xs
xsm
sm
md
lg

AOT ก้าวสู่ปีที่ 42 ลุยพัฒนาสนามบินรองรับความต้องการเดินทางที่จะมากขึ้นหลังจบโควิด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บมจ. ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. (AOT) ครบรอบ 41 ปีการดำเนินงาน ในวันที่ 1 ก.ค.63พร้อมก้าวสู่ปีที่ 42
เดินหน้าพัฒนาสนามบินในความรับผิดชอบให้มีศักยภาพรองรับความต้องการเดินทางที่จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลาย


นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 AOT
จะครบรอบ 41 ปีการดำเนินงาน ปัจจุบันมีสนามบินภายใต้การบริหารของ AOT จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.) ซึ่งในปีงบประมาณ 2563
ปริมาณการจราจรทางอากาศของ AOT ในภาพรวมรอบ 8 เดือน (ตุลาคม 2562 – พฤษภาคม 2563) เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีเที่ยวบิน 425,900 เที่ยวบิน ลดลง 29.80%

แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 229,400 เที่ยวบิน ลดลง 30.20% และเที่ยวบินภายในประเทศ 196,500 เที่ยวบิน ลดลง 29.33% ขณะที่
มีผู้โดยสาร 64.20 ล้านคน ลดลง 33.94% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 37.24 ล้านคน ลดลง 34.72%
และผู้โดยสารภายในประเทศ 26.96 ล้านคน ลดลง 32.83% โดยในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563
(ตุลาคม - ธันวาคม 2562) ปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้น

แต่หลังจากมีการแพร่ระบาด
ของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ในช่วงต้นปี 2563 ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด
ที่รวมถึงการห้ามเครื่องบินขนส่งคนโดยสารทำการบินเข้าสู่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ส่งผลให้มีจำนวนผู้โดยสาร
มาใช้บริการสนามบินของ AOT โดยรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง คือ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2563 เที่ยวบินลดลงกว่า 55.28% และผู้โดยสารลดลงกว่า 66.32%
ด้านปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศของ ทอท.ในภาพรวมรอบ 8 เดือนของปีงบประมาณ 2563 ก็ลดลงเช่นกัน คือ มีสินค้าและไปรษณียภัณฑ์จำนวน 825,665 ตัน ลดลง 17.61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งสาเหตุที่ปริมาณการขนส่งสินค้ามีอัตราลดลงไม่มากดังเช่นจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารนั้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้น
ของเที่ยวบินขนส่งสินค้าเป็นหลัก โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม 2563) แม้ว่าเที่ยวบินโดยสารจะลดลงมาก จากเดิมเฉลี่ย 6,500 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เหลือเพียง 500 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (ซึ่งทำให้ปริมาณสินค้าที่ลำเลียงโดยเที่ยวบินโดยสารลดลงถึง 74.22%)

เที่ยวบินขนส่งสินค้ากลับมีอัตราการเพิ่มขึ้นถึง 127.22% (เพิ่มจาก 160 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็น 360 เที่ยวบินต่อสัปดาห์) ซึ่งสายการบินมีการปรับตัวโดยหันมา
ทำการบินแบบเที่ยวบินขนส่งสินค้าทดแทนเที่ยวบินโดยสารที่ต้องหยุดบินชั่วคราวตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินขนส่งสินค้าอาจช่วยชดเชยปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศได้เพียงบางส่วน เนื่องจากในอดีตนั้นกว่า 80% ของการขนส่งจะถูกดำเนินการผ่านเที่ยวบินโดยสารเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการด้านการเงินของ AOT รอบ 6 เดือนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 31 มีนาคม 2563 (งบการเงินเฉพาะบริษัท) AOT มีรายได้จากการขายหรือการให้บริการ 27,476.80 ล้านบาท และรายได้อื่น 1,421.31 ล้านบาท รวมรายได้คิดเป็น 28,898.11 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่าย 15,173.34 ล้านบาท และค่าใช้จ่าย
ภาษีเงินได้ 2,760.98 ล้านบาท จึงทำให้มีกำไรสำหรับงวดดังกล่าว จำนวน 10,963.80 ล้านบาท

นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า AOT ยังคงเดินหน้าโครงการพัฒนาสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อให้สามารถรองรับการจราจรในอนาคต

