xs
xsm
sm
md
lg

ฉีดวัคซีนให้การเงิน รู้ไว้จะไม่จน! สุดยอดแนวคิดจากกุนซือการเงิน “ธนาทร คล่องการเขียน”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

อยากรวยต้องรู้!” “อยากมีอิสรภาพทางการเงินต้องอ่าน!” ฯลฯ ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีหนังสือหนังหาที่พยายามพร่ำบอกแบบนี้ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเล่ม แต่ความเป็นจริงก็คือคนไทยส่วนมากยังจมอยู่กับวิกฤตด้านการเงิน บางที มันอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้

โปรดก้าวผ่านบทสัมภาษณ์นี้ไป...หากเป้าหมายในใจคุณคือชีวิตนี้จะต้องรวยร้อยล้านพันล้าน แต่ถ้าความต้องการของคุณ หมายถึงความมั่นคงทางการเงิน ไม่ขาดเขินกระเบียดกระเสียรและดำรงชีวิตอยู่ได้แบบไม่ลำบากลำบนจนเกินไปนัก เชื่อว่า บทสนทนากับคนหนุ่มคนนี้อาจจะมีแสงสว่างบางแสงส่องทางให้กับคุณ

“ธนาทร คล่องการเขียน” โดยตัวตน อาจเป็นคนหน้าใหม่ที่ก้าวเข้ามาบนถนนสายเงินๆ ทองๆ ไม่นานนัก แต่ทว่าด้วยความรู้ความสามารถ ประกอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์ (Investment Consultant License) และหลักสูตรความรู้มาตรฐานระหว่างประเทศสำหรับนักวางแผนการเงิน ที่ได้มาจากสถาบัน Asia Pacific Financial Services Association จากประเทศสิงคโปร์ ก็เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งส่งผลด้านความเชื่อมั่นในงานด้านนี้ให้แก่เขาได้อย่างสมบูรณ์ .. ฟังว่า เมืองไทยเรามีคนที่ได้ License นี้มา มีเพียงราวๆ พันคนเท่านั้น

นอกจากการเป็นเจ้าของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน A Plus Wealth Planning Company Limited ธนาทรยังรับตำแหน่งพิธีกรรายการวิทยุ นั่งคู่กับกูรูทางการเงินรุ่นพี่ “รัชชพล เหล่าวานิช” เติมความรู้และแนวทางเรื่องการวางแผนทางการเงินให้แก่ผู้ฟังทางคลื่นวิทยุ FM 105 ในรายการปฏิบัติการพลิกชีวิต Money Makeover ทุกวันศุกร์ เวลา 11.30-12.00 น. ... และเขาคือคนที่พิธีกรรุ่นพี่เอ่ยปากว่า นี่คือที่ปรึกษาด้านการเงินซึ่งเชื่อมือได้

อะไรหรือ คือที่ปรึกษาทางการเงิน? เจอเขาแล้วจะรวยหรือเปล่า?
ท่ามกลางความมืดมนที่หลายคนกำลังผจญบนถนนสายการเงิน มีโอกาสไหมที่จะได้เห็นแสงทองส่องทออีกครั้ง?
เขาคือ “ธนาทร คล่องการเขียน” ผู้แคล่วคล่องเรื่องการเงิน...

• หลายปีมานี้ เราเห็นหนังสือฮาวทูประเภทอยากรวยต้องรู้ หรือแบบ..เสียดายคนจนไม่ได้อ่าน แต่ความเป็นจริงก็คือคนที่จะทำตามได้นั้นมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนที่มีปัญหาทางการเงิน ตรงนี้คุณมีความคิดเห็นอย่างไร

จริงๆ แล้ว เราต้องมองอย่างนี้ก่อนครับว่า ประเทศเราสอนกันมา ไม่ว่าจะในระดับมหาวิทยาลัย มัธยม หรือแม้แต่ครอบครัวเราเอง ส่วนใหญ่จะสอนให้ทำงานหาเงินและเก็บเงิน แต่ไม่ได้สอนการต่อยอดไปว่าจะบริหารเงินอย่างไร คือหามาได้ก็เก็บฝากธนาคาร ถ้าย้อนกลับไปสักสิบปีกว่าก่อนหน้านี้มันโอเคนะ เพราะดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 10-12% สมมติว่าเรามีเงิน 10 ล้าน นำไปฝากบัญชีออมทรัพย์ ปีหนึ่งเราจะได้ดอกเบี้ยรวมแล้วประมาณล้านสอง เราก็เอามาใช้ได้เดือนละหนึ่งแสน นี่คือเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว คนเรามีเงินสัก 10 ล้านก็สามารถอยู่ได้แล้ว มีเงินฝาก 10 ล้านก็มีเงินใช้ปีละหนึ่งล้านสองแสน สบายๆ

ดังนั้นแล้ว เราก็แค่หาเงินไปฝากธนาคารให้เยอะๆ สมัยก่อนโฆษณาออกมาหลายช่องมาก ประมาณว่าเด็กมีเงินก็เอาไปหยอดกระปุกๆๆ มีมากก็เอาไปฝากธนาคารแล้วก็ได้ดอกเบี้ย โอเค การทำแบบนั้นถือว่าเป็นการปลูกฝังค่านิยมให้เราออม ซึ่งถูกต้อง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ออม ไม่ใช่ว่าหาเงินได้แล้วออม ผมคิดว่ามันต้องหาที่อยู่ของเงินด้วย ควรมีวิธีบริหาร และเดี๋ยวนี้ก็มีผลิตภัณฑ์การเงินเกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ไม่เข้าใจว่ากองทุนคืออะไร ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างไร กองทุนผสม กองทุนตราสารหนี้เป็นอย่างไร คนไทยยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องนี้ ก็ยังเป็นค่านิยมเดิม คือเอาเงินไปฝากแบงก์

