียนได้ประมาณปีที่ 3 อายุผมตอนนั้น 11-12 ปี ธุรกิจครอบครัวประสบปัญหา ต้องเลิกกิจการ ผมก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้ว เพราะค่าเรียนโรงเรียนประจำที่นั่นไม่ใช่ถูกๆ ก็เลยคิดที่จะอยากแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่

“ก็คิดๆๆ เราจะทำอย่างไรดี ก็คิดได้แต่ว่าจะต้องไปทำงานรับจ้าง ไปทำนั่นนี่ ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้มีเงินแบ่งเบา คิดเป็นเดือนๆ จนมีอยู่วันหนึ่ง มาปิ๊งไอเดียจากคุณแม่ คือแม่ชอบส่งกระยาสารทมาให้กินประจำ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ท่านไปเยี่ยมปีละครั้งหรือส่งทางไปรษณีย์ บังเอิญพอดีตอนนั้นเราดัดฟัน เวลากินกระยาสารทก็กินยาก มันเหนียวหนืดและแข็ง ติดฟันไปหมด ก็มานั่งคิดว่า ทำไมหนอ…เราไม่ทำให้มันกินง่ายๆ บ้างไม่ได้หรือไงเนี่ย ก็พูดกับตัวเองด้วยความที่เป็นเด็ก”

จากวูบความคิดถูกนำมาบวกกับรูปแบบการเรียนการศึกษาที่เคร่งครัด ทุกๆ คนต่างตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียนสร้างอนาคต แม้ว่าจะไม่ได้เห็นโลกภายนอกบ่อยนัก เฉกเช่นโรงเรียนเปิดทั่วๆ ไป แต่นั่นกลับทำให้แต่ละคนถูกปลูกฝังระบบระเบียบ และมีความคิดอ่านที่โตกว่าเด็กๆ วัยเดียวกัน

“วัฒนธรรมการเรียนที่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ เพราะเพื่อนๆ จะตั้งใจเรียนกันหมด อาจจะด้วยรูปแบบของประเทศจีนเอง ที่เรามักจะได้ยินได้ฟังถึงความขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจ ถึงแม้ว่าผมจะเรียนไม่ค่อยเก่ง ไม่ค่อยชอบเรียน (หัวเราะ) อยากทำธุรกิจแบบที่บ้านอย่างเดียว แต่มันก็ซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้มีระเบียบวินัยต่างๆ มีระบบการจัดการความคิด ทีนี้ช่วงนั้นพอเราเริ่มคิดว่าน่าจะลองทำกระยาสารทให้มันทานง่าย ก็ไปปรึกษาเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ‘อี้หยาง’ เพราะบ้านเขาทำธุรกิจผลิตเครื่องจักร สามารถสั่งทำอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตได้ ทีนี้เพื่อนก็เลยร่างแบบให้

“คือถ้าคิดว่าผมมีมุมมองที่ล้ำนำกว่าแล้ว เจอเพื่อนคนนี้เข้าไปนี่ คนละเรื่องกันเลย”
เด็กหนุ่มกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เจ้าตัวมองว่าเป็นเรื่องโชคดีที่ได้เจอเพื่อนซึ่งมีความรู้ความสามารถเกินวัย โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นกำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า…

“คือเราเป็นเด็ก เรียนมัธยมหนึ่ง ใครจะคิดว่าเป็นธุรกิจได้ ใครจะคิดว่าเราจริงจัง ว่าเราจะออกจากโรงเรียนมาทำธุรกิจ ตรงนี้เป็นความท้าทายอย่างสูง แรกๆ คุณพ่อคุณแม่ก็บอกว่า บ้าหรือไง จะลาออกจากโรงเรียนมาทำกระยาสารท ทำข้าวใส่เครื่อง คือตอนนั้นยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์การทำข้าวกรอบจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร ผมก็ตื๊อท่านอยู่พักใหญ่ ตื๊อทุกครั้งที่ได้มีโอกาสติดต่อกัน หนักเข้าๆ เรื่องก็ถึงคุณยาย ด้วยความที่ท่านเป็นห่วงและรักเรา ยิ่งไม่อยากให้เราลาออกเข้าไปใหญ่”

แต่ด้วยความที่อยากทำจริงๆ ก็ศึกษาค้นคว้าดูวิธีการทำกระยาสารทจากอินเทอร์เน็ต ดูวิธีทำขนมอื่นๆ ในรูปแบบคล้ายๆ กัน ดูว่าต้องใช้วัตถุดิบอย่างไรบ้าง ศึกษาอยู่อย่างนั้น จนหลังจากแบบเครื่องจักรเสร็จ การเสนอดีลงานธุรกิจก็ประสบความสำเร็จ ได้รับอนุมัติให้ผ่านจากพ่อแม่

