xs
xsm
sm
md
lg

จับตาสถานการณ์ใต้ หลังออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-คาดมือบึ้มลอนดอนอาจโดนหลอกให้มาตาย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

รายการก่อนจะถึงวันจันทร์ ออกอากาศทาง News 1 ทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.05-22.30 น. ดำเนินรายการโดยสำราญ รอดเพชร คำนูณ สิทธิสมาน และสโรชา พรอุดมศักดิ์ ถกประเด็นร้อน แนะหลังจากนี้ 3-6 เดือน จับตาดูสถานการณ์ใต้หลังออก พ.ร.ก.ว่าด้วยการบริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ของรัฐบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตเหตุบึ้มลอนดอน 4 มือบึ้มอาจไม่ใช่มือระเบิดพลีชีพ แต่ถูกหลอกให้มาตาย

สโรชา – สวัสดีค่ะ คุณผู้ชม ขอต้นรับเข้าสู่รายการก่อนจะถึงวันจันทร์ค่ะ เปิดกันด้วยความสวยงามเหลืองอร่ามตระการตา กับน้องๆในการแสดงจากวัดพุทธบูชาค่ะ วันนี้มีหลายเรื่องที่ต้องคุยกันค่ะ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ชวนเครียดทั้งนั้นเลย ทั้งสถานการณ์ในภาคใต้ การออกพระราชกำหนดว่าด้วยการบริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ของรัฐบาล รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจในยุคนี้ด้วยค่ะ หลายเรื่องค่ะที่ต้องคุยกัน มาพบกับเราทั้ง 3 คนเช่นเคยค่ะ คุณสำราญ รอดเพชร คุณคำนูณ สิทธิสมาน และดิฉันสโรชา พรอุดมศักดิ์ ค่ะ

สำราญ – สวัสดีครับ

คำนูณ – สวัสดีครับ

สำราญ – ได้ข่าวว่าคุณสโรชาเพิ่งไปรับรางวัลมา

สโรชา – เป็นรางวัลของนิตยสารคอสโม ก็จะเป็นในลักษณะคล้ายกับการให้รางวัลสุภาพสตรีที่บริหารเวลาเก่ง เป็นทำนองว่าหญิงทำงานอะไรประมาณนั้น

สำราญ – บริหารชีวิตและเวลาได้อย่างดี

สโรชา – ประมาณนั้น

คำนูณ – หมายถึงจัดหลีกรถไฟด้วยหรือเปล่า

สโรชา – ไม่ใช่ พูดถึงการงานและชีวิตส่วนตัว

สำราญ – นี่ครั้งแรกเลย เขาบอกว่าได้แค่ 3 คนใช่ไหม

สโรชา – ค่ะ แค่ 3 ท่าน ก็มีคุณหมอ แล้วก็มีกัปตันของบางกอกแอร์เวย์อีกท่านหนึ่ง

สำราญ – เอกชน สื่อมวลชน แล้วก็ราชการ

คำนูณ – เดี๋ยวเราทมาสัมภาษณ์กันเองอีกเบรกนึง

สำราญ – ใช่ เพราะว่ามันมีแต่เรื่องเครียดๆไง ไม่ค่อยอยากพูดเท่าไหร่ บ้านเมืองกำลัง เพราะว่าพูดแล้วมันต้องพูดอย่างที่คิดน่ะ

สโรชา – คือจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องที่เราก็คุยกันมาหลายครั้งแล้วนะคะ แล้วมันก็ดูเหมือนว่ามันก็รุนแรงอย่างต่อเนื่อง และก็หลายๆท่านก็อาจจะบอกว่ารุนแรงมากยิ่งขึ้น จริงๆแล้ววันนี้ก็มีเหตุนะคะ

สำราญ – วันนี้เหตุการณ์ก็เยอะใช่ไหม เมื่อวานก็เยอะ วันนี้ก็เยอะ

สโรชา – ใช่ คือมันไล่มาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และก็เรื่อยมามีเหตุทุกวัน และก็พักหลังดูเหมือนว่าใน 1 วันนี่ก็มีเหตุหลายจุดพร้อมๆกัน

คำนูณ – ไปสัมภาษณ์ท่านรัฐมนตรี ท่านราชการชั้นผู้ใหญ่แต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารหรือฝ่ายพลเรือนนี่พูดเหมือนกัน ว่าสถานการณ์ดีขึ้น ดีขึ้นทุกที

สำราญ – ดีขึ้นใช่ไหม ดีขึ้นจนต้องใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สโรชา – คือออกตัวมาหลังจากที่เกิดเหตุที่ป่วนเมืองยะลา วันรุ่งขึ้นเลยก็มีการประชุมด้วย แล้วก็มีการแถลงข่าวโดยท่านรองวิษณุ ก็คงจะเกรงอยู่เหมือนว่าถ้าหากว่าไม่อธิบายความชัดๆนี่ เดี๋ยวประชาชนจะเข้าใจผิด และก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา แต่ว่าดูเหมือนว่าก็ยังพอมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาเหมือนกัน มีเสียงท่านนายกฯนะคะ พูดในรายการนายกฯพบกับประชาชนนี่ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไปฟังกันก่อนไหมคะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยกลับมาคุยกันต่อ เชิญค่ะ

VTR

นายกฯทักษิณ - และเมื่อวันพฤหัสที่ 14 ตอนบ่ายนะครับ เราก็ได้มีการประชุมกฎหมายอยู่ 4 ฉบับ ว่าจะเอากฎหมายฉบับไหนเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเป็น พระราชกำหนด หรือเป็น พระราชบัญญัติ ก็ 3 ฉบับนั้น ผมได้บอกว่า ฉบับหนึ่ง ผมบอกว่าไม่มีความจำเป็นต้องออก อีกสองฉบับผมบอกว่าออกเป็น พระราชบัญญัติ.ตามปกติ แต่ฉบับนี้ผมไม่แน่ใจว่า ควรจะเป็น พระราชกำหนด ไหม พอดีกลางคืนนั้นก็มีเหตุการณ์ที่รุนแรงเกิดขึ้นที่ยะลา ผมคิดว่ามันจำเป็นแล้วละ ที่เร่งด่วนแล้วละ ที่จะต้องออกกฎหมายฉบับนี้

ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจัดการอะไรได้ ทั้งๆ ที่การข่าวก็พอจะรู้ว่าจะมีการกระทำอย่างนี้ แต่ว่าการจะเข้าไปตรวจค้น จับกุม อะไรต่างๆ นี่ มันลำบากมาก ด้วยอาศัยการข่าวอย่างเดียวก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์นี้เรารู้ล่วงหน้า น่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่ามันไม่มีกฎหมายที่จะให้อำนาจเขา และเขาถูกฟ้องขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไร นี่ครับ บางทีมันก็เป็นเรื่องปัญญาอ่อนดื้อๆ อย่างนี้ เป็นเรื่องที่มันไม่น่าเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าทุกคนคิดว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แล้วก็เลยทำอะไรไม่ได้ ทั้งๆ ที่รู้ นะครับ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาล่วงหน้าได้

