xs
xsm
sm
md
lg

เคลียร์ให้กระจ่าง “กัญชาทางการแพทย์” คุยกับ 3 อาจารย์ ม.รังสิต ผู้วิจัยกัญชาเพื่อรักษามะเร็ง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

คุยกับ 3 อาจารย์ ม.รังสิต เดินหน้าทำวิจัย “กัญชารักษามะเร็ง” เล็งประโยชน์ผู้ป่วยเป็นหลัก หวังผลักดันให้เกิดการใช้กัญชาทางการแพทย์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทย

_____________________________________________________________________

ก่อนหน้านี้ถือได้ว่าเป็นประเด็นกันมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับ “กัญชารักษามะเร็ง” ทำให้วงการแพทย์ หน่วยงานต่างๆ รวมไปถึงประชาชนให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก ล่าสุดอาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นำโดย ผศ.ดร.ภญ.สุรางค์ ลีละวัฒน์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาเภสัชเวทและตัวยา รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น อาจารย์ประจำหมวดวิชาเภสัชเวทและตัวยา และ ภญ.วรวรรณ สายงาม นักวิจัยประจำศูนย์วิจัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมมือกันวิจัยกัญชาทั้งหมด 3 โครงการ โดยหวังว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งนี้ก็เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้น
(จากซ้าย) ภญ.วรวรรณ สายงาม, ผศ.ดร.ภญ.สุรางค์ ลีละวัฒน์ และ รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น
 เห็นว่าทางคณะเภสัชฯ ม.รังสิตได้นำร่อง 3 โครงการวิจัยด้านกัญชาช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนไหนอย่างไรคะ

อาจารย์นริศา คำแก่น : เริ่มต้นจากที่อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัย “การออกฤทธิ์ของ 9-tetrahydrocannabinol ต่อการลุกลามของเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดี” ซึ่งทำการศึกษาผลของกัญชาต่อเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดีในหลอดทดลอง พบว่าได้ผลดีมาก เราก็เลยนำงานวิจัยนั้นมาต่อยอดโดยทำเป็นแผนงานวิจัยที่ประกอบไปด้วย 3 โครงการย่อย

โครงการที่หนึ่งจะเป็นการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบโดยการควบคุมตัวสารเคมีหลักที่อยู่ในกัญชา 2 ชนิด คือ THC (delta-9-Tetrahydrocannabinol) และตัวที่ 2 คือ CBD หรือ Cannabidiol

โครงการที่สอง อาจารย์สุรางค์จะต่อยอดทำการทดสอบฤทธิ์ โดยทำในสัตว์ทดลองเพื่อยับยั้งมะเร็งทางเดินน้ำดี

สุดท้าย โครงการที่สามจะเป็นการพัฒนาตำรับที่เป็นส่วนผสมสารสกัดที่ควบคุมปริมาณสารสำคัญได้ โดยการทำออกมาในรูปของสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก ซึ่งแต่ละงานวิจัยจะเชื่อมโยงกันค่ะ

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : งานวิจัยที่อาจารย์เคยทำจะเป็นการทดสอบสารจากต้นกัญชาในเซลล์มะเร็งทางเดินน้ำดีที่ได้มาจากคน เป็นการทดลองในหลอดทดลอง โดยพบว่าสามารถลดจำนวนเซลล์มะเร็งลงได้ และลดการลุกลามของเซลล์มะเร็งด้วย โดยการทดลองนี้ได้ผลในหลอดทดลองค่อนข้างดี ก็เลยคิดว่าในระยะถัดไปควรจะทำในสัตว์ทดลอง เพื่อศึกษาว่าจะลดขนาดของมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ไหม อันนี้คืองานที่เรากำลังจะทำต่อไปค่ะ

