xs
xsm
sm
md
lg

อึดอัดกับการเมืองไทย

เผยแพร่:   โดย: เสียงประชาชน

เขตบางขุนเทียน
กรุงเทพฯ 10150
25 กุมภาพันธ์ 2550

เรียน คุณสนธิ ที่นับถือ

ผมได้ฟังคุณสนธิ ปรารภว่า ประเทศนี้ เมืองนี้ ทำความดีได้ยาก ฉิบหายเลย แล้วผมก็เป็นทุกข์เป็นร้อน เพราะผมคิดว่ามีแต่ผมคนเดียวที่คิดเช่นนั้น เพราะผมเจอ “ดี” มาตั้งแต่ผมอายุ 24 ปี เมื่อเริ่มรับราชการ จนกระทั่งปัจจุบันนี้อายุ 70 ปีพอดีแล้ว ก็ยังเจอภาวะเช่นนั้นอยู่ จะทำอย่างไรกันดี

ผมอึดอัดใจและไม่สบายใจมาก จะทำอะไรดีๆ ก็ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ไปหมด พูดไปคุณสนธิกับผมก็อึดอัดใจเหมือนกัน คิดว่าปรับทุกข์กันก็แล้วกัน

ผมคิดว่าปัญหาใหญ่และสำคัญ มันอยู่ที่ 3 เรื่องเหล่านี้ คือ

(1) ประชาชนส่วนใหญ่ ได้แก่ รากหญ้า ซึ่งโดนแม้วหลอกง่ายๆ พรรคพวกแม้ว รวมทั้งคนร่ำรวยปานกลางอีกจำนวนหนึ่ง

(2) รัฐบาลและ คมช.เอง ซึ่งแต่ก่อนนี้ หรือว่าปีกลายนี้หลัง 19 กันยายน เป็นเพียงหน่อมแน้ม แต่ปัจจุบันนี้ ผมเห็นว่ายิ่งกว่านั้น คือเข้าขั้นลุงเชย เลยแหละ ทำอะไรไม่เข้าท่า ตลอดจนหุ่นของสุรยุทธ์ และสนธิ บุญยรัตกลิน ก็เข้าข่ายลุงเชย อย่างไรอย่างนั้นทีเดียว

(3) ทักษิณหรือแม้วนั่นเอง คนคนนี้สถุลส่งให้มาเกิดจริงๆ มีทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ คือกำจัดเขาเสีย ซึ่ง คมช.ก็เสียโอกาสไปแล้ว จะพูดไปทำไมมี

ผมเองทนแม้วมา 5 ปีกว่า ก็นับว่าแย่หนักหนาแล้ว พอ 19 กันยายน 2549 ก็นึกดีใจว่าฟ้าเปิดแล้ว ที่ไหนได้ พอเวลาผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ ก็เห็นว่าแย่แล้ว ความจริงฟ้ายังไม่เปิดหรอก หนักหนาเข้าไปใหญ่ เพราะในฐานะประชาชนคนธรรมดา หันไปทางไหนก็ ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ไปหมด แม้กระทั่งบัดนี้ ผมเองพูดจริงๆ หมดความภาคภูมิในความเป็นคนไทยเสียแล้ว เพราะเฝ้าแต่ถามปัญหาตนเองว่า คนไทยมีความสามารถเท่านี้เองหรือ

โปรดอย่าถามว่า แล้วผมเองล่ะ ทำไมไม่ทำอะไร ก็ลองดูสิครับ ถ้าให้ผมเป็นประธาน คมช. ผมทำเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ 20 กันยายน 2549 แล้ว นั่นคือ ประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 1 คน และคณะรัฐมนตรี 20 คน พอเลือกคนเก่งและปรารถนาดีเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มาให้ 10 คน ทำงาน routine อีก 10 คน ร่วมมือกันกำจัดทักษิณและพรรคพวก ซึ่งผมกะว่ากำจัดได้เพียง 1,000 คน ก็คงเรียบร้อย

ข้อสำคัญประธาน คมช. อย่าสละอำนาจและหน้าที่ไปเสีย จึงจะทำการสำเร็จ มิฉะนั้นก็เป็นอย่างปัจจุบันนี้ คือใส่เกียร์ว่างกันหมด ทั้งนายกฯ, รัฐมนตรี, ข้าราชการ, ประชาชน ทักษิณก็สบายไป มีทรัพย์สินเงินทองเยอะแยะ ซึ่งความจริงควรโดนยึด/อายัดไปแล้ว

เมื่อมันอุตลุดวุ่นวายเช่นนี้ ถ้าได้ข่าวว่าผมประกอบอัตวินิบาตกรรม ก็อย่าได้สงสัย ผมกลัวแต่ว่าสภากาชาดไทยจะขาดศพไป 1 ศพเท่านั้น ผมพูดเล่นน่ะครับ เพราะผมได้รับการสั่งสอนจากพระพุทธศาสนานานมาแล้วว่า การฆ่าตัวตายก็บาปมหันต์

ปัจจุบัน ผมได้ย้ายนิวาสสถานมาอยู่แฟลตการเคหะธนบุรี เพราะยากจนน่ะครับ อายุก็ 70 ปีพอดีแล้ว ปริญญาตรีทางบัญชีจากจุฬาฯ ปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์จากจุฬาฯ ซึ่งคะแนนได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่เขาไม่ให้ เพราะเขาอ้างว่า ผมเรียนเก่งเกินไป โดยใช้เวลาเรียนเพียงปีเดียว ก็เท่ากับเรียน 4 ปีแล้ว และเทียบเท่าปริญญาโทที่ WHARTON อีกอันหนึ่ง ทำงานเป็นข้าราชการพลเรือน (นักสถิติ) อยู่ 12 ปี แล้วมาตั้งศูนย์คอมพิวเตอร์ให้ธนาคารใหญ่มากแห่งหนึ่ง โดยอาศัยความเป็นนักคอมพิวเตอร์คนแรกของประเทศไทยเป็นสำคัญ