ทีนี้กฎหมายฉบับนี้ที่รวบรวมนี่ หลักการมันดีอย่างไร หลักการก็คือว่า ใช้ไม่ได้นะครับ ถ้าไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วประกาศโดย ครม. กฎอัยการศึกนี่ แม่ทัพก็ประกาศได้แล้ว รัฐบาลไม่ต้องรับรู้อะไรเลย แม่ทัพประกาศเองได้เลย แต่อันนี้ไม่ได้ รัฐบาลจะต้องประกาศโดยมติ ครม. แล้วรัฐบาลยังจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองต่อสภานะครับ เพราะว่าสภาสามารถซักได้ ตรวจสอบ ถามได้ ไม่ไว้วางใจได้ แต่ถ้าเป็นกฎอัยการศึกนี่ ไม่เกี่ยวกับการเมืองเลย ถือว่าทหารสั่งได้ในพื้นที่เลย

เพราะฉะนั้นเรายกระดับของความรอบคอบเพื่อจะให้เป็นสถานการณ์ที่ฉุกเฉินได้จากในระดับสูง อันนี้ผมก็คิดว่า โดยหลักการตามระบอบประชาธิปไตยหรือสัญญาประชาคมนี่ รัฐ จะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั้น เอาเท่าที่จำเป็น จำเป็นเพื่ออะไร เพื่อความปลอดภัย ความอยู่ร่วมกันอย่างสันติของสังคม ถ้าเมื่อไรสังคมไหน จุดไหน ไม่สันติ ไม่ปลอดภัย ก็ต้องมีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่ไปบ้าง เพื่อจะให้คนทั้งหมดได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

อันนี้ก็ขออธิบายให้ฟังว่า ทั้งหมดนี่เราคำนึงถึงทฤษฎีว่าด้วยสัญญาประชาคมที่บอกว่าการจะลิดรอนเสรีภาพนั้นเอาเท่าที่จำเป็น เพื่อสันติสุขของสังคม เพื่อความปลอดภัยของสังคม ถ้าเกิดว่ามันไม่ปลอดภัยก็ต้องยอมกำหนดห้ามกระทำในสิ่งบางอย่าง เพื่อจะรักษาความปลอดภัยของคนส่วนใหญ่ ของคนผู้บริสุทธิ์ไว้ให้ได้

แล้วก็กฎหมายฉบับนี้เมื่อได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แล้วก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อประกาศแล้วเราก็จะประกาศภาวะฉุกเฉินในจุดเป็นที่ๆ ไป เมื่อประกาศเรียบร้อยก็จะยกเลิกกฎอัยการศึก และใช้กฎหมายที่เป็นกฎหมายแทน และหลังจากนั้นเมื่อสภาเปิดก็จะเข้าสภาเพื่อพิจารณาเปลี่ยน พระราชกำหนด เป็น พระราชบัญญัติต่อไปครับ

สโรชา – ค่ะ แล้วก็ พ.ร.ก.ที่ว่านี้ก็มีการโปรดเกล้าฯลงมาแล้วนะคะ แล้วก็มีการประกาศใช้กันเรียบร้อยแล้ว โดยหน่วยงานทางด้านความมั่นคงก็มีการประชุมกันวันนี้นานประมาณ 9 ชั่วโมงเห็นจะได้ แล้วก็มีการประกาศออกมาแล้วนะคะว่า จะใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด รวมถึง 4 อำเภอของสงขลาด้วย ก็เป็นข่าวล่าสุดในวันนี้ว่าก็ใช้จริง สรุปแล้วเร็วกว่าที่คาดนะคะ ก็เรามาคุยกันซักนิดนึงไหมคะ ในเรื่องของเสียงที่ดูเหมือนว่า ก็ไม่เชิงไม่เห็นด้วยนะคะ แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจุดต่างๆที่ได้ระบุได้ใน พ.ร.ก.เรื่องของอำนาจต่างๆที่คณะกรรมการนี้มี คณะกรรมการที่ว่านี้ก็คือ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารราชการในภาวะฉุกเฉินนะคะ ซึ่งก็มีท่านรองนายกฯอะไรเป็นประธาน แล้วก็จะมีท่านรัฐมนตรีมหาดไทยด้วย

สำราญ – ก็เอาจริงๆคือออกมาแล้วก็ออกมาแล้ว มันต้องว่ากันไปนะ ต้องทำกันเต็มที่ แต่คือกว่าจะมาถึงจุดที่จะต้องออก พ.ร.ก.หรือกฎหมายฉบับนี้นี่ คือจริงๆมันไม่ควรมาถึงขนาดนี้นะ ผมรู้สึกก็เสียดายนะ แต่ว่าเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้วก็ต้องเดินหน้า คือดูไม่ถึงกับละเอียดมากโดยกฎหมายก็อยู่ที่การใช้อำนาจ จะรัดกุม จะมีสติกันขนาดไหมนะ มันก็หมิ่นเหม่อำนาจเยอะนะ คุณสโรชา ดูมาตรา 9 มาตรา 11 มาตราไหนกับมาตราไหนนะ ถึงแม้ ครม.จะต้องเป็นผู้ประกาศมติต่อนายกฯ ประกาศก่อนแล้วแจ้ง ครม.ทีหลังก็ได้

สโรชา – แจ้ง ครม.ภายใน 3 วันใช่ไหมคะ

สำราญ – อย่างนี้นะครับ ก็จริงๆผมคิดว่าทุกคนก็พร้อมที่จะถูกละเมิดสิทธินะ เพื่อความสงบทำนองนี้นะ แม้กระทั่งสื่อก็เถอะ สื่อทุกวันนี้ผมว่าก็ไม่ได้ไปซ้ำเติมสถานการณ์อะไรนักหนานะ ในเชิงของเหตุการณ์ภาคใต้ 3 จังหวัดนี่ ก็ลึกๆนี่เอาส่วนตัวแล้วกัน คือค่อนข้างจะเสียดายที่สถานการณ์มันพัฒนาลุกลามมาขนาดนี้ ผมไม่อยากใช้คำแรงๆว่า คือก็รู้สึกอยู่นะ ไม่พูดก็ไม่ได้ ผมรู้สึกว่าเราเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง ต่อฝ่ายที่ก่อกวนก่อความไม่สงบด้วยซ้ำไป คือสถานการณ์มาถึงขนาดนี้ต้องบอกว่าเพลี่ยงพล้ำ แต่ไม่ใช่ว่ามันกอบกู้ไม่ได้นะ ก็ต้องว่ากันเต็มที่ ต้องให้ความร่วมไม้ร่วมมือกับทางการ