“อาจจะด้วยความที่ท่านเห็นว่าเราไม่หยุดที่จะตื๊อหรือเปล่าไม่รู้ (หัวเราะ) แต่หลังจากที่เราศึกษาจริงจังในระยะหลังๆ ทั้งข้อมูลและรูปแบบการทำต่างๆ จึงมีระบบ มีแบบแผนโครงสร้างที่ฟังแล้วมีความเป็นไปได้ จากประสบการณ์ของคุณพ่อคุณแม่ ท่านก็เลยเห็นด้วยและเดินทางไปหาผมพร้อมกับคุยรายละเอียดอย่างเป็นทางการกับผมและเพื่อนถึงทิศทางความเป็นไปได้

“ท่านก็ไปคุยกับทางโรงเรียนจนได้เงินค่าเรียนครบหลักสูตรมัธยมปลายคืนประมาณ 5 แสนบาทมาเป็นค่าเครื่องจักรผลิต จากนั้นนำมาทดลอง แต่การทำมันไม่ง่าย ทดลองกันอยู่นานมาก จำได้เลยว่าแรกๆ ใส่ส่วนผสมของข้าวแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ แบะแซ น้ำตาลปี๊บ กะทิ อะไรต่างๆ คือ คล้ายๆ กระยาสารท ไม่ต่างกันมาก แต่แค่นั้นยังไม่อร่อยเท่า ก็ทดลองทำๆๆ รูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่อยมีความเป็นข้าวเยอะขึ้น แต่ก็ไม่อร่อยอยู่ดี ให้คนโน้นคนนี้ชิม เขาก็เบ้หน้าตลอด บอกว่าอย่าทำเลย ให้เราหยุด เราก็ท้อมากในช่วงนั้น แต่ก็ได้คุณแม่คุณพ่อคุณยายเป็นกำลังใจและคอยช่วยเหลือ”

จนราวๆ ประมาณเกือบปี ผลการทดลองก็ประสบความสำเร็จ ได้รูปแบบชิ้นขนมในลักษณะแท่งตรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง สามารถรับประทานได้พอดีคำ เวลากัดรับประทาน รสชาติจะกรอบและนุ่มลิ้น ไม่เหนียวติดเหงือกติดฟัน เกิดเป็นขนมทานเล่นชนิดใหม่ “ข้าวกรอบสยาม” ขึ้นมาสู่สายตานักชิม โดยเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซียช่วงราวปี 2556 ผ่านการฝากขายหน้าร้านขายขนมของฝากของเพื่อน ซึ่งเพียงแค่วันแรกยอดขายเกลี้ยงคนเข้าคิวต่อแถวซื้อรับประทาน ก่อนจะกลายเป็นขนมยอดฮิตสร้างรายได้กว่าแสนบาทต่อเดือน

“คือดีใจมาก กระโดดเลย หลังจากที่คุณพ่อโทร.มาบอกว่าข้าวกรอบของเราขายได้”
บิ๊กเผยช่วงวินาทีหลังทราบข่าวจากทางปลายสาย ซึ่งถ้าหากนับย้อนไปในเวลานั้น สิ่งที่ทำให้ข้าวกรอบสยามสามารถกลายเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม ทั้งๆ ที่เกิดจากความคิดเด็กวัยยังไม่พ้นทำบัตรประชาชนนั้น ก็คือ...

“ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้ข้าวกรอบสยามสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งๆ ที่ผมอายุเพียง 10 กว่าขวบ ส่วนตัวคิดว่ามาจากการเป็นเด็ก ความเป็นเด็กทำให้เรากล้าคิด กล้าที่จะลอง ไม่มีความกลัวในเหตุการณ์ข้างหน้า เพราะเราชอบ เราสนใจ ไม่ได้ตามเทรนด์คนอื่นเขา และอีกอย่างหนึ่ง อยู่ที่ว่าเราพร้อมที่จะทำตรงนี้หรือเปล่า ถ้าชอบถ้าโฟกัสอย่างเดียวดีๆ เลย มันทำได้

“ทุกอย่าง ถ้าเราไม่ลอง เราก็จะไม่รู้ ถ้าไม่สำเร็จ เราก็ต้องกลับมาดูว่าเราทำอะไรผิดพลาดหรือเปล่า และที่สำคัญคือการมุ่งมั่นศึกษาอย่างจริงจังและมันจะมีทางของมันเอง คิดใหญ่ได้ แต่ในทางกลับกัน ต้องค่อยๆ ทำทีละก้าวๆ บันไดมันไม่สามารถที่จะกระโดดข้ามไปได้”