อาจารย์นริศา คำแก่น : ในส่วนของการต่อยอดก็คือเริ่มต้นจากทางกระทรวงสาธารณสุข กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก มีการรวมกลุ่มนักวิชาการ แล้วก็มาประชุมวางแผนวิจัยร่วมกัน เป็นรูปแบบซูเปอร์คลัสเตอร์เพื่อพัฒนากัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยรังสิตกับมหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นผู้ประสานงานหลักในการดำเนินงานด้านการวิจัยทางเภสัชศาสตร์ เนื่องจากเป็นงานวิจัยแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ในผู้ป่วยได้จริง ซึ่งงบประมาณที่ขอไปก็ค่อนข้างสูงอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ตอนนี้มีการชะลอตัวงบประมาณก้อนใหญ่นี้อยู่ ท่าน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต เล็งเห็นว่า มหาวิทยาลัยรังสิต สามารถสนับสนุนได้ในส่วนที่เป็นการวิจัยเบื้องต้นก่อน คณะเภสัชศาสตร์ จึงเลือกบางส่วนของแผนงานที่เราเสนอไปจาก 5 โครงการ ลดลงมาเหลือ 3 โครงการ โดยที่สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิตก็อนุมัติทุนวิจัยเรียบร้อยแล้วค่ะ
(จากซ้าย) ภญ.วรวรรณ สายงาม, ผศ.ดร.ภญ.สุรางค์ ลีละวัฒน์ และ รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น
 ก่อนหน้านี้ไปเล็งเห็นประโยชน์อะไรในกัญชา ทำไมถึงเลือกกัญชามาทำงานวิจัยคะ

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : จริงๆ อย่างที่ทราบกันดีว่ากัญชาเป็นพืชเสพติดในประเทศไทย การที่จะนำมาทำวิจัยจะต้องขออนุญาต โดยจุดเริ่มต้นเลยก็คือ ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาวิจัยชีวสังเคราะห์ของสารสำคัญในต้นกัญชา และได้สืบค้นพบว่าในคนมีสารที่คล้ายกับสารสำคัญในกัญชา ซึ่งจับกับตัวรับแล้วออกฤทธิ์ต่อเซลล์ปกติและเซลล์มะเร็งได้ แล้วพอดีงานที่ทำอยู่แล้วเกี่ยวข้องกับเซลล์มะเร็งด้วย โดยเป็นการนำเอาสมุนไพรต่างๆ มาทดสอบฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง ดังนั้น ก็เลยมีโอกาสนำเอากัญชามาทำการศึกษาด้วย ซึ่งพบว่าได้ผลดี เลยอยากที่จะต่อยอดไปเรื่อยๆ ค่ะ

และจากผลงานตีพิมพ์แล้ว ก็มีคำถามเกี่ยวกับการใช้กัญชาในโรคมะเร็งมาอย่างต่อเนื่อง แต่งานวิจัยเป็นการทำในหลอดทดลอง ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าการใช้ในผู้ป่วยมะเร็งจะต้องใช้ขนาดเท่าไหร่ ใช้นานแค่ไหน ใช้ยังไง ก็เลยคิดว่า ถ้าเราทำต่อได้จริงๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ คน ซึ่งมีรายงานการวิจัยว่ากัญชาสามารถใช้ได้กับมะเร็งหลายชนิด แต่งานวิจัยที่เราทำไปแล้วจะเป็นมะเร็งทางเดินน้ำดี ซึ่งยังไม่มีรายงานการวิจัย เราก็เลยได้ทำเป็นคนแรก

 แล้วการที่จะผลักดันเอากัญชามาใช้ในวงการแพทย์ เจอปัญหา อุปสรรคอะไรบ้างไหมคะ

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : เราติดปัญหาก็คือตรงที่กัญชาเป็นพืชเสพติด ต้องขออนุญาตทำการวิจัยโดยใช้พืชเสพติด ขออนุญาตคณะกรรมการจริยธรรมเพื่อทำการทดลองในสัตว์ทดลอง ก็เลยจะทำงานต่อค่อนข้างลำบาก แต่ด้วยท่านอธิการบดี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ท่านมีนโยบายที่จะส่งเสริมงานนี้ด้วย ก็เลยมีโอกาสได้มาทำงานวิจัยกัญชาต่อ ตอนนี้เราได้รับงบประมาณวิจัยจากสถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยรังสิต แต่ต้องรอในเรื่องของการขออนุญาตทำการวิจัยโดยใช้พืชเสพติด