แต่ว่าทางการก็ต้องใช้อำนาจนี้อย่างรอบคอบเป็นที่สุดแหละ มันอำนาจเยอะจริงๆ ดูแล้วนี่นะครับ คือที่ว่าเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง ผมว่าฝ่ายที่ก่อความไม่สงบนี่ คือรูปการสูงสุดนี่เขาต้องการให้เราใช้ความรุนแรงดูๆแล้ว แล้วพอเราใช้กฎหมายเข้มข้นอย่างนี้ เขาบอกเห็นไหมๆ ทางการรัฐบาลจะเอาจริงแล้ว จะใช้ความรุนแรงแล้วนะ แล้วต่อไปถ้าเกิดว่าใช้กฎหมายแล้วมันผิดพลาดนะ ด้วยอำนาจตัวบุคคลหรือว่าอะไรก็ตามนี่ มันก็จะเข้าล็อกเข้าทางกลุ่มที่ก่อความไม่สงบเขาตั้งธงเอาไว้แล้ว คือเขาต้องการให้เราไปปราบปราม ใช้วิธีรุนแรง ซึ่งเราตรงนี้ต้องคิดกันหนักเหมือนกันนะครับ นี่โดยสรุปนะก็เสียดาย

สโรชา – มีผู้ชมจากจังหวัดนราธิวาสโทรมาแสดงความคิดเห็นในรายการ บอกว่าเมื่อมีการออก พ.ร.ก.ต้องช่วยดูแลคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธในพื้นที่ภาคใต้ให้มากกว่าเดิมด้วย เพราะกลัวว่ากลุ่มคนร้ายจะตอบโต้ด้วยการทำร้ายชาวพุทธในพื้นที่นะคะ ก็โทรมาได้นะคะที่ 02-6294433

สำราญ – สองวันนี้ก็รุนแรงมากนัก คุณคำนูณ เหตุการณ์มันหลายจุดผมดูแล้วนี่นะ คือที่ยะลาเมื่อค่ำวันที่ 14 นี่ ตอนกลางวันยังซ้อมกันนะ คือมีข่าวระแคะระคายว่าจะมีการปฏิบัติการใหญ่

สโรชา – จริงๆแล้วทางข่าวนี่ทราบล่วงหน้าใช่ไหมคะ

สำราญ – เขาก็ระแคะระระคายนะ คือที่ยะลานี่เป็นพื้นที่พิเศษ ปัญญาชนก็เยอะ หมายถึงกลุ่มที่ต่อสู้กับทางการนะ ตลาดเก่านี่มันก็มีเรียกอะไรของมันอยู่นะครับ พื้นที่ในเมืองนะ ก็พอซ้อมกลางวัน กลางคืนฝ่ายโน้นก็นั่นเลย ก็รัฐบาลก็ต้องตัดสินใจ นายกฯก็เลือกที่จะใช้ พ.ร.ก. จริงๆเขาก็ศึกษากันมานานแล้วล่ะ พ.ร.ก.นี้นะ

คำนูณ – กำลังคิดว่าจะพูดในมุมไหนดี เพราะว่ามองอยู่หลายมุมด้วยกัน คือ 1. ในมุมเฉพาะสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ ถ้าจะบอกว่าออกพระราชกำหนดเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ เอาล่ะ ผมอาจจะมีมุมมองที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยบางประการ แต่เอาเป็นว่าพอรับได้ แต่ที่ผมไม่เข้าใจก็คือ ถ้าอ้างเหตุผลว่าจะแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำไมต้องออกพระราชกำหนดที่เหมือนฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง โดยที่คงสภาพรัฐธรรมนูญไว้ ทำไมต้องออกพระราชกำหนดเพื่อให้มีผลทั่วประเทศ อย่าเข้าใจนะครับว่าพระราชกำหนดฉบับนี้นี่มีผลเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สโรชา – แล้วแต่จะประกาศใช่ไหมคะ

คำนูณ – แล้วแต่จะประกาศ แล้วก็อย่างที่เมื่อกี๊ผมไม่ได้พูดนะ คุณสำราญเขาพูดเอง บอกว่านายกฯประกาศก่อนก็ได้ แจ้งให้ ครม.ทราบภายใน 3 วัน แล้วที่ผมฟังคำของท่านนายกฯ คือฟังมาตั้งแต่วันเสาร์แล้ว ผมก็รู้สึกมีความทุกข์ว่า นายกฯหลอกคนอีกแล้ว คือจะไปบอกว่าการออกกฎหมายโดย ครม.นี่ตรวจสอบโดยสภาได้มันไม่จริง เพราะตราบใดที่เสียงข้างมากในสภาคือพรรคเดียว คือพรรคท่านนายกฯ และก็มีวินัยของพรรคบังคับอยู่ มีรัฐธรรมนูญบังคับอยู่ ก็เห็นอยู่แล้ว ไม่ไว้วางใจกันก็ต้องแบกหามกันไป เพราะฉะนั้นต่อให้มีการตรวจสอบในระบบรัฐสภา มันก็เป็นการตรวจสอบแต่เพียงภาพ เพียงรูปลักษณ์เท่านั้น แต่โดยเนื้อหาแล้วมันไม่มีอะไรตรวจสอบกันได้ และแม้กระทั่งบัดนั้นนี่ แม้กระทั่งจะเป็นการตรวจสอบในรูปแบบนี่ นายกฯก็ยังเลือกที่จะใช้ประกาศรูปแบบของกฎหมายตราเป็นพระราชกำหนด แทนที่จะให้มีการอภิปรายกันในรัฐสภา ให้เห็นถึงผลดีผลเสียกันอย่างรอบคอบ

สโรชา – ไม่ทันหรือเปล่า

คำนูณ – ไม่ทันอะไร

สโรชา – จะช้าเกินไปหรือเปล่า

คำนูณ – เรากำลังบอกว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ ผมกลับมาอีกที เพราะไม่มีกฎหมายงั้นหรือ แสดงว่าทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วหรือ การข่าวของเจ้าหน้าที่ดีแล้ว งานมวลชนของเจ้าหน้าที่ดีแล้ว เจ้าหน้าที่รู้ทุกอย่างแล้วว่าตอนนี้กำลังสู่รบอะไรกับใครอยู่แล้วหรือ ผมคิดว่าการโยนความผิดให้กฎหมาย และก็จำเป็นจะต้องออกกฎหมายใหม่นี่ มันไปบดบังความบกพร่องของเจ้าหน้าที่และของรัฐบาลเอง ย้อนไปตั้งแต่ปี 2545-2546 นี่ สถานการณ์ภาคใต้ที่คุณสำราญว่า เราจะมาพิจารณาเฉพาะตอนออกพระราชกำหนดไม่ได้ ต้องย้อนไปดูว่ามันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร รัฐบาลทำผิดพลาดอะไรบ้าง มองสถานการณ์ผิดพลาดอะไรบ้าง