แต่เดี๋ยวนี้ อัตราดอกเบี้ยมันต่ำมากๆ ดอกเบี้ยเงินฝากตอนนี้ไม่เกิน 2% สำหรับฝากประจำ ดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 0.5-0.7% ต่อปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ 3% นั่นเท่ากับว่าเงินที่เราฝากไว้ในธนาคาร ไม่ว่าจะบัญชีออมทรัพย์หรือฝากประจำ เงินของเราจะด้อยค่าลง เพราะมันแพ้เงินเฟ้อ ปกติ สินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ที่ประมาณ 3% แต่เรากลับได้ผลตอบแทนจากการฝากธนาคารเต็มที่ไม่เกิน 2% นั่นเท่ากับว่าเงินของเราหายไปเรื่อยๆ ทุกปี เพราะถูกเงินเฟ้อกัดกิน

อธิบายเพิ่มเติมตรงนี้นิดหนึ่งครับว่า สมมติเรามีเงิน...ตีกลมๆ หนึ่งล้านบาท และเราเอาเงินนั้นเก็บไว้ที่บ้าน ใส่ตุ่มไว้ เวลา 24 ปีผ่านไป เงินหนึ่งล้านจะเหลือห้าแสนบาท เพราะว่าถูกเงินเฟ้อมันกัดกินไปปีละ 3% ถ้าสังเกต ตอนนี้สินค้าอุปโภคบริโภคมันขึ้นตลอดเวลา สมมติว่าเราเข้าไปร้านอาหาร ร้านอาหารก็จะมีเมนูใหม่ มาพร้อมกับราคาใหม่ๆ คือราคามันเพิ่มขึ้น อันนั้นคือ 3% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องของเงินเฟ้อ ค่ารักษาพยาบาล 8% นี่หนักกว่ามาก เดี๋ยวนี้ เอาง่ายๆ แค่ผ่าตัดไส้ติ่ง ถ้าเราไปโรงพยาบาลเอกชนก็เป็นแสนแล้ว และอีก 20 ปีข้างหน้า ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ราคาสินค้า ค่ารักษาพยาบาล ทุกอย่างมันแพงไปหมดเลย

ดังนั้น ถ้าเรายังเอาเงินเก็บไว้ในตุ่ม ค่าของเงินหรือว่าอำนาจของเงินที่เราจะซื้อสินค้าได้ มันก็จะหายไป อย่างที่ผมบอกว่า เอาเงินใส่ไว้ในตุ่มหนึ่งล้านบาท อีก 24 ปี เงินของเราจะเหลือ 5 แสน แต่ถ้าเราเอาเงินไปหาฝากในที่ผลตอบแทน 3% มันจะแตกต่างออกไป อย่างพวกพันธบัตรรัฐบาล ตอนนี้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 3-4% ภายใน 24 ปี เงิน 1 ล้าน จะกลายเป็น 2 ล้าน จะต่างกันมากเลย

• เมื่อสักครู่ คุณพูดคำว่า “ที่อยู่ของเงิน” คำนี้น่าสนใจ อยากให้ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อยครับ

ที่อยู่ของเงินนั้นสำคัญมาก คนไทยเราถูกปลูกฝังมาให้แค่หาและเก็บ แต่ไม่ได้สอนให้บริหาร ไม่มีสถาบันการศึกษาสอนเรื่องนี้ ตอนผมเรียน มัธยม มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องพวกนี้ ทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้โลกของการเงินมันเปลี่ยนไปมาก เหมือนพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เราไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้อะไร เราฝากแบงก์อย่างเดียว ได้ดอกเบี้ย 10% กลายเป็นว่าดอกเบี้ยเดี๋ยวนี้ลดลงอย่างที่บอก ผมเชื่อว่าในอนาคต นโยบายทางการเงินของเรา ดอกเบี้ยจะคล้ายๆ กับยุโรป คือใช้นโยบายเงินฝากติดลบ เท่ากับว่าเงินเราก็หายไป ดังนั้น เราต้องหาที่อยู่ใหม่ให้กับเงิน

• ในเมื่อเงินก็ต้องการที่อยู่ ด้วยเหตุนี้ อาชีพที่คุณทำอยู่ก็เข้ามาเติมตรงนี้พอดี

ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า อาชีพผมจริงๆ แล้ว ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการเงิน หรือนักวางแผนการเงิน ก็จะมีคนชอบถามว่ามันมีด้วยหรือ? คืออะไร? ทำไมคนเราต้องวางแผนการเงิน? แล้วก็จะมีคำถามตามน้ำว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ ถึงจะวางแผนการเงินได้

ผมขอพูดถึงคำถามแรกก่อนนะครับ...ทำไมต้องวางแผนการเงิน?
การวางแผนการเงินจริงๆ มันเหมือนการวางแผนชีวิต เพราะทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เราใช้เงินตลอด เกิดมาปุ๊บก็มีค่าใช้จ่ายแล้ว เข้าเรียนก็มีค่าใช้จ่าย เรียนจบทำงานมีครอบครัวก็มีค่าใช้จ่าย พอเริ่มแก่ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย แม้กระทั่งวันที่เราตาย บางคนบอกว่าตาย จะจ่ายค่าอะไร ก็ค่าจัดงานอย่างไรล่ะครับ เดี๋ยวนี้ก็เป็นแสนๆ เหมือนกันนะงานศพ

ฉะนั้น ช่วงเวลาทุกช่วงมันต้องวางแผน ช่วงก่อนวัยเรียนทำอย่างไร หลังจากเริ่มทำงาน เราควรเก็บออมอย่างไร หลังจากเกษียณเราจะทำอย่างไร ทุกช่วงทุกเวลามันต้องมีการบริหาร ผมยกตัวอย่างง่ายๆ คนเราแปลกอย่างหนึ่ง สมมุติว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นแค่ 7 วัน เชื่อผมไหมว่าต้องหาข้อมูลเป็นเดือนๆ เที่ยวแค่ 7 วัน แต่เตรียมข้อมูลเป็นเดือน แต่ทำไมชีวิตเรา...เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์มันทันสมัยมาก ทำให้คนอายุยืนขึ้น ผมเชื่อว่าค่าเฉลี่ยของอายุคนในประเทศไทย 80 ดังนั้น อายุตั้งแต่ 0-80 ปี เราจะไม่วางแผนเลยหรือ เพราะไปเที่ยวญี่ปุ่นแค่ 7 วัน เรายังวางแผนเป็นเดือนๆ อันนี้คือข้อเปรียบเทียบ ถ้าเราไม่วางแผน ก็เหมือนเราล่องเรือไปในทะเลโดยไม่รู้จะไปทิศทางใด