อาจารย์นริศา คำแก่น : อุปสรรคที่เราเจอด่านแรกจะเหมือนกับที่อาจารย์สุรางค์บอกเลยค่ะ เนื่องจากในประเทศไทย กัญชาจัดอยู่ในยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เพราะฉะนั้น ในการรวมตัวกันของนักวิชาการ จะรวมตัวกันในรูปของซูเปอร์คลัสเตอร์ เพื่อขับเคลื่อน โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนนำ แม้ว่าเราจะไม่ได้งบก้อนใหญ่นั้นมา แต่เราคิดว่าเราตั้งใจที่จะทำงานนี้ต่อไป เพราะเราเล็งเห็นประโยชน์ของกัญชาในทางการแพทย์จริง
รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น อาจารย์ประจำหมวดวิชาเภสัชเวทและตัวยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
• ข้อมูลจากงานวิจัยได้ผลอย่างไรบ้างคะเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีผลยืนยันใช่ไหมคะว่ากัญชาสามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงๆ

อาจารย์นริศา คำแก่น : ในส่วนของการวิจัยเขาจะมีผลงานวิจัยออกมาหลายอย่าง ยกตัวอย่างโครงการแรก เป็นเรื่องการวิจัยสารเคมีที่อยู่ในกัญชา ซึ่งพบว่า กัญชาจะมีสารประกอบหลักเป็น "แคนนาบินอยด์ส" (Cannabinoids) ประกอบด้วยสารเคมีประมาณ 100 ชนิดจากสารทั้งหมดประมาณ 500 ชนิด ซึ่งจาก 100 ชนิดนี้ได้นำมาวิจัยวิเคราะห์กัน มีการนำมาใช้ทางการแพทย์อยู่ 2 ชนิด ตัวที่ 1 คือ THC (delta-9-Tetrahydrocannabinol) และตัวที่ 2 คือ CBD (Cannabidiol) ซึ่งพบว่า THC จะมีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งและมีฤทธิ์ยับยั้งอาการปวดได้ดี แต่มีผลต่อจิตและประสาท ขณะที่ CBD ซึ่งโครงสร้างทางเคมีคล้ายกัน แต่ไม่มีฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เมื่อทำการทดลองวิจัยในคน โดยการเปรียบเทียบปริมาณของ THC และ CBD ที่เหมาะสมในรูปแบบของอัตราส่วนของสาร 2 ตัว ซึ่งจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีแล้วก็ไม่ก่อให้เกิดการเสพติด

ในส่วนการวิจัยของเรา เราจะนำพืชกัญชามาสกัดแล้ว จะสามารถควบคุมปริมาณได้ว่าใน 1 มิลลิลิตรของสารสกัด จะมีสาร THC เท่าไหร่ และมีสาร CBD เท่าไหร่ แล้วเราถึงจะเอามาทำเป็นผลิตภัณฑ์สเปรย์ฉีดพ่นในช่องปาก ซึ่งเราจะควบคุมปริมาณการใช้แต่ละครั้งได้ค่ะ

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : ถ้าจะให้ยืนยันก็จะเป็นระดับที่ทำในหลอดทดลองที่ได้ตีพิมพ์ไปแล้ว และก็จะมาดูต่อว่าในสัตว์ทดลองนั้นจะได้ผลจริงหรือไม่ ถ้าในสัตว์ทดลองได้ผลดี ก็มีแนวโน้มที่จะไปนำใช้ในการวิจัยในคนต่อไปได้ ซึ่งการวิจัยก็เหมือนกับการหายาใหม่อื่นๆ ไม่ว่าจะยาอะไรก็ตามก็จะต้องผ่านขั้นตอนของพรีคลินิก พรีคลินิกก็คือทำในหลอดทดลอง แล้วก็จะมาทำในสัตว์ทดลองก่อน แล้วก็ค่อยไปทำในระดับคลินิกโดยการทำในคนต่อไป ตอนนี้เราก็ยังคงอยู่ในขั้นตอนพรีคลินิกอยู่ค่ะ โดยอยู่ในระหว่างการขออนุญาตที่จะใช้กัญชามาทำวิจัย

อาจารย์นริศา คำแก่น : คืออันนี้ก็จะอยู่ในขั้นตอนค่ะ เพราะว่าส่วนตัวอาจารย์มองว่ากัญชาที่ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษ เป็นของกลางมีปริมาณเยอะมากเลย แล้วก็ถูกเผาทำลายเป็นประจำทุกปี ปีหนึ่งเป็นตันๆ เลย ส่วนนั้นน่าจะเอามาใช้ในการศึกษาวิจัยนี้ โดยการที่เราต้องไปขออนุญาตคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษแห่งชาติ และจะต้องขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งตอนนี้กัญชาที่เป็นยาเสพติดให้โทษของกลางเก็บรักษาอยู่ที่สำนักงาน ป.ป.ส. กับกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในส่วนนี้ก็คือมันยังเป็นขั้นตอนที่เราจะต้องขอใช้ประโยชน์เพื่อทำวิจัย แล้วก็ขออนุญาตครอบครอง