ขอประทานโทษไม่อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บ คำว่าโจรกระจอกใครพูดขึ้นมา การถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ให้ตำรวจเข้าไปรับผิดชอบ ใครสั่ง ใครดำเนินการ การปฏิบัติงานของตำรวจในพื้นที่โดยเฉพาะปี 2546 นั้นเกิดอะไรขึ้น คำว่าอุ้มฆ่านี่ผมไม่ได้พูดเอง รองนายกฯจาตุรนต์ ฉายแสงพูดเองเมื่อปี 2547 ตอนกลางปี สิ่งต่างๆเหล่านี้นี่มันแสดงให้เห็นว่า ปัญหาที่มันเกิดขึ้นนี่ มันไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมาย หรือกฎหมายที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แต่มันเพราะมีความบกพร่องในโครงสร้างการทำงานของฝ่ายรัฐ ตั้งกองอำนวยการขึ้นมา อยู่ได้ 6 เดือนต้องเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ ต้องเปลี่ยนผู้รับผิดชอบใหม่ แม่ทัพเปลี่ยนกันกี่คน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเปลี่ยนไปกี่คน แต่พอมาพูดถึงกฎหมายนี่กลายเป็นว่าทุกคนถูกหลอกหมด

สำราญ – ผมต่อไปคืออันนี้คือไม่อยากมองโลกในแง่ร้ายนะ คือก็ต้องสะกิดไว้หน่อยไว้ มองกันดูต่อไปซัก 3-4 เดือนแล้วจะเห็นนะ คือท่านนายกฯเอง คือท่านอธิบายความเรื่องการบูรณาการกฎหมาย บอกว่ามันไปซ้ำไปซ้อนนะ แล้วควบคุมตัวต่อเนื่องไม่ได้ 7 วันต้องแจ้งทีอะไรอย่างนี้นะ เป็นเชิงเทคนิค เชิงรายละเอียดนะครับ แต่ผมคิดว่าผมเห็นคล้อยๆคุณคำนูณนิดหน่อย คือปัญหาจริงๆเป็นปัญหาบูรณาการการทำงาน อำนาจไม่ชัดเจนในพื้นที่นะ แล้วพอดูตัวกฎหมายปั๊บ พ.ร.ก.ฉบับนี้นะ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจากนี้ไป กรรมการหรือชุดอะไรต่างๆที่จะถูกแต่งตั้งมาตามกฎหมายนี่นะ อาจจะปีนเกลียวกับชุดปกติไหม ก็ภาวนาให้ทำงานให้มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ให้ชัดเจนนะ ก็ทหารกับตำรวจจะเป็นยังไงต่อไปนี่จากนี้ไป

คำนูณ -รัฐมนตรีกลาโหม กับรัฐมนตรีมหาดไทยจะเห็นพ้องต้องกันหรือยัง

สำราญ – อะไรอย่างนี้นะ ผมว่าคือนี่เป็นปัญหาพื้นฐาน แล้วเรายังตอบไม่ถูก คือคลำไปแล้วนี่ปัญหาการข่าวก็นาทีนี้เราสู้รบปรบมือกับใคร คือผมว่าไม่ต้องตอบกับชาวบ้านก็ได้นะ แต่ว่าข้างในต้องคำตอบเดียวกันนะ ระดับผู้การ ผู้บัญชาการ แม่ทัพนายกองต้องมีโครงเดียว คำตอบเดียวกันว่า เรากำลังสู้กันอย่างนี้นะ สู้กับใคร ซึ่งผมคิดว่าเขาก็คงคุยกันอยู่บ้าง

คำนูณ – คือมันฟังจากคำพูดของท่านนายกฯแล้วนี่ ขอประทานโทษนี่พูดด้วยใจจริง มันคล้ายๆกับนายกฯกำลังบอกประชาชนว่า รู้แล้วแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ก็คล้ายๆกับบอกว่า มีกฎหมายตัวนี้ออกมา ทุกอย่างจะเรียบร้อยอย่างชนิดที่เรียกว่าสัมผัสได้ คราวนี้ผมเห็นด้วยกับคุณสำราญ เอาอย่างนี้ไหม เอากัน 3 เดือน 6 เดือน แล้วถ้าสถานการณ์ไม่เรียบร้อยลง ใครจะรับผิดชอบ

สำราญ – คือผมกริ่งเกรงเป็นอย่างยิ่งว่า อันนี้คือผมรู้ว่าโพลเขาเห็นด้วยนะ เราเองก็เถอะลึกๆถ้ากฎหมายนี้มันเนี้ยบจริง ดีจริงนะดีมากเลย พรุ่งนี้จับกุมใครได้ คือผมกลัวว่าแนวมันจะสวิงไปอีกขั้ว ต่อไปนี้มีการจับกุมนะ มีการรื้อค้นกัน แล้วถ้าเกิดมันพลาดอีกอะไรอย่างนี้นะ มันจะไปกันใหญ่ คือผมเดาได้เลยนี่ นี่ผมเดาจากประสบการณ์นะ เราก็ทำข่าวความมั่นคงมาพอสมควรในชีวิตนี่ ผมคิดว่ากลุ่มที่ก่อความไม่สงบ กลุ่มที่ก่อกวนอยู่นี่นะ นาทีนี้เขาคงดีดนิ้วกันแล้ว ได้กฎหมายฉบับนี้มาโดยง่ายเลย จู่ๆก็ได้มานี่ การที่เขาได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ ในมุมกลับคือชัยชนะของพวกเขานะ อย่าคิดว่าเราชนะนะ

คำนูณ – คือให้มีกฎหมายแบบนี้นะ

สำราญ – มันสะท้อนถึงว่า ...