ใส่ใจ ซื่อสัตย์
พัฒนาไม่หยุดยั้ง

“ข้าวกรอบสยาม” ประสบความสำเร็จจนสามารถขยายฐานการผลิตช่วงราวปี 2557 ด้วยระยะเวลาเพียง 3 ปี ได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลาม

“คือจากไม่คิดว่ามันจะขายได้ ขายดี พอผลออกมา ปรากฏว่าตรงกันข้าม ทั้งๆ ที่มันก็คือกระยาสารท คือข้าวแต๋น ขนมพื้นเมืองบ้านเราซึ่งมีมานานแล้ว แต่พอเราปรับเปลี่ยนกลับทำให้มันเกิดขึ้นมาใหม่ได้แถมยังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ ก็คิดอย่างเดียวแล้วว่าอยากจะขาย ไม่อยากทำอย่างอื่น”

บิ๊กบอกเล่าเหตุผลการต่อยอดธุรกิจทั้งด้านการขยายฐานการผลิตและปรับเปลี่ยนรูปแบบแพกเกจจิ้งสินค้าเรื่อยมาจนเป็นที่รู้จักและได้การยอมรับ

“คือเรารักเราก็อยากอยู่กับมัน พอเราทำได้เราก็เลยอยากกลับมาเปิดที่เมืองไทย เราก็อยากพัฒนาสินค้าของเรา ช่วงที่ขายไปได้สักระยะก็เริ่มเห็นสินค้าของคนอื่นแล้วว่าแพกเกจจิ้งมันสำคัญมากแล้วก็รูปร่างคุณภาพ จากแพกเกจจิ้งธรรมดาใส่ถุงร้อนถุงเย็นชั่งกิโลขายก็เลยมาออกแบบแพกเกจจิ้งแล้วก็ควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบ

“เพราะหัวใจหลักของการทำธุรกิจคือการพัฒนาต่อยอดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด คุณภาพสินค้าต้องกลั่นออกมาจากใจ แม้ว่าเราจะไม่ได้ศึกษามาทางด้านนี้โดยตรง แต่เราอาศัยการสังเกต อาศัยความรัก เหมือนขนมเหมือนอาหารที่แม่ทำ เหมือนคอมฟอร์ตฟูด เราทำให้เราทาน ส่วนตัวมองอย่างนั้น ไม่เอาเปรียบลูกค้า เราจะบอกกับพนักงานทุกคน อย่าหวงวัตถุดิบ ถ้าลูกค้าได้ของที่อร่อยกลับไป เขาก็จะกลับมาหาเรา

“รวมไปถึงสินค้าอันไหนที่แตกหัก หรือผลิตมาแล้วเกินหนึ่งอาทิตย์ ถึงอายุการบริโภคข้าวกรอบจะรับประทานได้นานถึง 2 เดือน แต่เราจะไม่นำสินค้าที่ผลิตเกิน 7 วันออกมาขายหรือส่งให้ลูกค้าเด็ดขาด ช่วงกลางๆ หลังจากเปิดตัวครั้งแรกที่เยาวราชในช่วงเทศกาลตรุษจีน เนื่องจากสินค้าเราเป็นอาหารที่ทำจากพืช เป็นอาหารเจ เราเริ่มขายไม่ดีเพราะแพกเกจจิ้งไม่เหมาะในการรับประทานเท่าที่ควร กินไม่หมด ต้องหากล่องหาถุงมาใส่ ทำให้ยอดขายเราตก ของเราค้างสต๊อก ผมก็นำไปเป็นอาหารปลาที่วัด

“เราไม่เอามาขายอีก แม้ว่าจะขาดทุน”
บิ๊กกล่าวยืนยัน ซึ่งนอกจากการใส่ใจคุณภาพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้รับการรับรองเครื่องหมาย อย. ทั้งตัวสินค้าเองและโรงงานด้วย จากข้าวหอมมะลิจึงเพิ่มเติมผสมข้าวไรซ์เบอร์รี เพื่อเพิ่มเติมสุขภาพที่ดีให้แก่มิตรรักลูกค้า

“ลูกค้าสำหรับผม นอกจากเป็นพระเจ้าที่เราต้องใส่ใจ เราต้องบริการ ลูกค้าเหมือนเขาคือเพื่อน คือผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือให้เรามีวันนี้ นอกจากความขยันอดทน ฝ่าฟัน กล้าคิด กล้าทำ กล้าลงมือ ถ้าเราให้สิ่งที่ดีๆ มอบสิ่งที่ดีๆ เขาก็บอกต่อๆ กัน มีมาซื้อไปขายต่อ ตอนนี้ทั่วทุกภาคของประเทศ เราแทบไม่ต้องโฆษณา เพื่อนเราบอกต่อให้เรา ลูกค้าชักชวนกันและกัน