เราต้องมีการครอบครองด้วยค่ะเพราะว่าตามพระราชบัญญัติแล้ว จะห้ามจำหน่าย ห้ามผลิต ห้ามครอบครอง ห้ามส่งออก ห้ามนำเข้า ครอบคลุมทั้งหมดเลย แล้วบังเอิญว่าพืชกัญชา ส่วนที่ใช้จะเป็นช่อดอกตัวเมีย แล้วสารสกัดที่ได้จากนี้จะถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 แต่ว่าสารบริสุทธิ์ที่เป็น THC และ CBD จะถูกจัดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 1 เหมือนกับว่าเราถูกควบคุมด้วยสอง พ.ร.บ.นี้ จึงยากที่จะหยิบจับมาทำ อันนี้ก็เป็นด้านของเอกชน เป็นมหาวิทยาลัยของเอกชน เราก็เลยถูกควบคุม เพราะว่า พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 1 จะอนุญาตในส่วนของราชการ เราก็เลยคิดว่าถ้าเราจะใช้สารบริสุทธิ์เราจะต้องขึ้นกับหน่วยงานทางรัฐบาลด้วยเพื่อที่จะต้องครอบครอง

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : ใช่ค่ะ ตอนนี้เราไม่สามารถครอบครอง THC ที่เป็นสารบริสุทธิ์ได้ เราก็เลยจะทำวิจัยโดยใช้สารสกัด ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 ที่สามารถครอบครองได้ก่อน แต่วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 ยังไม่ได้เพราะว่าข้อจำกัดที่เราเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน

อาจารย์นริศา คำแก่น : เราก็เลยจะต้องประสานงานหลายหน่วยงาน ทำให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย เพราะว่า ทางกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด และกองควบคุมวัตถุเสพติด จะต้องขอดู research proposal แล้วจะจำกัดปริมาณการใช้เพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น

อย่างอาจารย์สุรางค์ จะต้องใช้ในสัตว์ทดลอง ก็จะต้องคำนวณมาเลยค่ะว่าจะต้องใช้สารสกัดเท่าไหร่ อาจารย์วรวรรณจะทำพัฒนาตำรับ ก็ต้องประมาณการใช้ไปเลยว่าจะพัฒนากี่ตำรับ ต้องใช้สารสกัดเท่าไหร่ โดยที่ว่าในส่วนโครงการที่ 1 จะต้องเตรียมสารสกัดให้เพียงพอต่อการใช้ ก็ต้องบอกว่าจะต้องใช้ปริมาณวัตถุดิบเท่าไหร่ จึงจะได้สารสกัดเท่านี้ เพื่อส่งมอบให้โครงการ 2 และโครงการ 3 เพราะว่าเราต้องทำรายงานการใช้ ซึ่งเป็นการควบคุมปริมาณ ค่อนข้างยากพอสมควร เวลาครอบครองยาเสพติด เราจะต้องมีตู้เซฟเก็บไว้เลย จะมีรหัสเปิดกันแค่ 3 คน ซึ่งเวลาเบิกจ่าย เราก็จะต้องควบคุมกันเข้มงวดค่ะ
ผศ.ดร.ภญ.สุรางค์ ลีละวัฒน์ อาจารย์ประจำหมวดวิชาเภสัชเวทและตัวยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
 ในแง่ของการวิจัยแล้วกัญชาอาจจะมีประโยชน์ แล้วในแง่ของโทษที่พบล่ะคะมีอะไรบ้าง

อาจารย์นริศา คำแก่น : โทษจะขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ ซึ่งมีหลายวิธี ยกตัวอย่าง การใช้กัญชาโดยการสูบ พบว่าจะทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ หลอดลมตีบได้ และอาจจะทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ การใช้กัญชาโดยการรับประทาน จะผ่านกระบวนการเมตาบอลิซึ่มที่ตับ จะทำให้ตัวยาสำคัญลดลงไป เหลืออยู่ประมาณแค่ 6 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น เราจึงคิดว่าเราจะพัฒนาตำรับซึ่งสามารถที่จะดูดซึมได้ โดยไม่ต้องผ่านการเมตาบอลิซึ่มที่ตับ ซึ่งมันจะเป็นทางเลือกที่ว่าไม่ต้องไปใช้วิธีการบริหารยาวิธีอื่น