คำนูณ – ถ้าเผื่อว่าภาครัฐรู้อยู่เต็มเม็ดเต็มหน่วยว่าอะไรเกิดขึ้น แต่มันทำไม่ได้จริงๆ เกรงจะไปละเมิดสิทธิมนุษยชนนี่ ถ้าเป็นอย่างนี้จริงๆนะ กฎหมายนี่ได้ผล แต่ถ้าเผื่อว่าเบื้องต้นนี่นะ มันก็ยังคลำเป้าไม่ถูก แล้วการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งระดับรัฐมนตรี ระดับข้างล่าง ระหว่างหน่วย ระหว่างสี แม้กระทั่งสีเดียวกันแต่ต่างหน่วยต่างที่มานี่ ก็ยังไม่ลงตัวไม่รู้ใครนำใครนี่ พอมีกฎหมายฉบับนี้ออกมามันต้องแสดงผลงานไงว่างานคืบหน้า เพราะฉะนั้นงานที่จะแบบว่าเข้าไปค้น เข้าไปจับ เข้าไปควบคุมไว้ชนิดไม่มีกำหนด หรือมีกำหนดที่ยาวขึ้นอะไรนี่มันจะต้องเกิดขึ้น แล้วถ้าเผื่อผิดเป้าไปแม้เพียง 10% นี่ ความเสียหายมันมหาศาล มันเท่ากับเหมือนเป็นวันประกาศสงคราม หรือเป็นวันเริ่มต้นสงครามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบ
สำราญ – ก็อยากจะใช้คำว่า เหมือนเรารุกคืบ แต่จริงๆแล้วเราเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองพอสมควร

คำนูณ – ที่ผมรู้สึกคืออะไรรู้ไหม ที่ท่านนายกฯท่านบอกว่า จริงๆโดยเนื้อหาของกฎหมายนี่ มันเป็นการโอนอำนาจจากทหารมาสู่ท่านนายกฯ มาสู่พลเรือน ทหารเขาไม่ดีตรงไหน ถอนทหารออกไปเองใช่ไหม เอาตำรวจเข้าไปแทนเองใช่ไหม นาทีนี้นี่โอนอำนาจจากทหารมาสู่นายกฯ ขอประทานโทษนะครับ ไม่ใช่โอนเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โอนทั่วประเทศ นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกอะไรหรือเปล่า หรือว่ามีวาระซ่อนเร้นอะไรเกี่ยวกับพระราชกำหนดฉบับนี้อยู่หรือเปล่า ผมคิดว่าต้องคิดกันมากๆหน่อย

สโรชา – ก็บอกแล้วนะ ว่าวันนี้จะเครียดก็เครียด คือให้เวลาเขานิดนึงดีไหมคะ โดยที่รายละเอียดทั้ง 2 ท่านที่พูดมานี่ ก็เรื่องว่าถ้าสมมุติทราบอยู่แล้วว่าเป็นใคร ทราบอยู่แล้วว่าเหตุจริงๆมันมาจากกลุ่มใดกันแน่ แล้วก็ใช้อำนาจในตัวพระราชกำหนดชุดนี้ไปดำเนินการกับคนกลุ่มนั้นนี่ ก็ดูเหมือนว่าน่าจะเข้าท่า แต่ถ้าหากว่าออกพระราชกำหนดมาแล้ว โดยที่ยังไม่ทราบแน่ชัดแล้วใช้ผิดพลาดอีกทีนี่ มันอาจจะสร้างปัญหาเพิ่มเติมหรือเปล่า

สำราญ – ถูกต้องครับ คือโดยจริงๆสถานการณ์ตอนหลังนี่นะ มีการจับกุมตัวบุคคลนี่ก็ถูกตัว ถูกต้องมากขึ้นนะ โดยที่ไม่ต้องมีพระราชกำหนดฉบับนี้หรอก แต่พอมีปุ๊บต่อไปผมคิดว่าด้วยอำนาจเต็มร้อยอะไรอย่างนี้นะ เกิด Error ไปซัก 20% มันก็ยุ่ง มันก็ไปอีกเรื่องนึงเลย

สโรชา – เดี๋ยวเราจะพักกันแป๊บนึงนะคะ กลับมาเดี๋ยวมาคุยกันเรื่องนี้ต่ออีกซักนิดนึง ซักครู่เดียวค่ะ

**************************************************************
สโรชา – กลับมาช่วงสุดท้ายของก่อนจะถึงวันจันทร์ค่ะ แต่ว่ามีความคิดเห็นของคุณผู้ชมเข้ามาเพิ่มเติมนะคะ ในเรื่องราวของภาคใต้ จากแคลิฟอร์เนียค่ะบอกว่า เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ 90% ค่ะ มีผู้ชมจากสงขลานะคะบอกว่า ครม.ก็เป็นของนายกฯ นายกฯเป็นคนตั้ง ใครจะกล้าไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็ถูกปรับออก แค่นี้อำนาจทุกอย่างก็เป็นของนายกฯ แค่ทำให้ดูดีโดยบอกว่า ครม.ร่วมตัดสินใจ คุณสุชาติจากนครราชสีมาค่ะ บอกว่าไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ที่ออกมา ถ้าแก้ไขปัญหาไม่ได้จะทำอย่างไร จะยอมลาออกไหม

ไปติดตามข่าวสารในต่างประเทศกันบ้างนะคะ มีความคืบหน้าในการก่อวินาศกรรมในกรุงลอนดอนนะคะ โดยตัวเลขเบ็ดเสร็จแล้วก็มีผู้เสียชีวิต 55 รายนะคะ แล้วก็บาดเจ็บอีกกว่า 700 คน แต่ที่แน่ๆทางการของอังกฤษก็ได้ออกมาเปิดเผยโฉมหน้าของผู้ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นมือระเบิดพลีชีพในครั้งนี้ค่ะ ตอนแรกบอกว่าตามหลักฐานแล้วดูเหมือนว่าจะจุดชนวน ไม่น่าจะเป็นระเบิดหรือว่ามือระบิดพลีชีพ แต่ล่าสุดก็บอกว่าดูตามสถานการณ์ ดูตามหลักฐาน และก็ดูวีดีโอวงจรปิดแล้ว เชื่อว่าน่าจะเป็นระเบิดพลีชีพทั้ง 4 ราย เปิดเผยชื่ออกมาก็คือฮาซิบ ฮุสเซน 18 ปีนะคะ ชาห์ซัด ตันเวียร์ 22 ปีค่ะ 2 คนนี้ได้รับการเปิดเผยโฉมหน้ามาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ว่าล่าสุดมีเพิ่มเติมมาอีก 2 รายนะคะ ก็คือโมฮาเหม็ด ซิดิก ข่าน อายุ 30 ปี กับเจอร์เมน ลินด์เซย์ อายุ 19 ปี 3 คนแรกเขาบอกว่าเป็นคนสหราชอาญาจักรโดยกำเนิดนะคะ แต่ก็มีเชื้อสายปากีสถาน ส่วนคนสุดท้ายนี่เป็นชาวอังกฤษ แต่ว่ามีกำเนิดที่ประเทศจาเมกา ทั้งหมด 4 รายนี่น่าจะเป็นมือระเบิดพลีชีพ