มันมีเหตุผลอยู่ว่าทำไมต้องวางแผนการเงิน
อันดับแรกเลย ชีวิตมันเป็นสิ่งไม่แน่นอน หนึ่งก็คือเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เราไม่รู้หรอกว่า แค่ยุงลายกัดตัวเดียว เป็นไข้เลือดออก เสียค่าใช้จ่าย 10 กว่าล้าน มันแพงขนาดนั้นเลย อีกอย่าง โรคภัยไข้เจ็บเราไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อุบัติเหตุก็เช่นกัน ขับรถอยู่ดีๆ มีรถเบนซ์พุ่งเข้ามาชน เสียชีวิต นี่คือความไม่แน่นอนในชีวิต และสมมุติว่า ถ้าเราเป็นหัวหน้าครอบครัว แล้วเราต้องไปเจอเหตุการณ์อย่างนี้ เรามีลูก ภรรยา หรือพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู ถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่ คนข้างหลังจะทำอย่างไร อันนี้ถ้าเราไม่ได้วางแผนเรื่องของการบริหารความเสี่ยง ดังนั้น สิ่งแรกที่เราจะต้องคิดในส่วนนี้คือการทำประกันภัย ซึ่งถือเป็นพื้นฐานขั้นแรกของการวางแผนเลย

อันดับที่สองที่เราต้องวางแผนนั้นเกี่ยวกับอายุ
อายุเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มมากขึ้น เมื่อก่อนตอนผมเกิด 40 ปีที่แล้ว อายุเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 59 คือเสียชีวิตก่อนเกษียณด้วยซ้ำ ดังนั้นก็อาจจะมองว่าการวางแผนทางการเงินไม่จำเป็นเท่าไหร่ แต่เมื่ออายุเฉลี่ยของคนมันมากขึ้น อีกทั้งเทคโนโลยีทางการแพทย์ดีขึ้น เราอาจจะมีอายุยืนยาวไป 80 ปี หรือ 90 หรือ 100 ปี สังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมด สิ่งที่จะตามมาก็คือ ถ้าเราไม่มีการวางแผนในวัยเกษียณ ลองนึกดูว่าปัจจุบัน 7 วัน วันที่เราทำงานกับวันที่เราหยุด วันไหนใช้เงินมากกว่ากัน ส่วนใหญ่จะใช้เงินเยอะในวันหยุดหรือเสาร์อาทิตย์ วันธรรมดาก็ไม่ค่อยได้ใช้เงิน แต่หลังจากที่เราเกษียณ ก็กลายเป็นว่าทุกวันคือวันหยุด คือวันที่เราใช้เงิน ถ้าเราไม่เตรียมตัวดี ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนมาใช้

เหตุผลอีกอย่างหนึ่งคือโครงสร้างสังคมมันเปลี่ยน
เมื่อก่อน เราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้จะหาครอบครัวแบบนั้นได้ไหม คำตอบคือยาก เพราะโครงสร้างมันเปลี่ยนไป บางคนมีลูกน้อยลง สองคนก็เต็มที่แล้ว และมีลูกตอนอายุมากขึ้น เมื่อก่อนพ่อแม่เราอายุ 20 กว่าๆ ก็มีลูกกันหมดแล้ว เท่ากับว่าพอลูกจบการศึกษาแล้วทำงานก็สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ในวัยที่พ่อแม่เกษียณ แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ลูกยังไม่จบ พ่อแม่เกษียณแล้ว เท่ากับว่าเราจะไปพึ่งพาลูกหลานก็คงจะยาก

เหตุผลอีกข้อก็คือประเทศเราไม่ได้เป็นรัฐสวัสดิการ
สวัสดิการของบ้านเรา 600 บาทต่อเดือน หรือคนที่ทำประกันสังคม อายุ 55 แล้วจะได้เดือนละ 3,000 ผมเชื่อว่ามันไม่พอหรอก บวกอีก 600 เท่ากับ 3,600 ในอนาคตตอนที่เราเกษียณ อีก 20 ปี ผมว่ามันไม่มีทางอยู่ได้ ฉะนั้น ถ้าเราพึ่งพารัฐไม่ได้ เพราะไม่ใช่รัฐสวัสดิการ เราก็ต้องพึ่งตัวเอง นี่คือเหตุผลที่เราต้องวางแผน

ข้อถัดมา ผลิตภัณฑ์ทางการเงินมันมีความซับซ้อนมากขึ้น ตอนนี้มีกองทุนโน่นนี่นั่น มีหุ้นเยอะแยะ คนไทยเราส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้และยังถูกปลูกฝังให้เก็บในแบงก์ ซึ่งผลตอบแทนมันน้อย ดังนั้น เราต้องหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์กับเรา มันเลยต้องมีคนเข้าไปช่วยในเรื่องการวางแผนตรงนั้น ก็เลยเป็นที่มาของงานที่ผมทำอยู่ครับ

• ที่ปรึกษาทางการเงินหรือว่านักวางแผนการเงิน คนเหล่านี้ทำอะไรบ้าง

คนเหล่านี้ก็เหมือนเป็นโค้ชครับ คือง่ายๆ สมมติว่าถ้ามีสะพานข้ามแม่น้ำหรืออะไรสักอย่าง เราจะเป็นโค้ชที่พาคนเหล่านี้ข้ามไปให้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย ข้ามสะพานไปยังเป้าหมายของเขา เป้าหมายที่เขาอาจจะบอกว่าเขาอยากเกษียณที่อายุ 60 เขาอยากจะให้ลูกเขาเรียนจบปริญญาโทเมืองนอก เขาอยากจะมีบ้านหลังใหญ่ในอีก 10 ปีข้างหน้า คนที่ทำอาชีพนี้จะต้องคอยไกด์เขา ช่วยเขาบริหารจัดการการเงิน จัดการชีวิต เพื่อที่จะให้เขาข้ามจากจุดนี้ไปถึงเป้าหมายของเขา เราก็เหมือนเป็นตัวเชื่อมระหว่างปัจจุบัน พาเขาไปสู่อนาคต พาเขาไปยังเป้าหมายทางการเงินที่เขาต้องการ ประมาณนั้นครับ

