xs
xsm
sm
md
lg

อย่าเพิ่งเลือกตั้ง

เผยแพร่:   โดย: เสียงประชาชน

เรียน คุณสนธิ

วันนี้ 6 เมษายน 50 ได้ดูรายการยามเฝ้าแผ่นดิน ซึ่งปกติก็ดูเป็นกระจำ แต่วันนี้คุณสนธิอธิบายได้กระจ่างชัดเข้าใจงง่ายมาก นั่นคือเรื่องของการปฏิรูปการเมือง

ถ้านับตั้งแต่ผมเกิดมา ชีวิตนี้เห็นการรัฐประหาร 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกก็ยุคชาติชาย ชุณหะวัน แต่ยุคนั้นยังไม่ทราบอะไรมากและหาอ้างอิงไม่ค่อยได้ ไม่ขอพูดถึง

ยุคนี้ก็ยุคของทักษิณ ชินวัตร ยุคของพญามาร ที่หลายต่อหลายคนจารึกให้ว่าเป็นที่สุดของความเลวร้ายในแผ่นดิน
วัฐจักรมันวนซ้ำวนซ้อน มีนักการเมืองโกง โกงมากๆตรวจสอบก็ไม่ได้ ก็มีรัฐประหาร พ้นรัฐประหารก็ซื้อเสียงกันเข้ามาเพื่อโกย บางพวกโกยติดใจอยู่ต่อยาว ตรวจสอบเล่นงานก็ไม่ได้ ก็เกิดรัฐประหาร

เมื่อเราหยุดและย้อนมองเข้าไปในใจกลางของวังวนน้ำเน่าอันนี้ เราจะพบว่าต้นตอมาจากไม่กี่อย่าง ไม่ถึงสิบ ที่เป็นต้นตอจริงๆ นั่นคือ..

1. ความไม่รู้ของประชาชน ไม่รู้ทั้งสิทธิของตนเอง ไม่รู้ทั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากนักเลือกตั้ง

2. นักเลือกตั้ง ต้องเรียกเช่นนี้ก็เพราะมันต่างจากนักการเมือง ตรงที่นักการเมืองเข้ามาทำงานจริงและเป็นประโยชน์โปร่งใส นักเลือกตั้งจะจ่ายเงินซื้อเสียงแล้วเข้ามาโกง

3. ปัจจัยในการส่งเสริมให้ประชาชนมีองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่างๆ ผู้นำชุมชนที่ดี หรือกลุ่มคนที่จะนำความรู้เข้าสู้ประชาชน

4....

5.....

เรามามองความจำเป็นแค่ข้อหลักๆ

มองข้อแรก ความไม่รู้ของประชาชนผิดไหม? ไม่ผิดครับ เราจะบังคับให้เขาผิดได้อย่างไรในเมื่อไม่มีใครทำให้เขารู้ว่าเขาควรต้องรู้ แต่การที่ประชาชนจะมีความรู้ได้ สิ่งนอกเหนือจากสถาบันการศึกษาแล้ว ก็ได้แก่สื่อประเภทต่างๆ อย่างที่ชอบเรียกกันนักว่าจะให้มีสื่อเสรีอย่างนั้นอย่างนี้

แต่สิ่งที่เรียกว่าสื่อเสรีนั้นที่เคยมี มันกลับไม่มี เพราะนักธุรกิจเข้าไปซื้อมันเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้ตัวเอง ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็คงจะเสรีไม่ได้ เพราะนักธุรกิจและนักการเมืองคนนั้นจะยอมให้สื่อของตนนำเสนอความจริงให้ชาวบ้านได้อย่างไร เมื่อชาวบ้านเข้าใจก็จะมีปัญญามากขึ้น เมื่อมีปัญญามากขึ้นก็จะถูกหลอกยาก เมื่อถูกหลอกยากแล้วก็จะเริ่มตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เข้ามามีส่วนร่วมในส่วนต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการสร้างอาวุธให้ผู้คนใช้มันเข้าทิ่มแทงตนเอง ดังนั้นถ้าปล่อยไปลอยๆ คงจะเป็นการยากที่จะมีนักลงทุนพันล้านยอมลงทุนแบบขาดทุนเพื่อให้สื่อของตนนำเสนอแต่สาระและความจริงให้ผู้คน

มองข้อที่สอง นักเลือกตั้งสร้างปัญหาอย่างมากในระดับท้องถิ่น เพราะคนพวกนี้ส่วนมากก็เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ในท้องถิ่นนั้น แล้วก็มาลงเลือกตั้งโกยผลประโยชน์จากการเมือง ถ้าเรามองไปที่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ มันก็แค่เป็นการร่างกฏขึ้นมา เพื่อให้นักเลือกตั้งทำงานยากขึ้นมานิดเดียว แต่ปัจจัยสำคัญ3ข้อยังคงเดิม ก็คงจะไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงวงจรอุบาทว์นี้ได้

นอกจากนี้ เนื่องจากนักเลือกตั้งเป็นเจ้าพ่อในท้องถิ่น หรือคนใหญ่คนโตในถิ่นนั้นแล้ว การที่องค์กรๆหนึ่ง, กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง จะนำความรู้ความจริงไปเข้าถึงประชาชนได้ จึงเป็นเรื่องที่ยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างเห็นได้ชัดจากปีที่แล้ว ที่กลุ่มพันธมิตรฯจะไปปราศัยความจริงในภาคอีสาน แต่กลับโดนกุ๊ย อันธพาล รวมไปถึงตำรวจ ซึ่งเป็นลิ่วล้อของนักการเมืองท้องถิ่นเหล่านั้นปั่นป่วนฉีกป้าย ทำลายงาน