แต่ก็ยังมีข้อสงสัยเพิ่มเติมค่ะว่าเป็นระเบิดพลีชีพเพิ่มเติมจริงหรือเปล่า เพราะว่าทางการอังกฤษนี่เขาก็เปิดเผยออกมาบอกว่า มีข้อหลายต่อหลายข้อทีเดียวที่อาจจะทำให้เชื่อได้ว่า 4 คนที่ว่านี้เข้าไปวางระเบิดโดยเชื่อว่า จุดชนวนแล้วระเบิดจะยังไม่ทำงาน นั่นคือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่อังกฤษนะคะ บอกว่าอาจจะถูกหลอกให้ไปวางระเบิด แต่ในที่สุดแล้วผู้บงการอาจจะกลัวว่า 4 คนนี้จะถูกจับ แล้วก็สาวมาถึง เพราะฉะนั้นก็ตั้งชนวนระเบิดให้ทำงานทันทีหลังจากที่มีการจุดชนวนนะคะ

ซึ่งหลักฐานหรือว่าข้อสังเกตที่เจ้าหน้าที่ของอังกฤษได้ตั้งขึ้นมา ก็คือ 1. หลังจากที่จอดรถไว้แล้ว มีการจ่ายค่าจอดรถตามปกติ 2. ซื้อตั๋วรถไฟใต้ดินไปกลับ ทั้งขาไปและขากลับนะคะ 3. พวกเขาบรรจุระเบิดไว้ในเป้ ซึ่งผิดปกติ เพราะว่าปกติแล้วตามที่เคยเห็นในสถานการณ์ที่ผ่านมา ระเบิดพลีชีพนี่จะติดระเบิดไว้กับร่างกายตัวเอง กับตัวเองเลย ไม่ได้ใส่เป้ไว้นะคะ แล้วก็อันสุดท้าย ข้อสุดท้ายบอกว่า ไม่มีใครกล่าวคำสรรเสริญพระเจ้าก่อนที่จะมีระเบิดเกิดขึ้นอย่างที่เคยเห็นมาในประเทศอื่นๆที่มีระเบิดพลีชีพหลายต่อหลายครั้ง

นี่เป็นข้อสังเกตที่เจ้าหน้าที่ทางอังกฤษได้ตั้งไว้นะคะ เกี่ยวกับมือระเบิดที่ว่านี้ ว่าอาจจะไม่ได้พลีชีพจริงอย่างที่กล่าวกันก็ได้ มีอีกข้อนึงซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ถ้าจริงนี่ก็น่าอับอายสำหรับเจ้าหน้าที่อังกฤษพอสมควรนะคะ เพราะว่า Sunday Times เขาก็เปิดเผยออกมาบอกว่า มีรายงานซึ่งมีแหล่งข่าวซึ่งน่าเชื่อถืออยู่ในทางการอังกฤษ หน่วยงานความมั่นคงของอังกฤษที่เล่าบอกว่า เอ็มไอ 5 ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองของสหราชอาณาจักรนี่ สงสัยมือระเบิดพลีชีพรายหนึ่งที่ชื่อว่า ข่าน อายุ 30 ปีนี่ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว แล้วก็มีการตรวจสอบจนกระทั่งมีข้อสรุปออกมาว่า คนๆนี้ไม่น่าจะเป็นอันตรายอะไร แล้วก็ในที่สุดก็ได้ปิดการสอบสวนครั้งนั้นไป

ถ้าหากว่าเป็นจริงก็เท่ากับว่าเคยสงสัยนายข่านคนนี้อยู่แล้ว แล้วก็ในที่สุดก็สรุปได้ว่าเขาไม่น่าจะก่อเหตุอะไรได้ หรือว่าไม่น่าจะมีแรงจูงใจพอที่จะก่อเหตุ เพราะฉะนั้นก็ได้ปล่อยให้เขาไปก่อเหตุจริงๆ จนกระทั่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 55 ราย ในกรุงลอนดอนจนได้ แล้วในที่สุดก็มีการจับกุมในปากีสถานเช่นเดียวกัน เชื่อได้ว่าอังกฤษในครั้งนี้ระดมความช่วยเหลือทั่งโลกจริงๆนะคะ หลังจากที่เกิดเหตุไม่กี่วันก็มีการประชุมทางด้านความมั่งคงจากเจ้าหน้าที่หลายๆส่วน ในหลายๆประเทศ และบางประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นด้วยนะคะก็ไปร่วมประชุม ซึ่งก็มีความร่วมมือจากหลายๆประเทศไม่ว่าจะเป็นอียิปต์เอง ก็มีจับกุมผู้ต้องสงสัยเหมือนกัน ว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อวินาศกรรมครั้งนี้ ที่ปากีสถานเองก็จับกุมผู้ชาย 6 คนด้วยกันค่ะ ซึ่งเชื่อเช่นเดียวกันค่ะว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ว่าที่แน่ๆคือมีมือระเบิดรายนึงที่อายุ 18 ที่ชื่อว่าฮาซิบนี่ เขาบอกว่าเคยเข้ามาเรียนหนังสือในอังกฤษ แล้วก็มีเพื่อนๆตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เมื่อตอนที่เกิดเหตุ 11 กันยายนที่สหรัฐ ตอนนั้นเขาอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น ถึงขั้นว่ามีการเฉลิมฉลองเลยทีเดียวระหว่างเกิดเหตุ 11 กันยายน ก็เป็นที่เชื่อกันได้ว่าน่าจะได้รับการปลูกฝัง เพื่อที่จะเกลียดประเทศตะวันตกมาตั้งแต่เล็กๆนะคะ จึงได้มีความเชื่อเหล่านี้เกิดขึ้น

ไปดูที่อิรักบ้างนะคะ จริงๆแล้วเราไม่ได้พูดถึงอิรักมานานพอสมควร เพราะว่าเกิดเหตุขึ้นรายวันเช่นเดียวกัน ก็มีการระเบิดพลีชีพหลายต่อหลายครั้งใน 1 วัน แต่ว่าล่าสุดเหตุการณ์ๆนึงซึ่งไม่พูดคงไม่ได้ เพราะว่าเป็นเหตุที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามีมือระเบิดพลีชีพ ได้ขับรถเข้าไปที่รถทหารของสหรัฐ และก็จุดชนวนระเบิดเกิดขึ้น แต่ที่แน่ๆในระหว่างที่จะชนวนนั้นก็คือ ทหารสหรัฐนั้นกำลังแจกลูกอมให้กับเด็กๆในกรุงแบกแดดอยู่นะคะ ซึ่งก็ทำให้เด็กเสียชีวิตถึง 27 รายด้วยกัน เด็กๆนะคะ ผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องเลยกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี่ เสียชีวิตไปถึง 27 ราย ในระหว่างที่พวกเขานี่กำลังรับลูกอมจากทหารสหรัฐอยู่ ก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง เกิดขึ้นที่ชุมชนของชาวชีอะห์ที่ค่อนข้างจะยากจน ในทางตะวันออกของกรุงแบกแดด ผู้เห็นเหตุการณ์นี่เล่าว่าก็รถของสหรัฐก็จอดอยู่ แล้วมีทหารสหรัฐยืนอยู่ข้างๆรถแล้วก็กำลังแจกลูกอมให้กับเด็กๆชาวอิรักในบริเวณนั้นๆ แล้วก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ก็ทำให้เด็กนี่เสียชีวิตไป บาดเจ็บอีก 20 คนนะคะ แต่ว่าทหารสหรัฐนี่เสียชีวิตไป 1 นาย แล้วก็บาดเจ็บไปอีก 3 คน