ณ ตอนนี้ หลายคนที่คิดว่าเอาไปสูบเองก็ได้ จะหวังผลในทางจิต ช่วยให้เกิดความสบายใจ เพิ่มความอยากอาหาร ซึ่งเขาก็มีการทดลองนะคะว่า การออกฤทธิ์ของกัญชาไม่ได้ทำให้เสพติดอย่างถาวร เพราะฉะนั้นอาจารย์มองว่าประโยชน์มีมากกว่าโทษ ถ้าในแง่มุมของการเปรียบเทียบระหว่างประโยชน์กับโทษนะคะ ซึ่งก็น่าจะถูกเลือกให้เอามาใช้ในวงการแพทย์ได้

อาจารย์วรวรรณ สายงาม : สำหรับยา หรือพืชสมุนไพร หากเราใช้โดยที่ไม่รู้ปริมาณที่เหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ รวมถึงกัญชาเอง หากนำมาใช้โดยไม่มีการควบคุมเพื่อหวังผลในการลดอาการปวดจากโรคมะเร็ง หรืออาการใดๆ ก็ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ย่อมให้โทษมากกว่าประโยชน์แน่นอนค่ะ เพราะว่าปริมาณหรือขนาดยาที่เหมาะสมในการใช้รักษาในแต่ละคน ย่อมแตกต่างกัน ขึ้นกับความสามารถในการดูดซึมของร่างกายหรือความทนต่อยาของร่างกายแต่ละคน รวมถึงกัญชาเองก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถบอกได้ว่าการนำไปใช้ด้วยตนเอง จะทำให้เกิดอันตรายมากน้อยแตกต่างกันอย่างไร จึงต้องมีข้อมูลจากงานวิจัยมาสนับสนุนว่าผู้ป่วยควรใช้ยาหรือสมุนไพรในปริมาณเท่าไหร่ นำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ สามารถควบคุมขนาดยาในผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม มีความสม่ำเสมอในการบริหารยา ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้มากยิ่งขึ้น

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : การนำมาใช้เพื่อการรักษาโรค ถึงแม้ว่าจะเป็นสารเดียวกัน แต่การรักษาโรคแต่ละชนิดที่ไม่เหมือนกัน ขนาดของยาก็จะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น การที่เราจะเอามาสูบเองเพื่อรักษาโรคคงจะยาก เพราะแม้ว่าเป็นมะเร็งที่ไม่เหมือนกัน ขนาดยาที่ใช้ก็ไม่เหมือนกัน ระยะเวลาในการรักษาก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการที่เราเอามาใช้เองคงจะควบคุมตรงนั้นได้ยาก อาจจะต้องทำการวิจัยว่ามะเร็งชนิดนี้ใช้มากน้อยแค่ไหน ใช้ระยะเวลานานแค่ไหนที่จะรักษาโรคได้ ถ้าใช้มากเกินไปก็อาจจะเป็นพิษต่อระบบอื่นด้วย เพราะฉะนั้นการนำไปใช้เองจะค่อนข้างอันตราย รวมถึงสมุนไพรบางชนิดด้วยค่ะ

• ถ้าก้าวผ่านตรงนี้ได้ สามารถหยิบจับกัญชามาใช้ในวงการแพทย์ได้จริงๆ คิดว่าวงการแพทย์ในประเทศไทยจะเป็นไปในทิศทางไหนคะ

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : ในคนไข้ที่เป็นมะเร็งทางเดินน้ำดี มักจะมาพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการ ซึ่งมักจะเป็นในระยะท้ายๆ แล้ว และยาสำหรับมะเร็งทางเดินน้ำดียังได้ผลไม่ดี เราก็เลยมองว่าถ้าเราทำการวิจัยตรงนี้ขึ้นมาได้และสามารถใช้ได้จริงๆ ก็น่าจะเป็นประโยชน์เพราะว่าคนไทยยังเป็นอยู่เยอะ โดยปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งทางเดินน้ำดีอย่างหนึ่งคือ ผู้ที่ทานปลาน้ำจืด มีเกล็ด ที่ปรุงไม่สุก ซึ่งมีตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับอยู่ เมื่อคนทานเข้าไปแล้ว พยาธิตัวอ่อนจะออกมา และเข้าไปในทางเดินน้ำดี แล้วเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งพยาธิทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบของทางเดินน้ำดีบ่อยๆ จนกลายเป็นมะเร็งได้ ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ค่อนข้างเยอะ