มองข้อที่สาม การปฏิรูปสื่อนั้น ไม่ใช่แค่ตั้งสถานีโทรทัศน์, วิทยุขึ้นมาใหม่ หรือเปลี่ยนชื่อใหม่จาก itv เป็น titv แต่จะต้องหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านการบริหาร จัดการ การนำเสนอข่าวสาร เนื้อหาสาระ ซึ่งเป็นสาร สื่อไปเข้าสู่สายตา สู่ประสาทรับรู้ของประชาชนได้อย่างง่ายดาย โดยที่ประชาชนจะเสียเงินเพื่อรับรู้น้อยที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง และก็จะต้องมีการกระตุ้นให้เกิดการรับรู้สนใจเนื้อหาสาระ ความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมือง ถ้ามีการปฏิรูปอย่างจริงจังและหนักแน่น ต่อให้เป็นเจ้าถิ่นกี่รายรวมหัวกันก็ต้านทานไม่อยู่

แล้วทีนี้ จะเป็นอย่างไรถ้าเราแค่ทำปฏิรูปรัฐธรรมนูญ..

ผมไม่อยากจะเรียกว่าปฏิรูปรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ เพราะมันก็แค่เขียนขึ้นมาใหม่ไปงั้นๆ แต่ผลที่จะเกิดขึ้นคือ ไม่ว่าส.ส.จะมีกำหนด 90วัน หรือไม่90วัน จะกี่คนยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ก็ตาม มันก็จะมีกระบวนการช่องทางซิกแซกให้หนักสาหัสมากขึ้นกว่าเก่า เพราะอาจจะมีการก่อกวนอย่างรุนแรง "กรอบยิ่งมาก ประชาชนยังคงไม่รู้ การต่อสู้เพื่อให้พ้นการตรวจสอบก็จะรุนแรงขึ้น" ปีพ.ศ.2549 ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วสำหรับคนที่รู้ ว่ามีการข่มขู่คุกคามต่างๆมากมาย โดนกันเป็นแถบๆไม่ว่าใครที่ไปกล้าหือตรวจสอบพวกมัน

หรือการระเบิดเมื่อต้นปี 2550 ก็อีกหนึ่งตัวอย่าง ที่ต่อต้านอย่างรุนแรงมากจากอำนาจเก่า เพื่อหาทางหนีจากการพิจารณาคดีต่างๆ

มองมาที่ปลายทาง ถ้าเราไม่มีการปฏิรูปการเมือง

การรัฐประหารครั้งนี้ นอกจะไม่สำเร็จไม่เป็นผลแล้ว จะทำให้บ้านเมืองนี้ประเทศนี้ ย้อนกลับเข้าไปสู่วงจรอุบาทว์ วงจรน้ำเน่า เหมือนเดิมทุกประการ แตกต่างที่มันจะรุนแรงขึ้นกว่าเดิมมาก ปัจจับอื่นๆนอกจากสื่อเสรีและการให้องค์ความรู้ประชาชนแล้วนั้น ด้านสังคมและเศรษฐกิจก็จะเลวร้ายต่อเนื่อง กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่อิงกับอำนาจรัฐ จะยังคงยืดอกผงาดอยู่และเบียดเบียนรายย่อยต่อไปโดยไร้ความยุติธรรม ปัญหาคุณธรรมของสังคมก็จะไม่มีทางดีขึ้น เพราะกลุ่มการเมืองผูกขาดที่เพิ่งจะโดนถีบออกไป ก็จะกลับมาเช่นเดิม และจะเน้นย้ำบริโภคนิยมเช่นเดิม เมื่อบริโภคนิยมแล้วความฟุ้งเฟ้อไม่ลดในขณะที่คนยากจนเพิ่มขึ้นแต่ความต้องการฟุ้งเฟ้อไม่ลด ปัญหาอาชญากรรมจะเพิ่ม โสเภณีก็เพิ่ม ผู้ทำกิจการรายย่อยต่างๆที่โดนเบียดเบียนก็จะสิ้นหวัง ไม่สิ้นคิดก็สิ้นหนทาง คือไม่ไปลักเล็กขโมยมากก็ไปทำงานบริษัท เป็นปลาว่ายในตู้กระจก มาถึงตรงนี้แล้ว คงไม่ต้องต่อแล้วว่าจะเป็นอะไรต่อไปอีก

คมช. ต่ออายุออกไปเถอะครับ อย่างน้อยก็อีก2ปีอย่างที่คุณสนธิว่าไว้ แล้วตั้งรัฐบาลให้เฉียบ มาปฏิรูปการเมืองให้สำเร็จ ทำให้ผู้คนมีความหวังต่อๆไปเหมือนวันที่พวกท่านทำรัฐประหารสักหน่อยเถิด อย่าให้วันที่คนไทยมีความหวังแค่วันๆเดียว

mr.v winchi

******
คอลัมน์-“เสียงประชาชน”นี้จะเป็นช่องทางให้ประชาชนที่ต้องการแจ้งข่าวคราว เบาะแส ระบายความในใจต่อความเป็นไปในบ้านเมือง เพื่อส่งผ่านไปยังผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ผู้เกี่ยวข้อง และประชาชนในแผ่นดินได้รับรู้ร่วมกัน โดยส่งมาที่ peoplevoice@manager.co.th หรือส่งจดหมายมาที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล 102/1 บ้านพระอาทิตย์ ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม.10200 วงเล็บมุมซองว่า “เสียงประชาชน” หรือ โทรสาร 02-281-1708
กำลังโหลดความคิดเห็น...