ซึ่งทางการสหรัฐนี่เขาก็ออกมาบอกว่า จริงๆแล้วมันเห็นได้ชัดว่า เหตุการณ์ครั้งนี้นี่เจตนาจู่โจมชาวอิรักด้วยกัน จริงๆแล้วทหารสหรัฐไม่ได้เป็นเป้าหมายในการโจมตีในครั้งนี้ แล้วจะเห็นได้ว่ามือระเบิดเองที่ขับรถเข้าไปจุดชนวนนี่ ก็เห็นอยู่ว่ากำลังแจกลูกอมให้กับเด็กๆ แต่ก็ยังปฏิบัติการ ก็ถือว่าเจตนาจงใจที่จะทำร้ายชาวอิรักนิกายชีอะห์อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็เป็นข้อมูลซึ่งทำให้ข้อกล่าวของสหรัฐเองที่บอกว่า มันอาจจะเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างคนอิรักนิกายต่างๆเกิดขึ้นแล้วนะคะในกรุงแบกแดด แล้วก็ในอีกหลายๆส่วนของประเทศอิรักค่ะ

นี่เป็นการตั้งข้อสังเกตของชาวตะวันตกนะคะ เขาบอกว่าที่อยู่ที่นั่นนี่เขาแค่รักษาความปลอดภัยเท่านั้นเอง แต่ว่าสิ่งทีเกิดขึ้น ที่เห็นกันรายวันนั้นเขาไม่ได้เป็นเป้าหมาย และเขาเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ภายนอก นั่นก็คือคำกล่าวอ้างของสหรัฐอเมริกาค่ะ กลับมาเรื่องเบาๆกันซักนิดนึง หลายๆท่านที่มีลูกเล็กๆ หรือโตแล้วก็ได้นะ อาจจะเกิดแฮรี่ พอตเตอร์ฟีเวอร์ขึ้นมาได้ ไม่ทราบลูกสาวอ่านหรือเปล่าคะ

สำราญ – ก็รอบนี้ไม่ได้ฟีเวอร์กับเขาแล้วล่ะ เล่มที่ 6 แล้วใช่ไหม

สโรชา – เล่มที่ 6 แล้วก็อาจจะรอได้นะคะ มีการเปิดตัวไปพร้อมๆกันทั่วโลก ในเวลาเดียวกันด้วยนะคะ สำหรับแฮรี่ พอตเตอร์เล่มที่ 6 ที่ชื่อว่า “แฮรี่ พอตเตอร์ แอนด์ เดอะ ฮาล์ฟ บลัด พริ๊นซ์” ก็เปิดตัวพร้อมๆกันทั่วโลก แล้วก็วางขายพร้อมกัน ในเมืองไทยเองนี่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ เมื่อวานนี้เวลา 6 โมงเช้าในเวลาตามบ้านเรา ซึ่งก็มีเหตุการณ์ที่คึกคักพอสมควรนะคะ และก็มีน้องๆที่แต่งตัวเป็นแฮรี่ พอตเตอร์ก็ไปตามสถานที่ต่างๆที่มีการเปิดขายกัน ก็มีการชิงรางวัล เอเชียบุ๊คเองเขาก็จัดการประกวด การแต่งกายและก็มีการตอบคำถามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแฮรี่ พอตเตอร์ด้วยนะคะ เพื่อที่จะชิงรางวัลแล้วก็มีส่วนร่วมในการวางแผนในครั้งนี้
ถือว่าเล่มที่ 6 แล้วนะคะของแฮรี่ พอตเตอร์ ก็กระแสยังแรงเหมือนเดิม แล้วก็แรงอย่างต่อเนื่องเลย เพราะว่าทั่วโลกก็ล้วนแล้วแต่จัดกิจกรรมกันทั้งนั้นเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย ที่จีนก็มี ที่ญี่ปุ่นก็มีนะคะ ที่ออสเตรเลียยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลย บอกว่า 300 คนเข้าแถวกันตั้งแต่เช้ามืดเลยนะคะ เพราะว่าของเขานี่ก็เวลาจะหลังเราซักนิดนึง คิดว่าตรงนี้ถือว่าเป็นฟีเวอร์ที่เห็นได้ชัด แล้วก็เห็นอย่างต่อเนื่อง นี่คือภาคอังกฤษนะคะ ตอนนี้คุณสนธิ เข้าใจว่าอยู่ในสายนะคะ คุณสนธิ สวัสดีค่ะ

สนธิ – สวัสดีครับ คุณสโรชา เผอิญได้ยินคุณพูดถึงเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ ก็อยากจะเล่าเกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับ เจ.เค.โรลลิ่งให้ฟังนิดนึง คือเรื่องเจ.เค.โรลลิ่งนี่มีคนเข้าใจผิดมาเยอะเลย จริงๆแล้วสิ่งที่ถูกต้องก็คือ เขาเลิกกับสามีเขา แล้วเขาต้องเลี้ยงลูกเขา แล้วเขาก็ไปทำงานในบาร์ ในผับ แล้วก็เขียนหนังสือไปด้วย ทีนี้ตำนานอันนึงที่ไม่มีคนรู้ แล้วมีคนรู้น้อยมากคือว่า เขายื่นต้นฉบับเรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ไปตั้งแต่รู้กี่สิบสำนักพิมพ์ แล้วไม่มีใครสนใจเลย มาสำนักพิมพ์สุดท้ายนี่ชื่อ Bloomsbury นะครับ ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์กระจอกมาก เล็กก็เล็ก คือถ้าเปรียบเป็นเมืองไทยก็คือเป็นห้องแถวเล็กๆ อยู่ในซอยไม่มีใครสนใจ