ณ จุดนี้ ขอปูพื้นนิดหนึ่งครับว่า การวางแผนการเงินมี 6 หัวข้อที่เราต้องทำ 1.การบริหารรายรับรายจ่ายและบริหารหนี้สิน 2.การบริหารความเสี่ยงและวางแผนเรื่องการประกันภัย 3.การวางแผนวัยเกษียณ 4.การวางแผนภาษี 5.วางแผนการลงทุน 6.วางแผนมรดก นี่คือ 6 เรื่องที่คนเราจะต้องวางแผน

แต่เรื่องง่ายๆ ที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง คือการทำแผนรายรับรายจ่ายทุกเดือน เหมือนเป็นการตรวจสุขภาพทางการเงินของตัวเองว่า ณ จุดนี้ เราอยู่ที่ไหน ในแต่ละเดือนแต่ละปี อยากจะให้มาดูว่าตอนนี้เรามีสินทรัพย์อะไรบ้าง เราตีช่องไว้ ช่องซ้ายคือสินทรัพย์ ช่องขวาคือหนี้สิน ส่วนของหนี้สินระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ก็เป็นพวกหนี้บัตรเครดิต เราก็มาลิสต์เลยว่าเรามีหนี้สินบัตรเครดิตเท่าไหร่ เราไปกู้ใครมาเท่าไหร่ ใส่ตัวเลขไว้ แล้วหนี้สินระยะยาวล่ะ ซึ่งหมายถึงพวกค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ทีนี้พอได้แล้ว เราก็มาดูว่าสินทรัพย์ของเราที่มันลบหนี้สินแล้วเป็นบวกหรือลบ ถ้ามันเป็นบวกถือว่าสุขภาพการเงินของเราโอเค ดีแล้ว แต่ถ้ามันเป็นลบ ไม่ดีแล้ว เราต้องมาดูล่ะว่าเราจะบริหารหนี้สินของเราอย่างไร

ถ้าเป็นหนี้สินบัตรเครดิตมันเป็นหนี้สินที่ค่อนข้างจะแพงที่สุด ดอกเบี้ย 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นหนี้สินที่เราควรจะต้องจัดการโดยเร็ว แต่ถ้าเป็นหนี้บ้าน เราก็ต้องมาดูว่าถ้าบ้านเราผ่อนมานาน ปกติดอกเบี้ยบ้านก็ 6-7% ถ้าเราผ่อนบ้านมานานแล้ว เราสามารถทำรีไฟแนนซ์ได้ไหม เอาไปดีลกับธนาคารอื่น ได้ไหม โดยจะได้ดอกเบี้ยลดลงใน 2-3 ปีแรก นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างของการบริหารหนี้สิน

หลังจากเราบริหารหนี้สินแล้ว อันดับต่อไป เราก็มาดูเรื่องการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เราทำเป็นปีได้เลย ก็คือว่าปีหนึ่ง เงินเดือนเราเท่าไหร่ ก็เอามาคูณ 12 เดือน เรามีรายได้ทางอื่นไหมก็เอามารวมด้วย จากนั้นก็มาดูรายจ่ายว่ามีอะไรบ้าง โดยปกติจะมีรายจ่ายที่เรียกว่ารายจ่ายคงที่ เช่น ค่าผ่อนบ้าน รถ ประกันสุขภาพ ประกันรถ อีกประเภทคือรายจ่ายผันแปร เช่น ค่ากิน ค่าชอปปิ้ง ค่าสันทนาการต่างๆ ซึ่งรายจ่ายเหล่านี้เราสามารถบริหารได้

ถ้ารายได้เรามากกว่ารายจ่ายก็โอเค แต่ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่าย เราต้องมาบริหารตัวที่เป็นรายจ่ายผันแปร เรากินบางอย่างน้อยลงได้ไหม คือผมเห็นบางคนกินสตาร์บัคส์ทุกวันเลย แก้วละร้อยกว่าบาท เดือนหนึ่งก็ 4,000 แล้ว ปีหนึ่งก็เกือบ 5 หมื่นซึ่งถ้าเราสามารถลดรายจ่ายเหล่านี้ได้ เราก็จะประหยัดเงินไปหลายหมื่นบาทต่อปี นี่คือเริ่มจากง่ายๆ นะครับ หรืออย่างเสื้อผ้า เราเปลี่ยนจากที่เคยซื้อแบรนด์เนมแล้วไปซื้อที่ธรรมดาๆ ได้ไหม หรือว่าสันทนาการที่เราต้องไปเฮฮากับเพื่อนทุกวันศุกร์ อาจจะเป็นศุกร์เว้นศุกร์ได้ไหม ผมว่าถ้าลดรายจ่ายพวกนี้แล้วปลี่ยนเป็นเริ่มเงินออม จะดีกว่าไหม จริงๆ แล้วสมการคนไทยเกือบทุกคนจะเป็นเหมือนกันคือ “รายได้ลบรายจ่าย เท่ากับเงินออม” ผมอยากให้เปลี่ยนสมการใหม่ เป็น “รายได้ลบเงินออม เท่ากับรายจ่าย”

ความหมายก็คือว่า ถ้าเรามีเงินเดือน 5 หมื่น เก็บเลย 5 พัน ถือเป็นรายจ่ายในการออมและการลงทุน ถ้าเราสามารถเก็บเงินได้เดือนละ 10% คือ 5 พัน หนึ่งปีก็ 6 หมื่น แล้วเราก็เอาเงิน 6 หมื่นที่เราออมได้ทุกปี ไปบริหารให้เกิดผลตอบแทน ซึ่งอาจจะไปซื้อกองทุน หรือมาดูว่าเป้าหมายทางการเงินของเราเป็นอย่างไร อาจจะไปซื้อตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากธนาคาร

• แล้วถ้าเกิดไม่พอล่ะครับ เราไปจับเอา 5 พันที่เก็บมาใช้ได้ไหม

ไม่ได้ครับ (ยิ้ม) คือผมอยากให้เราแบ่งกระเป๋าเงินเราใหม่ สมมติเราบอกว่าเรามีรายจ่ายที่เป็นรายจ่ายประจำ เราก็เอาเงินใส่ซองจดหมาย แล้วแยกไปเลยว่าซองนี้คือค่าอาหาร ซองนี้ค่าเดินทาง ค่าน้ำค่าไฟ ค่ารถ ค่าผ่อนบ้าน เราแบ่งเงินออกเป็นซองๆ แล้วเราก็ใช้จ่ายตามซองนั้น ซองที่เป็นค่าชอปปิ้ง เราให้งบตัวเอง 2 พัน ถ้าเดือนนั้นใช้หมดไปแล้วก็ห้ามหยิบจากซองอื่น หรือให้งบค่าอาหารเดือนละ 3 พัน แต่ปลายเดือนมันเริ่มหมดไป เราห้ามดึงเงินออกมาจากซองอื่น เราต้องรู้แล้วว่าเราต้องกินให้ประหยัดลงหรือว่าต้องบริหารค่าใช้จ่ายอย่างไรต่อไป

• ฟังๆ ดูเหมือนเคร่งเครียดและบีบๆ ตัวเองอยู่นะครับ

เราต้องมองอย่างนี้ครับว่า เราออมวันนี้เพื่ออนาคตของตัวเอง เราออมเพื่อคนแก่ที่หน้าตาเหมือนเราในอนาคต ถ้าเราไปมองกระจก เราก็มองเห็นตัวเอง หน้าแบบนี้ ผมจะหงอก ต่อไปมีริ้วรอยขึ้นมา เราจะออมเพื่อตัวเราเอง ก็เหมือนที่บอก เมื่อถึงเวลาที่เราเกษียณไป ถ้าเราไม่มีเงิน พึ่งลูกหลานได้ไหม ก็อาจจะยังไม่ได้ เขาอาจจะเพิ่งเรียนจบ เพิ่งเริ่มต้นทำงาน เราจะหวังให้เขามาช่วยคงยาก หรือจะพึ่งรัฐบาล ประเทศเราไม่ใช่รัฐสวัสดิการ หวังพึ่งเงิน 600 บาทกับประกันสังคมคงจะไม่พอ ฉะนั้น การที่เราพึ่งตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยการที่เราแค่เก็บเงินเดือนละ 10% จากรายรับ ผมว่าเราทำได้ อย่างที่บอก เราต้องดูว่ารายจ่ายตรงไหนที่เราลดได้ เราลดแล้วมาออมเพื่อตัวเราเองในอนาคต

ผมอยากให้คนไทยออมเงินมากๆ เพราะมีสถิติออกมาว่า ในบ้านเรา คนที่อายุเกิน 60 ไปแล้วมีเงินในบัญชีที่เป็นเงินออมเกิน 1 ล้าน แค่ 5% เอง และ 63% ไม่มีเงินออม แล้วชีวิตในวัยเกษียณเราจะเป็นอย่างไร ผมจึงอยากจะฝากถึงน้องๆที่เพิ่งเริ่มทำงานว่า ก่อนจะไปซื้อรถ ซื้อคอนโด อยากให้เก็บออมก่อนสัก 5 ปี แล้วค่อยไปซื้อก็ยังทัน สมมติว่าถ้าเราผ่อนรถเดือนละหมื่น เป็นเวลา 5 ปี รถที่เราซื้อ สมมติราคา 6 แสน อีก 5 ปีข้างหน้ามันจะลดเหลือ 3 แสน แต่ถ้าเราออมเดือนละหมื่น 5 ปี เงิน 6 แสนมันก็จะออกดอกผลเป็นล้านหนึ่งก็ได้ คือเห็นความต่างไหม สมมติเราออม 5 ปี ได้เงินล้าน เราก็ไปซื้อรถได้ ช่วงเริ่มต้นทำงานก็ใช้บริการสาธารณะไปก่อน ผมอยากให้เปลี่ยนแนวคิด

• ย้อนกลับไปที่อาชีพของคุณสักนิด คือสำหรับชาวบ้านทั่วๆ ไป พอได้ยินคำว่า “ที่ปรึกษาทางการเงิน” ก็จะมโนก่อนว่า ถ้าไปหาคนนี้แล้วน่าจะรวย เป็นอย่างนั้นไหม

ถามว่าจะรวยไหม จริงๆ ที่ปรึกษาทางการเงินไม่ได้บอกว่าจะทำให้ลูกค้าหรือคนที่มาปรึกษาร่ำรวย แต่เราจะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่เขาต้องการ ถ้าเขาบอกว่าเขาต้องการให้ลูกเขาเรียน ป.โท เมืองนอก แล้วตัวเองขอแค่มีเงินใช้เดือนละ 3 หมื่นในวัยเกษียณ เราก็จะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายนั้นๆได้ ถ้าดูค่าใช้จ่ายแล้วเขายังทำไม่ได้ เราก็จะไกด์เขาว่าคุณต้องไปบริหารรายรับรายจ่ายของคุณให้ดีก่อน ต้องไปหารายได้เพิ่มขึ้น ทำอาชีพเสริม ถ้าอาชีพเดิมได้รายได้เท่านี้ ต้องมีอาชีพอื่นเพิ่มเข้ามา ต้องไปลดรายจ่าย หรือคุณต้องบริหารหนี้ก้อนนี้ให้เสร็จแล้วค่อยมาคุยกันต่อ เราก็จะไกด์ทุกๆ ขั้นตอนของการวางแผน เราต้องอยู่ไกด์เขา คือเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ถ้ามาบอกว่าผมอยากรวย ช่วยผมหน่อย อันนี้มันก็อาจจะไม่ค่อยตรงสักเท่าไหร่ เราทำตามเป้าหมายของลูกค้าแต่ละคนเพื่อให้เขาบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่เขาต้องการมากกว่า

• การไปหาที่ปรึกษาทางการเงิน มีค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง

ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นอย่างนี้ครับ คือค่าที่ปรึกษา ซึ่งจะขึ้นอยู่กับจำนวนทรัพย์สิน ถ้าต่ำกว่า 3 ล้าน ก็ประมาณหมื่นห้า คือเราจะทำแผนทุกแผนให้เขา และเมื่อเราเสนอแผน มันก็จะมีเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราจะช่วยค้นหาว่าควรเอาเงินไปไว้ตรงไหน ลูกค้าจะออมเงิน ต้องทำอย่างไร สมมติว่าต้องมีการวางแผนประกันตรงนี้เท่านี้ ต้องมีเงินเท่านี้ไว้เพื่อวัยเกษียณ ตรงนี้เป็นเรื่องการดูแลเรื่องการศึกษาบุตร เพราะไม่สามารถเอาไปฝากธนาคารที่ผลตอบแทนน้อยกว่าเงินเฟ้อได้แล้ว ซึ่งการทำตรงนั้นเราก็จะได้ค่าคอมมิชชั่นจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เสนอเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะในแต่ละราย สมมติว่าเราเสนอแผนไปแล้ว ลูกค้าโอเคกับโปรดักต์พวกนี้ ค่าที่ปรึกษาหมื่นห้า เราจะไม่คิด เพราะเรามีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นแล้ว แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาหาโปรดักต์ทางการเงินของเขาเอง เขามีคนดูแลอยู่แล้ว ผมก็คิดแค่ค่าที่ปรึกษาหมื่นห้า จากนั้น คุณก็เอาแผนที่ผมคิดไปจัดการต่อ ก็ถือว่าจบ แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเจอก็คือเราจัดการให้หมด เพราะมันเหมือนเป็นวันสต็อป เซอร์วิส คือทั้งวางแผนและคัดสรรผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะมาตอบโจทย์แผนนั้นๆ

• ต้องมีเงินมากเท่าไหร่ ถึงจะวางแผนทางการเงินได้

จริงๆ ในตอนแรกที่คุยกัน ผมบอกไว้ว่าคนไทยทุกคนต้องวางแผนการเงิน ไม่ใช่ว่าต้องรวยเท่านั้น แต่มันหมายถึงว่าคุณจะทำอย่างไรให้คุณมีเงินออมเพื่อใช้ในวัยเกษียณ ทำอย่างไรให้รายได้มากกว่ารายจ่าย ทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมายในอนาคต ให้คุณมีชีวิตที่สุขสบายขึ้น อย่างที่ผมบอก 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ของคนวัยเกษียณ ไม่มีเงินออมเลย แถมหลายรายยังติดลบด้วย ทำงานมา 40 ปี ไม่มีเงินออม เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ถามว่า แล้วจะอยู่อย่างไร

ถ้าเราปลูกฝังความคิดเรื่องการวางแผนการเงินให้เด็กๆที่เพิ่งเรียนจบมา ให้เขารู้ว่าเขาควรจะต้องวางแผนอย่างไร คนรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต เราต้องให้เขาวางแผนทางการเงินตั้งแต่ตอนนี้ ผมมีลูกค้าที่เป็นเด็กจบใหม่ก็เยอะนะ การทำงานของผมเหมือนการให้ความรู้คน ช่วยคนมากกว่า รายได้มันเป็นผลพลอยได้ และจริงๆ ผมเห็นว่ารัฐน่าจะให้ความรู้กับคนในเรื่องการวางแผนการเงิน มีการส่งเสริมเรื่องพวกนี้ให้คนเข้าใจมากขึ้น น่าจะมีการสอนเรื่องเพอร์ซันนัล ไฟแนนซ์ (Personal Finance) ให้กับเด็ก ตั้งแต่มัธยมเลยด้วยซ้ำ เพราะปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ มันง่ายกว่า แต่เดี๋ยวนี้เรียนจบมา เหมือนเป็นแฟชั่นเลยว่าต้องเล่นหุ้น ไม่ทำงานแต่ขอเงินพ่อแม่ไปเล่นหุ้น ผมว่ามันค่อนข้างจะข้ามขั้นตอนไป เรื่องอิสรภาพทางการเงิน ทุกคนอยากมีหมด ฮิตมาก อยากมีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่อายุ 30 อยากมีเงิน 500 ล้าน พันล้าน โดยที่ยังไม่ทันเริ่มทำงานเลย

จริงๆ การมีอิสรภาพทางการเงิน ผมคิดว่า เราแค่มีความสุขกับงานที่เราทำ แล้วมีรายได้จากงานที่เราทำอย่างเพียงพอ มีรายได้เข้ามาทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างที่เราต้องการ มีเงินใช้เลี้ยงดูครอบครัวอย่างพอเพียง จริงๆเราแค่ยึดหลักในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ว่าต้องมีเงินพันล้าน ถึงจะมีอิสระทางการเงิน

• ไม่รวยมาก แต่ก็มั่นคง

ใช่ครับ ไม่รวย แต่ว่าบรรลุเป้าหมายตามที่ตัวเองต้องการได้ คือเหมือนเรามีความฝันว่าเราอยากเห็นลูกเราเรียนในมหาวิทยาลัยที่เราต้องการ เราได้ใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างเกษม ไม่ใช่เกษียณอย่างกระเสือกกระสน อายุ 60 แล้วไม่ต้องทำงานหนัก พอมีเงินใช้บ้าง อาจจะไม่หรูหราเหมือนเดิม แต่อยู่ได้ ไม่รบกวนลูกหลาน ผมว่าแค่นี้ก็พอแล้วสำหรับชีวิตคนหนึ่งคน มีความสุขแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีเงินล้นฟ้า เพราะแบบนั้น บางทีก็ไม่ได้มีความสุขที่แท้จริงแต่อย่างใด