อาจารย์นริศา คำแก่น : อุบัติการณ์การเกิดมะเร็งทางเดินน้ำดีในประเทศไทย มีค่อนข้างมาก ดังนั้น ที่อาจารย์สุรางค์เลือกมะเร็งทางเดินน้ำดี ก็เพราะว่าในประเทศไทยจะมีคนเป็นกันมาก เพราะฉะนั้นงานวิจัยเราก็จะตอบโจทย์สำหรับคนไข้ในประเทศไทยได้ค่ะ

อาจารย์วรวรรณ สายงาม : จึงเป็นที่มาของโครงการที่สาม ที่เราจะพัฒนาตำรับสเปรย์ฉีดพ่นในช่องปากจากสารสกัดกัญชา โดยงานวิจัยนี้จะมีการคำนวณปริมาณสารสำคัญที่มีความเหมาะสม ทำให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่ง ว่าจะไม่เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ สำหรับในเบื้องต้น เราหวังผลเกี่ยวกับการลดอาการปวดในผู้ป่วย เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยสเปรย์ชนิดนี้มีการวางจำหน่ายแล้วในต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีผลการศึกษาในมนุษย์แล้วพบว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่สำหรับประเทศไทย ได้จัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ทำให้ไม่สามารถนำเข้ายาดังกล่าวเพื่อมาจำหน่ายได้ งานวิจัยนี้จึงเป็นการทดลองเบื้องต้นในระดับห้องปฏิบัติการเพื่อให้ได้สูตรตำรับที่มีคุณภาพและมีความคงตัว ซึ่งเราจะเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับสเปรย์ที่มีจำหน่ายในต่างประเทศ โดยทำการทดสอบทั้งลักษณะทางกายภาพและทางเคมี เพื่อคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความคงตัว ซึ่งในอนาคตหากกัญชาสามารถผ่านกฎหมายได้ เราก็จะสามารถผลิตยาดังกล่าวขึ้นมาใช้เองในประเทศโดยที่ไม่ต้องเสียงบประมาณนำเข้ายาจากต่างประเทศ

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : ในมุมของนักวิจัยคิดว่าถ้ามีผลการวิจัยที่ออกมาชัดเจนว่าใช้ได้ ก็น่าจะทำให้มีความเชื่อถือที่จะนำไปใช้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการทดลองที่สามารถเอาไปใช้ในคนแล้วมีความปลอดภัย ซึ่งอาจจะยังกังวลถึงผลต่อจิตประสาท แต่ถ้าใช้ในระดับยาที่ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมากนักแล้วทำให้ได้ผลกับมะเร็งดี อันนี้ก็น่าจะเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่งที่จะทำให้คนนำไปใช้ได้มากขึ้น

 พอจะเป็นไปได้หรือพอจะเห็นแววบ้างไหมที่ประเทศไทยจะมีกัญชาใช้ในวงการแพทย์

อาจารย์นริศา คำแก่น : เนื่องจากว่า เป็นพระราชบัญญัติ เป็นกฎหมาย อาจารย์คิดว่าต้องร่วมมือกันทุกหน่วยงาน ณ ตอนนี้จะเห็นกระทรวงยุติธรรม เสนอว่า ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงประเภทของกัญชา แล้วก็จะอนุญาตให้ใช้บางกรณี เช่น กรณีที่ใช้ในทางการแพทย์ เพราะฉะนั้น ถ้างานวิจัยของเรา พบว่า กัญชาสามารถจะใช้ในการยับยั้งมะเร็งทางเดินน้ำดีที่พบมากในคนไทยได้ดี เราก็สามารถที่จะนำไปใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมาย ข้อกำหนดได้ เราก็คิดว่างานวิจัยนี้ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง แล้วก็สามารถควบคุมการใช้ได้ มันก็เหมือนกับกลุ่มที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็สามารถควบคุมให้ใช้ในทางการแพทย์ได้ แล้วก็สามารถใช้ได้ดีด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง หรือผู้ป่วยเอดส์ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาที่ผลิตในประเทศ