เขายื่นไปตัวเจ้าของสำนักพิมพ์ก็รับเรื่องไปเฉยๆ ก็ไม่ได้สนใจ ก็กลับไปที่บ้านก็โยนต้นฉบับทิ้งวางไว้ที่โต๊ะทำงาน คนที่อ่านคือลูกสาวอายุ 9 ขวบ คือลูกสาวคงติดนิสัยพ่อ พ่อเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ก็ชอบอ่านหนังสือก็มาอ่าน พออ่านเสร็จอ่านรวดเดียวจบเลยนะ แล้วปรากฏว่าพออ่านจบปั๊บพ่อกำลังจะเข้านอน ลูกสาววิ่งเข้ามาหาพ่อบอกว่า ตอนต่อไปมีอีกไหม พ่อบอกว่ายังไม่มา ยังไม่สนใจ ปรากฏว่าลูกนี่ตื๊อพ่อทุกวัน ตื๊อทุกวันเลย ตื๊อเป็นเวลา 1 เดือนเต็มๆ จนพ่อสงสัยว่ามันมีอะไร เพราะธรรมดาลูกสาวไม่ใช่คนอย่างนี้ ก็เลยถามลูกสาวว่ามันเกิดอะไรขึ้น ลูกสาวบอกว่าเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดในชีวิตตั้งแต่เคยอ่านมา นั่นคือที่มาของความดังที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ แล้วด้วยเหตุนี้นี่สำนักพิมพ์ Bloomsbury ก็เลยเป็นสำนักพิมพ์ที่ค่อนข้างจะร่ำรวย 1 ใน 2-3 อันดับของอังกฤษไปเลย เจ.เค.โรลลิ่งวันนี้นี้ มูลค่าทรัพย์สินของตัวเอง เฉพาะตัวเธอเองนะ 590 ล้านปอนด์ ถ้าพูดถึง Network นะ ถ้าพูดถึงมูลค่าของเธอนะ ก็ประมาณ 1000 ล้านเหรียญสหรัฐ 42000 ล้านบาท นึกดูแล้วกัน ผมก็อยากจะแชร์ตำนานเล็กๆน้อยๆให้ฟังเท่านั้นเองครับ สวัสดีครับ

สโรชา – ค่ะ ขอบคุณมากครับ น่าสนใจนะดูสิ ตอนแรกไม่มีใครเอานะ ในที่สุดก็ต้องไปให้เด็กอายุ 9 ขวบคนหนึ่งเป็นตัวจุดประกายความสำเร็จ

สำราญ – ต้องขอบคุณน้องหนูคนนั้นนะ

สโรชา – ใช่ แล้วก็ทำให้คุณพ่อร่ำรวยไปด้วยนะคะ เพราะว่าสำนักพิมพ์นี่ก็ดังไปเลย แล้วตอนนี้นอกจากหนังสือแล้ว แน่นอนก็มีทั้งเกม มีทั้งของเล่น มีทั้งหนังก็เป็นภาพยนตร์มา 3 ภาคแล้วถ้าจำไม่ผิด ก็ติดตามทั้งหมดแล้ว ภาคอังกฤษออกเรียบร้อยไปแล้วเมื่อวานนี้ ส่วนภาคไทยคาดว่าน่าจะแปลเสร็จภายในเดือนธันวาคม คือหนังสือมันหนามาก ประมาณ 600 หน้า ดิฉันยังไม่เห็นเลย แต่ว่าหนาพอสมควรเลย พอๆกับเล่มเก่าซึ่งประมาณซัก 600 ก็แปลกันก็น่าจะเสร็จประมาณซักธันวาคม ก็อดใจรอซักนิดนึง สำหรับผู้ที่รอเป็นภาคภาษาไทย มีอะไรจะต้องติดตามในสัปดาห์หน้าบ้าง มีหลายๆท่านถามเหมือนกันนะคะว่า ในการออก พ.ร.ก.ครั้งนี้แล้วนี่ บทบาทของคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ ท่านอดีตนายกฯอานันท์จะเป็นอย่างไรต่อไป กองกำลังรักษาสันติสุขเองก็บทบาทจะเป็นอย่างไรต่อไป ตอนนี้ยังตอบไม่ได้หรือเปล่าคะ

สำราญ – ก็ กอส.กรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ จริงๆแล้ววันอังคารนี้เขาจะพบสื่อนะ ผมว่าจะไปฟังดูเหมือนกัน คุณอานันท์ ใครต่อใครเขาจะมาแลกเปลี่ยนอะไรกับสื่อ แต่เท่าที่ทราบมาก็คือกรรมการบางท่านนี่ก็มีความไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ที่ออกมา แล้วก็เปรยๆว่าคงจะมีจำนวนหนึ่งไขก๊อก คือลาออกนะ แล้วก็วิเคราะห์กันใหญ่โตว่า คุณอานันท์นี่เผลอๆก็ไม่แน่ แต่อันนี้ผมไม่ยืนยันนะ แต่ผมคิดว่ากรรมการสมานฉันท์โดยรวมคงจะไม่สบายใจในการที่รัฐบาลมาออกตรงนี้

คำนูณ – คือรัฐบาลใช้ชื่อ กอส.ไปอ้างด้วย คือคุณอานันท์นี่เคยบอกท่านนายกฯว่าอยากให้เลิกกฎอัยการศึก แต่ในความหมายของท่านก็คือว่า โดยนัย โดยเนื้อหา คือไม่อยากให้ใช้สัญลักษณ์ของความรุนแรง หรือว่าไม่อยากให้ใช้กฎอัยการศึก แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้อย่างอื่นที่มีเนื้อหาเหมือนกัน

สำราญ – คือกล่าวกันอย่างหยาบๆนะ ผมว่า กอส.หลายท่านนะ จะถึงใครก็ไม่ทราบ ก็คงจะใช้เงื่อนไข พ.ร.ก.นี้วางมือ เป็นไปได้ เพราะมีตั้ง 40 กว่าคนนะ 41 คนนะครับ

สโรชา – ก็ติดตามกัน วันอังคารใช่ไหมคะ

สำราญ – วันอังคารนี่เป็นการภายในกับสื่อ เขาเชิญ บก. คงจะรับฟังขอความเห็นสื่อด้วย

คำนูณ – แต่พรุ่งนี้แถวทำเนียบรัฐบาล แถวลานพระรูปรถจะติดมากนะครับ เพราะว่าทางผู้ใช้แรงงานเขาจะมาชุมนุมกัน คือไม่เห็นด้วยการที่ขึ้นแค่ 6 บาทสูงสุด แล้วก็หลายจังหวัดก็ได้ 2 บาท บางจังหวัดไม่ได้เลยอะไรอย่างนี้นะครับ ก็คงจะไปชุมนุมกัน และในสถานการณ์อย่างนี้คงจะมีชุมนุมอื่นๆผสมผสานเข้ามาเยอะทีเดียว

สโรชา – แล้วกลับมาติดตามข่าวสาร เรื่องราวที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ได้ในวันอาทิตย์หน้านะคะ ก่อนจะถึงวันจันทร์ กลับมาพบกับเราทั้ง 3 คนเช่นเคยค่ะ สำหรับวันนี้ขอบพระคุณค่ำ สำหรับการติดตาม สวัสดีค่ะ

สำราญ , คำนูณ – สวัสดีครับ

****************************************************************
กำลังโหลดความคิดเห็น...