“พีระมิดทางการเงิน”
ทำได้ ชีวิตการเงินไม่พัง

“พีระมิดทางการเงิน เหมือนกับรูปสามเหลี่ยมพีระมิดอียิปต์ ที่เขาเปรียบเทียบอย่างนี้ เพราะฐานหรือรากฐานที่กว้าง ทำให้พีระมิดอยู่ได้เป็นพันๆ ปี ไม่มีล้มหายตายจาก เขาจึงนำมาเปรียบเทียบ ทีนี้ เราจะแบ่งพีระมิดทางการเงินของเราให้เป็น 3 ชั้น ชั้นแรก ล่างสุด เป็นเรื่องการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ชั้นที่ 2 คือการสะสม (Accumulation) ชั้นบนสุด คือการลงทุน (Investment)

เรามาดูชั้นล่างสุดก่อน “การบริหารความเสี่ยง” แบ่งเป็น 4 ช่อง
ช่องที่ 1 คือเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน (Emergency Cash) เราจะต้องมีเงินตรงนี้อยู่ เงินนี้มาจากไหน สมมติว่าเรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 2 หมื่นบาท เราจะต้องมีเงินซึ่งอยู่ในสภาพคล่อง พร้อมที่จะใช้ 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน นั่นก็คืออย่างน้อย 6 หมื่น สำหรับพนักงานประจำหรือมนุษย์เงินเดือนจะต้องมีสำรองอย่างน้อย 3 เดือน เพราะโอกาสที่จะตกงานอาจจะมี บริษัทเลิกจ้างหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ไม่มีงานทำ ฉะนั้นจะต้องมีเงินไว้เลี้ยงตัวเองตอนที่หางานใหม่ประมาณ 6 หมื่น สำหรับคนที่มีค่าใช้จ่าย 2 หมื่นต่อเดือน ถ้ามีค่าใช้จ่าย 1 หมื่น ตรงนี้ออมไว้ 3 หมื่นก็พอ อย่างน้อย 3 เดือน เราหางานใหม่ได้อยู่แล้ว ในช่วงหางาน ก็เอาเงินตรงนี้มาใช้ แต่สำหรับคนที่ต้องมี 6 เดือนคืออาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ อาชีพที่ไม่ได้ทำงานประจำ เพราะบางทีเราเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่สามารถทำงานได้ เราจะได้ใช้เงินนี้มาคอยประทังชีวิตในช่วงที่เราไม่สามารถทำงาน หรือบางที คนที่ทำธุรกิจแล้วธุรกิจติดขัด อะไรอย่างนี้ ก็สามารถเอาเงินตรงนี้มาจุนเจือครอบครัวได้

ช่องที่ 2 เป็นเงินคุ้มครองรายได้ครอบครัว (Family Income Protection) ในกรณีที่เราเป็นหัวหน้าครอบครัว แล้วเราเกิดอุบัติเหตุ เป็นโรคร้ายแรงเสียชีวิต ลูกยังเรียนไม่จบ ภรรยาไม่ได้ทำงาน เพราะส่วนใหญ่หลายครอบครัวให้ภรรยาดูแลบ้านแล้วตัวเองทำงานคนเดียว และอีกอย่าง สังคมบ้านเราตอนนี้มีลูกน้อย มีลูกช้าลง คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะถูกเรียกว่าแซนด์วิช เจเนอเรชัน ก็คือดูแลทั้งข้างบนและข้างล่าง ข้างบนคือพ่อแม่ที่เกษียณแล้ว ข้างล่างคือลูกที่อยู่ในวัยเรียน เท่ากับว่าต้องดูแลทั้งสองฝั่ง แล้วถ้าเกิดคนนั้นเป็นอะไรขึ้นมา ครอบครัวเขาล้มเลยนะ เขาไม่ได้ล้มคนเดียว รายได้หาย ไลฟ์สไตล์เดิมๆ อาจจะไม่ได้ บ้านอาจจะต้องขาย รถอาจจะไม่มีผ่อน ชีวิตพังเลย

ณ จุดนี้ก็ต้องหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม เหมือนการทำประกันชีวิตที่มีทุนประกันที่เหมาะสม หัวใจของมันก็คือเราต้องคำนวณว่ารายจ่ายของเราของครอบครัวเรา ปีละเท่าไหร่ สมมติปีละล้าน จากนั้นมาดูว่าอีกกี่ปีลูกคนเล็กจะเรียนจบการศึกษาขั้นสูงสุด ถ้าตอนนี้ลูกคนเล็กอายุ 6 ขวบ ก็แสดงว่าอีก 15 ปีเค้าถึงจะจบปริญญาตรี ฉะนั้นเราสามารถคำนวณทุนคุ้มครองชีวิตอยู่ที่ 15 ล้าน บางคนบอกว่ามันเยอะเกินไป ก็ใช้อีกสูตรหนึ่งคืออย่างน้อยต้องมีสำรอง 60 เท่าของร่ายจ่ายก็คือ 5 ปี คูณ 5...ปีละล้านคูณ 5 เป็นอย่างน้อย ถามว่าทำไมต้อง 5 ปี ก็เพื่อให้คนในครอบครัวได้ปรับตัวในช่วง 5 ปีแรก ภรรยาจากที่ไม่เคยทำงานก็จะต้องหาวิธีที่จะมาช่วยจุนเจือรายได้พวกนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีการทำการป้องกันรายได้ครอบครัวไว้ประมาณ 5 ปี

ช่องที่ 3 คือประกันสุขภาพ (Health Insurance) ทั้งส่วนตัวและครอบครัว ถ้าเราไม่มีพ่อแม่พี่น้องต้องดูแล อยู่โดดเดี่ยว ก็ดูแลตัวเองพอ เพราะตรงนี้เหมือนกับว่าถ้าเราเป็นโรคร้ายแรงหรือเกิดอะไรขึ้นมา เราไปนอนโรงพยาบาล รู้ไหมว่าเราต้องจ่ายเท่าไหร่ครั้งหนึ่ง ไม่รู้ โรงพยาบาลส่งบิลค่ารักษามาเท่าไหร่ เราก็ต้องจ่าย ดังนั้น ประกันสุขภาพก็เป็นเรื่องที่ต้องทำ

