xs
xsm
sm
md
lg

NIA ผนึกเอกชน เดินหน้า“SPACE-F”ดันไทย สู่“ฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA  ร่วมภาคเอกชน โชว์ความสำเร็จโครงการ “สเปซ-เอฟ” และสตาร์ทอัพฟู้ดเทค รุ่น 1 พร้อม เดินหน้าปั้น 9 เทรนด์นวัตกรรมอาหาร สร้างโอกาสให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็น “ฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์”

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับบริษัท  ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยมหิดล จัดงาน SPACE-F batch 1 Incubator Demo Day  นำเสนอผลงานสตาร์ทอัพที่ผ่านการบ่มเพาะในรุ่นที่ 1 ภายใต้โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตทางธุรกิจเทคโนโลยีอาหารระดับโลกแห่งแรกของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SPACE-F โดยมีสตาร์ทอัพ ที่ร่วมโชว์ผลงาน 7 ทีม ได้แก่ Anrich 3D 3D-Printing สำหรับการออกแบบโภชนการอาหารรายบุคคล , Let’s Plant Meat เนื้อจากพืชที่เหมาะกับอาหารเอเชีย ,Artificial Anything (EIS) เซ็นเซอร์ตรวจสอบคุณภาพในการผลิตเครื่องดื่ม ,Qualifresh เซ็นเซอร์ควบคุมอุณหภูมิการจัดเก็บและขนส่งสินค้าด้านอาหาร ,Advanced Green Farm เทคโนโลยีการเพาะปลูกผำ/ไข่น้ำ พืชตระกูลแหนโปรตีนสูง ,More Meat เนื้อจากพืชที่ส่งตรงถึงร้านอาหารและผู้บริโภค และSesamilk นมทางเลือกผลิตจากงา

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า NIA เล็งเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาสตาร์ทอัพในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสร้างโอกาสให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็น “ฟู้ดเทคซิลิคอนวัลเลย์”  ซึ่งโครงการ SPACE-F ประกอบด้วย โครงการบ่มเพาะ (Incubator Program) และโครงการเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator Program) ที่จะร่วมผลักดันและสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงให้สามารถสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่มีความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้สตาร์ทอัพ เติบโตได้อย่างยั่งยืน และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมอาหารทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล

เน้นการพัฒนานวัตกรรมอาหารโลกใน 9 เทรนด์หลัก ได้แก่ การพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ ,การผลิตโปรตีนทางเลือก, กระบวนการผลิตอาหารอัจฉริยะ ,การพัฒนาบรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต ,การคิดค้นส่วนผสมและสูตรอาหารใหม่

การพัฒนาวัสดุชีวภาพและสารเคมี เทคโนโลยี , การบริหารจัดการร้านอาหาร, การตรวจสอบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร  และบริการอัจฉริยะด้านอาหาร

ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า โครงการ SPACE-F รุ่นที่ 1 ที่เพิ่งจบไปนั้นช่วยสร้างพัฒนาการให้แก่สตาร์ทอัพอย่างมาก จากที่มีเพียงแนวคิดในช่วงแรก ขณะนี้หลายผลิตภัณฑ์ได้มีการวางขายตามซุปเปอร์มาร์เกตชั้นนำ และช่องทางออนไลน์ ได้แก่ Anrich 3D ระบบ 3D-Printing สำหรับการออกแบบโภชนการอาหารรายบุคคล , Let’s Plant Meat เนื้อจากพืชที่เหมาะกับอาหารเอเชีย  

Artificial Anything (EIS) เซ็นเซอร์ตรวจสอบคุณภาพในการผลิตเครื่องดื่ม ,Qualifresh เซ็นเซอร์ควบคุมอุณหภูมิการจัดเก็บและขนส่งสินค้าด้านอาหาร ,Advanced Green Farm เทคโนโลยีการเพาะปลูกผำ/ไข่น้ำ พืชตระกูลแหนโปรตีนสูง ,More Meat เนื้อจากพืชที่ส่งตรงถึงร้านอาหารและผู้บริโภค และ Sesamilk นมทางเลือกผลิตจากงา รวมไปถึงยังมีการทำการตลาดระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) 

