xs
xsm
sm
md
lg

กรอ.ขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารทำความเย็นเป็นมิตรต่อชั้นบรรยากาศโอโซน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรอ. และภาคีเครือข่าย 6 หน่วยงาน ขับเคลื่อนเทคโนโลยีสารทำความเย็นและการผลิตโฟม ที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและชั้นบรรยากาศโอโซน ด้วยการลด เลิก ใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFCs) พร้อมโชว์ความสำเร็จของโครงการเฟสแรก ลดปริมาณการใช้สาร HCFCs ได้ 61.9% สูงกว่าเป้าหมายซึ่งกำหนดที่ 15 % ในปี 2561 เดินหน้าโครงการเฟส 2 ตั้งแต่ปี 2563 - 2566 เพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน ,เทคนิควิชาการแก่ผู้ประกอบการ มุ่งควบคุมปริมาณการใช้ให้เท่ากับศูนย์ในปี 2583


นายประกอบ วิวิธจินดา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องสิ่งแวดล้อมและชั้นบรรยากาศโอโซน โดยมีการส่งเสริมการใช้สารเคมีทางอุตสาหกรรมที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ สาร HCFCs เป็นสารที่ถูกควบคุมภายใต้พิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยการลดและเลิกการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ซึ่งประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 และมีพันธกรณีในการลดและเลิกใช้สารดังกล่าว

กำหนดเป้าหมายให้เริ่มควบคุมปริมาณการใช้ในปี พ.ศ. 2556 ซึ่งมีค่าฐานที่ 927 โอดีพีตัน ( ค่าศักยภาพในการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน โดยคิดค่าเทียบเท่ากับค่าทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนของสาร CFC-11) และให้ลดปริมาณการใช้ลงตามลำดับ โดยในปี 2558 ลดลง 10 % , ปี 2563 ลดลง 35% , ปี 2568 ลด 67.5 % และควบคุมปริมาณการใช้สาร HCFCs ให้เท่ากับศูนย์ ภายในปี 2583


ที่ผ่านมา กรอ. ร่วมกับธนาคารโลก ซึ่งเป็นหน่วยดำเนินงาน (Implementing Agency: IA) จัดทำโครงการลดและเลิกใช้สาร HCFCs ของประเทศไทย ระยะที่ 1 ซึ่งได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินแบบให้เปล่าจากกองทุนพหุภาคีภายใต้พิธีสารมอนทรีออล จำนวน 23,052,037 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำเนินโครงการตั้งแต่ ปี 2557 - 2561 โดยเน้นให้ความช่วยเหลือและลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคการผลิตโฟมและเครื่องปรับอากาศ ในการปรับเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนใหม่ที่ไม่ทำลาย ชั้นบรรยากาศโอโซนและมีค่าศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนต่ำ

ปัจจุบันโครงการฯ ระยะที่ 1 ได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จ และสามารถลดปริมาณการใช้สาร HCFCs ได้ 61.9 % สูงกว่าเป้าหมายซึ่งกำหนดที่ 15 % สำหรับปี 2561 โดยมีการนำเข้าเพียง 353.16 โอดีพีตัน เทียบกับปริมาณโควตาการนำเข้าซึ่งกำหนดไว้ที่ 788 โอดีพีตัน

การดำเนินงานในระยะต่อไป กรอ.จะร่วมกับธนาคารโลกและภาคีเครือข่าย คือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมศุลกากร ธนาคารออมสิน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และภาคเอกชน อยู่ระหว่างดำเนินโครงการลดและเลิกใช้สาร HCFCs ระยะที่ 2 ซึ่งประเทศไทยได้รับอนุมัติเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนพหุภาคีภายใต้พิธีสารมอนทรีออล จำนวน 5,083,929 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อดำเนินการลดและเลิกใช้สาร HCFCs ในช่วงปี 2563 - 2566 ซึ่งเป็นมาตรการมุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินและเทคนิควิชาการแก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมผลิตโฟมแบบฉีดพ่น (Spray Foam) รวมถึงภาคอุตสาหกรรมผลิตตู้เย็น และตู้แช่เชิงพาณิชย์ ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปใช้สารทดแทน ที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและชั้นบรรยากาศโอโซน

นอกจากนี้ โครงการฯ จะมีการเสริมสร้างศักยภาพ ด้านการตรวจวิเคราะห์ชนิดสารทำความเย็นให้แก่กรมศุลกากร รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งและซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศที่ใช้สาร HFC-32 เป็นสารทำความเย็น ในสังกัดกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยมีเป้าหมายในการจัดอบรมให้แก่ช่างซ่อมบำรุง 5,500 คน

จะเห็นได้ว่า โครงการฯ นอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการและยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว จะเป็นประโยชน์ ในการพัฒนาและยกระดับฝีมือแรงงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนต่อไป


กรอ. เชิญชวนผู้ประกอบการผลิตโฟมแบบฉีดพ่นที่ยังใช้สาร HCFC-141b ในการผลิต ยื่นข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินแบบให้เปล่า ได้ที่กองบริหารจัดการวัตถุอันตราย โทร. 0 2202 4228, 4104 เพื่อการปรับเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนใหม่ที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศและชั้นบรรยากาศโอโซนในอนาคต
กำลังโหลดความคิดเห็น...