ช่องที่ 4 คือการประกันทรัพย์สิน (Asset Insurance) เช่น รถ บ้าน พวกนี้ก็ต้องทำ เพราะเกิดเราขับรถอยู่ดีๆ พลาดไปชนคนอื่น ถ้าเราไม่ได้ทำประกันรถไว้ เงินทั้งหมด เราก็ต้องมาจ่ายค่าเสียหาย หรือบ้าน ถ้าไม่ทำประกันอัคคีภัย โจรกรรม หรือเกิดไฟไหม้ครั้งเดียว หมดเลย หนี้เราก็ต้องใช้เพราะยังผ่อนไม่หมด แต่บ้านไม่อยู่แล้ว

นี่คือพีระมิดชั้นแรก เป็นชั้นที่เกี่ยวกับเรื่องการบริหารความเสี่ยง และเมื่อเราบริหารความเสี่ยงได้แล้ว เราค่อยไปจัดการกับชั้นที่ 2 ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่อง ช่องที่ 1 เรื่องการศึกษาสำหรับบุตร สำหรับคนที่มีครอบครัว อีกช่องเป็นเรื่องของวัยเกษียณ เรื่องการศึกษาของบุตร เราได้วางแผนการศึกษาของเขาไว้อย่างไร และเราบริหารเงินก้อนนี้อย่างไร สมมติว่าลูกเราอีก 10 ปีข้างหน้า จะต้องใช้เงิน 2 ล้าน เราจะบรรลุเป้าหมายทางการเงิน 2 ล้านนี้ได้อย่างไร ขณะที่ช่อง 2 ซึ่งเกี่ยวกับการเกษียณของเรา เราตั้งใจจะเกษียณที่อายุ 60 แล้วเราอยากจะมีเงินใช้หลังจากเกษียณเท่าไหร่ สมมติสองแสน แต่สองแสน ณ ปัจจุบันกับสองแสนในอนาคตไม่เท่ากัน เพราะค่าเงินเฟ้อ ดังนั้น การเตรียมสองแสน อาจไม่พอ เราต้องเตรียมถึง 4-5 แสน เราต้องมาคำนวณดูว่าเราใช้เท่าไหร่ ปกติมันมีสูตร คือ 70% ของรายได้เดือนสุดท้าย สมมติรายได้เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ 1 แสน เราต้องมี 7 หมื่นต่อเดือนเพื่อที่จะรักษาไลฟ์สไตล์แบบเดิมๆ หลังเกษียณไปแล้ว ค่าใช้จ่ายต่างๆ อาจจะไม่จำเป็น ไม่ได้ใช้อะไรมาก แค่ 70% ของรายได้ก็พอ นี่คือเก็บไว้ตอนเกษียณ

ตรงนี้มันคือซีเรียสมันนี่ (Serious Money) คือสิ่งที่ต้องมี ที่ผมย้ำแต่แรกเลยว่า เวลาเราวางแผน อย่างน้อยต้องวางแผนเรื่องเกษียณเอาไว้ด้วย เพราะส่วนใหญ่คนจะมุ่งลงทุนอย่างเดียว นั่นก็คือชั้นที่ 3 ของพีระมิด เป็นเรื่องยอดฮิตของคนไทย คนไทยชอบเรื่องหุ้น ทอง ที่ดิน คอนโด ซึ่งจริงๆ มันคือการเก็งกำไร ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ แต่ต่อเมื่อคุณวางรากฐานพีระมิดสองชั้นแรกไปแล้ว คุณบริหารความเสี่ยงเอาไว้แล้ว คุณดูเรื่องการเกษียณ เรื่องการศึกษาบุตรไว้แล้ว จากนั้น คุณค่อยไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นเรื่องของการเก็งกำไร

แต่ทุกวันนี้ คนเรามักจะทำพีระมิดกลับหัว สุดท้ายเกิดอะไรขึ้น คือฐานมันแคบ มันก็ล้มได้ วันหนึ่งเราเอาเงินไปลงทุนในทอง ในหุ้น ในที่ดิน พวกนี้มันมีการขึ้นลงของราคา สมมติเราไปซื้อทอง 28,000 ซื้อหุ้นราคาสูงๆ แล้วเราเกิดติดดอย แล้ววันหนึ่งเราเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง ตรงนี้จะทำอย่างไง เราต้องการเงินฉุกเฉิน เราตกงานปุ๊บ แล้วหุ้นยังตกอยู่ เราขายก็ขาดทุน นี่คือสิ่งที่คนไทยทำพลาดมาโดยตลอด เพราะไม่รู้จักเรียงลำดับความสำคัญของการบริหารเงิน”




*** ขอบคุณสถานที่ : ร้าน Classy Coffee เลขที่ 456 ถนนลาดปลาเค้า ซอยลาดปลาเค้า 48 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร โทร.08-1424-4453
_________________________

เรื่อง : กมลพร วรกุล, อภินันท์ บุญเรืองพะเนา
ภาพ : วชิร สายจำปา

เปิดตัวตนสุดยอดคนล่าฝัน เผยกลยุทธ์สร้างกิจการส่วนตัวให้ประสบความสำเร็จ
เปิดตัวตนสุดยอดคนล่าฝัน เผยกลยุทธ์สร้างกิจการส่วนตัวให้ประสบความสำเร็จ
เปิดเคล็ดกลยุทธ์ทำธุรกิจส่วนตัวให้ประสบความสำเร็จ จาก 5 เจ้าของแบรนด์ดังผู้ตั้งต้นสร้างตัวมาแบบคนหน้าใหม่ กระทั่งยืนหยัดได้ในเส้นทางธุรกิจ ใครที่กำลังคิดจะมีกิจการส่วนตัว นี่คือ Case Study กรณีศึกษาที่อาจให้แนวทางบางประการแก่คุณ ยังคงเป็นเทรนด์ เป็นทางชีวิต ความคิดความฝันสำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่อยากจะมีกิจการเป็นของตนเอง แต่เส้นทางสายนี้ก็ต้องแลกมาด้วยอะไรหลายอย่าง เฉกเช่นพวกเขาเหล่านี้ที่ผ่านวันเวลา ยืนหยัด ต่อสู้ ด้วยมุมมอง ไอเดีย วิธีคิด และการลงมือทำ จนประสบความสำเร็จ ก่อเกิดเป็นแบรนด์ซึ่งได้รับการยอมรับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...