หลังจบโครงการ  NIA ยังมีกลไลที่ช่วยสนับสนุนและต่อยอดสตาร์ทอัพในโครงการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทุนการสร้างเครือข่ายจากภาครัฐและเอกชน เช่น สถาบันการเงิน องค์กรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมไปถึงการสนับสนุนช่องทางตลาด การประชาสัมพันธ์ การพัฒนาตลาดผ่านงาน Startup Thailand , Innovation Thailand Expo 

ด้าน นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ SPACE-F ก่อตั้งขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยความร่วมมือของผู้ก่อตั้ง ทั้ง NIA มหาวิทยาลัยมหิดล และไทยยูเนี่ยน ด้วยความหวังว่าจะมีส่วนสร้างระบบนิเวศของสตาร์ทอัพขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในอุตสาหกรรมอาหารไทยยูเนี่ยน เชื่ออย่างยิ่งว่านวัตกรรมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทั้งในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารในวงกว้าง เพราะทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน  ที่ไทยยูเนี่ยน เรามีนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์กว่าร้อยคนทำงานที่ศูนย์นวัตกรรมไทยยูเนี่ยนเพื่อพัฒาและนำเทคโนโลยีมาต่อยอดให้กับผลิตภัณฑ์ของเรา 

นอกจากนี้ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมแบบเปิด หรือ Open Innovation โดยมีการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยต่าง ๆ และสตาร์ทอัพที่มีแนวคิดและนวัตกรรมที่น่าสนใจ  โครงการ SPACE-F นี้ได้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของไทยยูเนี่ยนในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่จะพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหารให้เกิดขึ้นในประเทศไทย  ความสำเร็จของโครงการSPACE-F ในปีแรกนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันว่าแรงสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชน มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเปิดโอกาสและช่วยผลักดันให้นวัตกรรมจากสตาร์ทอัพเหล่านี้ได้พัฒนาและก้าวไปสู่การพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมต่อไป

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขณะนี้โครงการ SPACE-F  ดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 โดยมี 3 พันธมิตรใหม่ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร จำกัด และบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด เสริมทัพเข้ามาสนับสนุน ทำให้โครงการ SPACE-F ถือเป็นการประสานพลังขององค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาชั้นนำของประเทศ

ผลสัมฤทธิ์ของทีม startup ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบ่มเพาะจากการเข้าร่วมโครงการ SPACE-Fในระดับ Incubator รุ่นแรกของปีที่แล้ว ทำให้เกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง และพัฒนาไปสู่ผู้ประกอบการที่สร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่ใช้นวัตกรรมเป็นตัวนำเศรษฐกิจ ซึ่งเราหวังว่าจะมีส่วนช่วยนำประเทศไทยไปสู่ความสำเร็จของอุตสาหกรรมอาหารในระดับโลก มหาวิทยาลัยมหิดลเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า องค์กรพันธมิตรทั้งรุ่นก่อตั้งและที่เสริมทัพเข้ามาเพิ่มของSPACE-F จะเป็นพลังสำคัญในการช่วยกันทำให้ประเทศไทย มุ่งไปสู่เป้าหมายของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคด้วยนวัตกรรม บนรากฐานของความร่ำรวยทางทรัพยากร และพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางชั้นแนวหน้าแห่งหนึ่งของนวัตกรรมด้านอาหารในระดับโลก

ด้านนายฌอง เลอเบรอตง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)     กล่าวว่า ประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย และอาหารอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญมากความสามารถ ที่สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางความรู้ด้านวัตกรรมอาหารรของภูมิภาค ซึ่งไทยเบฟ คาดหวังให้ความร่วมมือในโครงการ SPACE-F  รุ่นที่ 2 สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ที่มีความหลากหลาย ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงแต่ในประเทศไทย แต่สำหรับทุก ๆ คนในโลกใบนี้

 Let’s Plant Meat เนื้อจากพืชที่เหมาะกับอาหารเอเชีย

More Meat เนื้อจากพืชที่ส่งตรงถึงร้านอาหารและผู้บริโภค

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA
กำลังโหลดความคิดเห็น...