“ภาพคนต่อแถวที่ห้างสรรพสินค้าซีคอนสแควร์ ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ต่อแถวกันยาว 3-4 แถว หรือล่าสุดที่งานเกษตรแฟร์ 9 วัน เราหมดข้าวไปกว่า 1,800 กิโลกรัม ไม่นับรวมออเดอร์จากหน้าร้าน ข้าวกรอบสยาม ซอยแจ้งวัฒนะ 14 แล้วเราจะไม่มอบสิ่งดีๆ ให้แก่เขาได้อย่างไร

“คือถ้าทำอะไร ถ้าเจอทางของเรา ทำให้ดีที่สุด หลายคนบอกว่าถ้าบ้านผมไม่มีทุนไม่มีเงินก็ไม่สามารถทำได้ แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราคิดอะไร ทำอะไร เราเท่านั้นที่รู้ดี เราทำดี ให้สิ่งที่ดี ยึดหลักใจแลกใจ ที่สำคัญคือความซื่อสัตย์ ที่ทำให้ 4 ปีนับจากวันแรกจนถึงวันนี้ข้าวกรอบสยามสามารถอยู่ได้ เจริญเติบโตมาถึงขั้นนี้ นั่นคือหัวใจหลักของข้าวกรอบสยาม”

รัก ชอบ ประกอบทำ
ต้นทางความสำเร็จ

“ตอนนี้ก็มีแพลนว่าจะวางในร้านของฝาก มีการทำแพกเกจจิ้งเพิ่มเป็นพรีเมียมเกรดเลย เป็นของฝาก ก็จะวางตามร้านของฝากทั่วไปทั้งในห้างและตามต่างจังหวัดทั่วไป จุดพักรถใหญ่ๆ”

บิ๊ก เผยด้วยรอยยิ้มเต็มหน้าถึงทิศทางในอนาคตของข้าวกรอบสยามของดีเขตหลักสี่ที่คนในละแวกนี้ต่างพูดถึงและประจักษ์ชัดดี

“แล้วก็ขึ้นห้างโมเดิร์นเทรด ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะขึ้นหรือไม่ขึ้นดี เพราะว่าค่าใช้จ่ายสูง และถ้าขึ้นห้างไปปุ๊บ ยอดขายมันอาจจะดีขึ้น แต่มันก็ไม่ได้เป็นของพรีเมียม มันจะกลายเป็นหาได้ตามตลาดทั่วบ้านเมือง เราก็คงยังทำเองขายเองอยู่แล้วก็ลูกค้ารับไปขาย ยังเป็นแฮนด์เมดอยู่ ยังไม่เป็นอุตสาหกรรม แต่เราก็พยามพัฒนาสินค้าตลอดเวลาในอนาคต

“ส่วนในเรื่องของการตลาดก็พยายามเข้าคอร์สอบรมสัมมนาความรู้ ศึกษาหาอ่านประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จแล้วนำมาปรับใช้กับตัวเรา คติประจำใจผมก็คือค่อยๆ ก้าวทีละก้าวๆ ก่อนมาถึงวันนี้ ทุกวันนี้ก็ไม่คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ ต้องไข ต้องเรียนรู้ต่อไปอีกยาวไกล

“ก็ฝากถึงทุกคนลองทำดูก่อน ไม่ลองก็ไม่รู้ ทุกอย่างมันมีทางเดินของมัน มีสเต็ปของมัน แต่อยากให้เริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เพราะมันจะทำให้เราอยู่กับมันได้นาน และทำมันอย่างจริงจัง เมื่อจริงจัง เราจะมองถึงเรื่องความรักความชอบก่อนเงินตราความคุ้มซึ่งจะประสบความสำเร็จ และสำหรับคนที่คิดจะเริ่มทำ ควรดูสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ดูว่าเรามีงบประมาณอยู่เท่าไหร่ เราสามารถทำได้ไหม สมมติมีอยู่เท่านี้จะทำอย่างโน้นเลย มันก็ไม่ประสานสอดคล้องกัน ก็ต้องดูงบประมาณ ตอนนี้เราพร้อมที่จะทำอะไร อย่างที่เราชอบหรือเปล่า

“ทุกอย่างมันต้องมีจุดเริ่มต้นก่อน ชอบอะไรทำอย่างนั้น ต้องลองทำไม่ลองก็ไม่รู้ และศึกษามุ่งมั่นตั้งใจ ใส่ใจในรายละเอียด ซื่อสัตย์ ผิดพลาดก็ต้องค้นหาต้นต่อความผิดพลาดนั้น แล้ววันหนึ่งเส้นทางของคุณก็จะปรากฏ เป็นกำลังใจให้ครับ”

เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : ปัญญพัฒน์ เข็มราช

กำลังโหลดความคิดเห็น...