เคยได้ยินมาว่า ฝิ่นในประเทศไทยดีที่สุดในโลก กัญชาในประเทศไทยก็เช่นกันค่ะ ในเมื่อเรามีแหล่งธรรมชาติที่ดีแล้วก็เป็นวัตถุดิบที่ดี ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบ ซึ่งเราก็มองเห็นประโยชน์ของมันอย่างชัดเจน

 แล้วในทางกลับกันถ้าผลักดันผ่านขึ้นมาจริงๆ คิดว่าจะทำให้มีปัญหาตามมาหรือไม่อย่างไร ถ้ากัญชาถูกกฎหมายขึ้นมา คิดว่าประเทศจะเป็นอย่างไรต่อไปคะ

อาจารย์นริศา คำแก่น : อาจารย์ขอยกตัวอย่างยาแก้หวัดตัวหนึ่งแล้วกันนะคะ ชื่อว่า “Actifed” ที่มีส่วนผสมของซูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) ซึ่งตัวยานี้ตอนหลังก็มีการควบคุมการใช้ให้เฉพาะตามใบสั่งแพทย์ แล้วก็มีการจ่ายยาในโรงพยาบาล คลินิกและสถานพยาบาลเท่านั้น ซึ่งในส่วนของกัญชาเอง ถ้ามีความเป็นไปได้จริงๆ ขึ้นมา สามารถที่จะนำมาใช้ในวงการแพทย์ได้ อาจารย์คิดว่าถ้าจำกัดการใช้เฉพาะที่มีใบสั่งแพทย์ และใช้เฉพาะในสถานพยาบาลเช่นกัน จะสามารถควบคุมไม่ให้เอาไปใช้ในทางที่ผิดได้

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : อย่างที่เราทราบการใช้กัญชาส่งผลต่อจิตประสาท การใช้ไปนานๆ อาจจะทำให้เป็นโรคจิต จิตเภท ก็จะเกิดปัญหาค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ยังควรจะควบคุมอยู่ ให้นำมาใช้ได้จำกัดเฉพาะวงการแพทย์ เพราะถ้าถูกกฎหมายไปเลยอาจจะสร้างปัญหาได้ โดยเฉพาะปัญหาทางด้านอาชญากรรมอาจจะเพิ่มตามมา

อาจารย์นริศา คำแก่น : ใช่ค่ะ หาง่ายแล้วก็ปลูกง่ายด้วย อย่างที่เป็นข่าวก็เห็นว่าบางคนปลูกในคอนโดมิเนียมเลยก็มี เขาจะใช้แสงไฟแทนแสงสว่างจากข้างนอก ก็ยังปลูกขึ้นเลย เพราะฉะนั้น อาจารย์มองว่า ถ้าเอามาทำให้ถูกกฎหมาย ทำให้เปิดเผย แล้วเอามาใช้ประโยชน์ได้จริง อย่างนี้จะดีกว่า เพราะว่าดูจากปริมาณของกลางที่จับกุมได้นั้นมีมาก แสดงว่ามีผู้ใช้กันมาก และหนึ่งในผู้ใช้นั้น อาจจะเป็นผู้ป่วยที่เขาทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งก็ได้ ซึ่งเขาก็ไม่สามารถไปซื้อได้ที่ไหน นอกจากต้องไปลักลอบใช้

อย่างมีคนรู้จักที่เขาก็เป็นมะเร็งปอด ลูกสาวเขาสั่งซื้อเมล็ดกัญชาทางอินเทอร์เน็ตเอามาปลูกเอง เขาก็เอามาสกัดแล้วก็กิน ซึ่งบางครั้งก็มีอาการที่เรียกว่าเมากัญชา เพราะว่าเขาไม่สามารถควบคุมตัวสารสำคัญได้ บางครั้งปริมาณพอดี บางครั้งมากเกินไป ทั้งๆ ที่ใช้วิธีการเดียวกัน เราก็เลยมองว่า ในส่วนนี้ถ้าใช้กระบวนการผลิตที่ดี ทำให้ถูกต้องตามมาตรฐาน การนำไปใช้เป็นยา จะทำได้อย่างดีที่สุด