ปัจจุบัน ผมต้องหันหน้าเข้าศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง ประกอบกับนั่งสมาธิไปด้วย เพราะผมรู้สึกตัวว่า ผมให้ความสนใจกับการบ้านการเมืองมาก แล้วก็ทำอะไรมิได้ เหมือนตั้งใจจะเตะลูกบอล แล้วเตะวืดไปอย่างนั้นแหละครับ

แม้กระทั่งจะคุยเรื่องการเมืองกับญาติพี่น้อง ป้า น้า อา ก็คุยไม่ได้ เพราะเขาเหล่านั้นไม่สนใจที่จะ discuss เรื่องการเมืองเลย บางคนก็เป็นลิ่วล้อทักษิณ (อย่างน้อยก็สามคนแล้ว)

ผมเป็นคนมีญาติเยอะประมาณ 1,000 คน โดยกะเอาจากวันรวมญาติเป็นเกณฑ์ เขาร่ำรวยกันเยอะแยะ พูดไปคนก็รู้จักนามสกุลเขาดีทั้งนั้น มีแต่ผมที่ยากจน แล้วมาฝังตัวอยู่ในแฟลตนี้ ผมเคยติดต่อ ASTV เพื่อจะซื้อหาจาน และกล่องมาติดตั้งรับจานดาวเทียมดูบ้าง แต่เจ้าหน้าที่ ASTV บอกว่า ผมไม่มีบริเวณ ไม่สามารถติดตั้งจานรับ ASTV ได้ ผมก็เลยหันไปสนใจสอบถามความเป็นอยู่ และทัศนคติที่พวกชาวแฟลตของผมประมาณ 270 คนมีต่อทักษิณ และรัฐบาล/คมช. ปัจจุบัน ปรากฏผลอันไม่น่าประหลาดใจคือประมาณ 250 คน ไม่สนใจการเมืองเลย มีประมาณ 10 คนเท่านั้น ที่สนใจและทั้ง 10 คน ก็พูดเหมือนกันว่า “แย่”

ผมก็เลย ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ทำอะไรไม่ได้ พาลให้โกรธไปถึง พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พล.อ.พระยาทรงสุรเดช พล.อ.พระยาฤทธิอาคเณย์ และพล.ท.พระประศาสน์พิทยายุทธ ตลอดจนนายกรัฐมนตรีแทบทุกคน รวมทั้งแม้วซึ่งเลวสุดๆ

ผมเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ 25 มิถุนายน 2493 คือหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ซึ่งมี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นเจ้าของ ได้ความรู้มากจริงๆ จนกระทั่งปี 2529 โดยประมาณ ก็เริ่มเขียนหนังสือลงสยามรัฐรายวัน เขียนอยู่หลายปีจนกระทั่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ถึงแก่อนิจกรรมไป ผมก็เลิกอ่านเลิกเขียน เพราะเปลี่ยนเจ้าของมาเป็น ชัช เตาปูน แล้ว ยิ่งดุสิต/สมัคร ก็ไม่ต้องพูดถึงละครับ ผมแกว่งๆ อยู่นาน ไม่ได้อ่านฉบับไหนเป็นประจำ จนกระทั่งปี 2548 จึงได้มาอ่าน “ผู้จัดการ” จนขณะนี้แถมยังเปิด internet ฟังเสียง manager.co.th และ managerradio.com ด้วย เสียแต่ว่า พอฟังรายการสดเสียงก็ขาดๆ หายๆ ตลอดเวลา ต้องรอไปฟังวันรุ่งขึ้น

ผมนี่ ถ้าจะเสียคนเพราะการเมืองเสียแล้ว เมื่อประมาณปี 2513 ก็ลำบากใจมากๆ จนต้องเขียนจดหมายไปถาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ใน “ปัญหาประจำวัน” ซึ่งแกตอบว่า “อย่าไปคิดอะไรมาก ให้ระวังปัญหาสุขภาพไว้” มาปัจจุบันเดี๋ยวนี้ ก็อึดอัดรำคาญใจมาก จึงต้องเขียนมาระบายกับคุณสนธิ ขออภัยด้วยนะครับ

ส่งท้ายวันนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่ายกคำสั่งสอนของแม่ที่ว่า ให้ยึดถือความถูก/ผิด และคุณธรรมเป็นสำคัญ อย่ายอมแก่ผู้มีอำนาจเหนือกว่า แต่ชั่ว แม้ว่า ถ้ายอมแล้ว จะเจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ตาม

ขอแสดงความนับถือ

WHARTON

******
คอลัมน์-“เสียงประชาชน”นี้จะเป็นช่องทางให้ประชาชนที่ต้องการแจ้งข่าวคราว เบาะแส ระบายความในใจต่อความเป็นไปในบ้านเมือง เพื่อส่งผ่านไปยังผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ผู้เกี่ยวข้อง และประชาชนในแผ่นดินได้รับรู้ร่วมกัน โดยส่งมาที่ peoplevoice@manager.co.th หรือส่งจดหมายมาที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล 102/1 บ้านพระอาทิตย์ ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กทม.10200 วงเล็บมุมซองว่า “เสียงประชาชน” หรือ โทรสาร 02-281-1708

กำลังโหลดความคิดเห็น...