xs
xsm
sm
md
lg

“อาคม”ไม่หวั่นม็อบ ดันมาตรการของขวัญปีใหม่กระตุ้นศก.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รัฐมนตรีคลัง ขอให้ภาคธุรกิจ อย่ากังวลการชุมนุม ขอให้เดินหน้าธุรกิจ เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศ ขณะที่กระทรวงการคลัง เตรียมออกมาตรการของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี และวางแผนรับมือการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงการคลัง ก่อนเรียกประชุมผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลัง จากนายอาคม เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลประยุทธ์ 2/3 เพื่อผลักดันมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พิจารณามาตรการของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน  กระตุ้นกำลังซื้อปลายปี ซึ่งถือเป็นนโยบายระยะเร่งด่วน หลังสถานการณ์โควิด-19เริ่มคลี่คลาย

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ กระทรวงการคลัง จึงต้องเตรียมมาตรการไว้รองรับด้วย ซึ่งการลงทุนของภาคเอกชนที่จะมาหลังเปิดประเทศ อาจมาใน 2 รูปแบบ คือ รูปแบบนักลงทุนโดยตรง และรูปแบบที่เป็นนักท่องเที่ยวและต้องการลงทุนด้วย จึงต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆให้เอื้อต่อการลงทุน

นายอาคม มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลัง แต่งตั้งคณะกรรมการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ และติดตามโครงการลงทุนต่างๆให้เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่กำลังสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ ขณะนี้กำลังพิจารณาแนวทางช่วยเหลือ ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้ ขณะที่ลูกหนี้เอง ก็จะต้องปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กันไปด้วย

นายอาคม กล่าวด้วยว่า ขอให้ภาคเอกชน เดินหน้าธุรกิจต่อไป ไม่ต้องกังวลปัญหาการชุมนุมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะแต่ละวัน คือ รายได้ ขณะที่กระทรวงการคลัง จะดูแลศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ ดำเนินนโยบายการคลัง ให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่เหมาะสม

นายอาคม ย้ำถึงนโยบายการคลัง ที่จะเน้นการประสานนโยบายและมาตรการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างยั่งยืน (Fiscal Sustainability)

(1) ระยะสั้น จะให้ความสำคัญกับการบริหารภาพรวมเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวโดยเร็ว ได้แก่ การขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามมติของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากการระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วน คือ การกระตุ้นการบริโภค และการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องของภาคธุรกิจต่างๆ

(1.1) การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของทั้งภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม SME เช่น มาตรการ Soft loan การเร่งรัดการปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงมาตรการการพักชำระหนี้ในระยะต่อไป โดยกระทรวงการคลังต้องประสานธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในระยะต่อไป

(1.2) การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในกลุ่มต่างๆ ผ่านมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้ว เช่น การให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่ง ควรเร่งรัดให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนด

(1.3) มาตรการรองรับปัญหาการว่างงานอันเกิดจากวิกฤติโควิด-19 โดยต้องพยายามให้เอกชนรักษาการจ้างงานขององค์กรไว้ให้ได้มากที่สุด โดยขณะนี้รัฐบาลได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการจ้างงานใหม่สำหรับผู้จบการศึกษาใหม่โดยภาครัฐและเอกชนไว้แล้ว

(1.4) การสร้างความเข้มแข็งฐานะการคลังอย่างยั่งยืน ดูแลกระแสเงินสดของภาครัฐ ให้เพียงพอต่อการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการจัดเก็บรายได้ ให้ได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งการหารายได้เพิ่มจากรายได้ที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tax revenue) จากทรัพย์สินของรัฐ รายได้จากรัฐวิสาหกิจ รวมถึงเงินนอกงบประมาณต่างๆ ที่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ ควรต้องนำกลับมาช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล

(1.5) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในปี 2564 ทั้งงบประมาณรายจ่ายและงบลงทุนโดยเฉพาะงบการจัดประชุมสัมมนาในต่างจังหวัดซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคได้ รวมถึงการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เพื่อเร่งนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุด

(2) มาตรการระยะปานกลาง เป้าหมายคือการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและดูแลให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพหลังจากวิกฤตโควิด-19 โดยให้ความสำคัญในการปรับโครงสร้างการคลังของประเทศทั้งในส่วนของรายได้และรายจ่าย เช่น การจัดเก็บภาษี E-commerce, Online-trade และ E-logistics เป็นต้น โดยมีประเด็นเร่งด่วน คือ การเตรียมมาตรการฟื้นฟูหลังเศรษฐกิจเปิด (Reopening economy) ทั้งมาตรการด้านการเงินการคลังเพื่อรองรับการดำเนินการดังกล่าว และการเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่ได้รับการอนุมัติแล้ว รวมทั้งการจัดแหล่งเงินลงทุน (Financing infrastructure) ที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการ เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐในระยะต่อไป

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายในการทำงานแก่ผู้บริหารกระทรวงการคลัง 

(1) ต้องมุ่งเน้นหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานที่ดูแลรายรับ รายจ่ายและงบการเงินของประเทศ จึงต้องมีมาตราฐานการเงินการคลังตามมาตรฐานสากล จะต้องตรวจสอบได้และมีความโปร่งใส

(2) จะต้องรอบคอบภายใต้กรอบวินัยการคลังของประเทศ และกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

(3) จะต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการคลัง ด้านการเงิน ด้านตลาดทุน ที่ดูแลด้านปฏิบัติ ด้านกำกับดูแล ด้านนโยบายในภาพรวม ส่วนในระดับมหภาคหรือในภาพรวมต้องหารืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเศรษฐกิจมหภาค ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย










กำลังโหลดความคิดเห็น...