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : อาจารย์มองว่าอยากให้มันถูกกฎหมายนะคะ แต่ว่าถูกกฎหมายในที่นี้ก็ต้องมีการควบคุมกลุ่มที่จะนำไปใช้ โดยกลุ่มที่จะเอามาใช้เป็นยาก็ต้องมีการกำกับดูแล

อาจารย์นริศา คำแก่น : อย่างในสหรัฐอเมริกาก็จะยังอนุญาตแค่บางรัฐ ซึ่งในส่วนนี้ทาง ป.ป.ส. ทางองค์การสหประชาชาติเอง ก็ยังมีการปลดล็อกให้ใช้เป็นบางรัฐ เพราะฉะนั้น ประเทศไทยถ้ามีการทบทวนนโยบาย ทบทวนข้อกำหนดทางกฎหมายนี้มันจะช่วยชีวิตผู้ป่วยมะเร็งได้เยอะเลยค่ะ แล้วตอนนี้คนไข้ทุกข์ทรมานจากเคมีบำบัดค่อนข้างเยอะ กัญชาก็จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในส่วนที่จะเป็นการใช้ร่วมกับเคมีบำบัดได้ด้วย มันก็จะเป็นทางเลือกที่ผสมผสานกันไป แล้วก็จะทำให้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้นได้ค่ะ

• ตรงนี้ยากง่ายอย่างไรที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเข้าใจ และคาดหวังอย่างไรในอนาคตบ้าง

อาจารย์นริศา คำแก่น : คิดว่าหลายภาคส่วนต้องมาช่วยกัน ทำให้งานวิจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดเสียงดังขึ้นมา ว่าเรามีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนขึ้น สมมติว่ามีการอนุญาตให้นำเข้ายาที่มีส่วนผสมของกัญชา ก็จะต้องมาทำการทดลองทางคลินิกในคนไทยอีกเหมือนกัน ในขณะที่การวิจัยของเราจะทำในคนไทยเลย ซึ่งอาจารย์คาดหวังว่า เราจะสามารถนำเอามาใช้และควบคุมเฉพาะกลุ่มได้ ซึ่งในอนาคตคนไทยอาจจะได้ใช้ประโยชน์ เพราะว่ารูปแบบยาที่เราทำวิจัย ถือว่าเป็นตัวที่ปลอดภัยที่สุดแล้วค่ะ

อาจารย์วรวรรณ สายงาม : คิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ในการรักษาอาการปวดของผู้ป่วยมะเร็ง โดยไม่จำกัดว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน หากยาที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยระงับอาการปวดของผู้ป่วยได้ ก็จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมวิจัยคาดหวัง

อาจารย์สุรางค์ ลีละวัฒน์ : ก็คงต้องอาศัยความร่วมมือกัน ในส่วนของเรา ก็ทำวิจัยเพื่อทางการแพทย์ แต่ในส่วนอื่น อย่างเช่นในด้านสังคมที่มีเสวนากันมากว่าการนำไปใช้แล้วจะเกิดประโยชน์หรือปัญหาอย่างไรบ้าง ก็ต้องเป็นส่วนที่ต้องเข้ามาร่วมมือกัน เพราะฉะนั้นจะมีหลายกลุ่ม หลายภาคส่วนที่เข้ามาช่วยกันผลักดัน นอกจากผลักดันแล้วก็ยังต้องช่วยกันควบคุมให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย
ภญ.วรวรรณ สายงาม นักวิจัยประจำศูนย์วิจัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
หัวหน้าโครงการวิจัย

1. ผศ.ดร.ภญ.สุรางค์ ลีละวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชเวทและตัวยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
2. รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น อาจารย์ประจำหมวดวิชาเภสัชเวทและตัวยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
3. ภญ.วรวรรณ สายงาม นักวิจัยประจำศูนย์วิจัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
4. ผศ.ดร.ภก.ธนภัทร ทรงศักดิ์ คณบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ภญ.วรวรรณ สายงาม (ด้านหน้า) ผศ.ดร.ภญ.สุรางค์ ลีละวัฒน์ (กลาง) และ รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น (ด้านหลัง)


เรื่อง : วรัญญา งามขำ
ภาพ : จิรโชค พันทวี

กำลังโหลดความคิดเห็น...