โดยในส่วนของโครงการพัฒนา ทสภ. ระยะที่ 2 มีความคืบหน้าในการดำเนินงานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (Satellite 1 : SAT-1) 88% ปัจจุบัน AOT ดำเนินงานโครงสร้างแล้วเสร็จ
อยู่ระหว่างดำเนินงานสถาปัตยกรรม ตกแต่งภายใน งานภูมิทัศน์ และติดตั้งงานระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ
ไฟฟ้า เครื่องกล สุขาภิบาล และระบบสารสนเทศภายในอาคาร ซึ่งผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ
ทำให้ภาพรวมการทดสอบการเตรียมความพร้อมการเปิดให้บริการ (Operation Readiness and Airport
Transfer : ORAT)

สำหรับอาคาร SAT-1 ต้องเลื่อนออกไป คาดว่าจะทำการทดสอบระบบการปฏิบัติงานต่างๆ ร่วมกันแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2565 เช่น ระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automated People Mover : APM) ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ระบบบริหารลานจอดอากาศยาน ระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง เป็นต้น

AOT คาดว่าเที่ยวบินและผู้โดยสารจะเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจนกลับมามีปริมาณการจราจรเป็นปกติ (ที่ระดับเดิมของปี 2562) ในเดือนตุลาคม 2565 ดังนั้น AOT อาจต้องพิจารณาการเปิดใช้อาคาร SAT-1 ให้สอดคล้องกับ
ปริมาณผู้โดยสารต่อไป

สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนา ทดม.ขณะนี้การก่อสร้างอาคารบริการผู้โดยสาร หรือเรียกว่า
Service Hall บริเวณลานจอดรถรับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นอาคารที่เชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ
อาคาร 1 ด้านทิศเหนือ มีพื้นที่ใช้งานประมาณ 3,000 ตารางเมตร สำหรับให้ผู้โดยสารกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ได้ใช้เป็นพื้นที่
จัดกระเป๋าเดินทางก่อนขึ้นเครื่องที่จะช่วยลดความแออัดภายในอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศได้ โดยคาดว่า
จะสามารถเปิดให้บริการได้ในเดือนสิงหาคม 2563 รวมถึงโครงการก่อสร้างทางเดินเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีแดง ระยะทาง 200 เมตร เชื่อมต่อจากโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต สถานีดอนเมือง
เข้าสู่ภายใน ทดม.บริเวณอาคารจอดรถยนต์ 7 ชั้น คาดว่าดำเนินการเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2563 ก่อนการเปิดให้บริการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ในปี 2564

นอกจากนี้ จะปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร อาคาร 1 เพื่อรองรับผู้โดยสารภายในประเทศ การก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร อาคาร 3 บริเวณอาคารผู้โดยสารเดิมที่ไม่ได้ใช้งาน เป็นการคืนสภาพขีดความสามารถเดิมของ ทดม.ในการรองรับปริมาณผู้โดยสารได้ไม่น้อยกว่า 40 ล้านคนต่อปี โดยคาดว่า
จะแล้วเสร็จในปี 2567
ในส่วนของสนามบินภูมิภาคของ AOT อีก 4 แห่ง ได้แก่ ทชม. ทชร. ทภก.และ ทหญ.ยังเดินหน้าดำเนินโครงการพัฒนาสนามบินตามแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินเช่นกัน ซึ่งรวมถึงการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ และ
รักษามาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้สนามบินมีศักยภาพและสามารถรองรับความต้องการการเดินทางที่จะกลับ
เข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งการขนส่ง การท่องเที่ยว และ
ธุรกิจการบริการของประเทศให้กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

นายนิตินัย กล่าวว่า ในปีต่อไป AOT ยังมุ่งเน้นการให้บริการด้วยความสะอาดและปลอดภัย เพื่อสุขภาพ
ที่ดี ปลอดโรคของผู้ใช้บริการสนามบินควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่จะช่วยเหลือสังคมผ่านการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของประเทศไทย ทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ AOT แม้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดฯ
ที่การเดินทางทางอากาศยังคงชะลอตัวในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า ขณะที่การขนส่งสินค้าทางอากาศมีการปรับตัว
ในอัตราที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น โครงการเกี่ยวกับสินค้าเน่าเสียง่าย (Premium Perishable Lane : PPL) ณ ทสภ.
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบและรับรองคุณภาพสินค้าก่อนส่งออก (Certify Hub) จะช่วยให้สินค้าเกษตรของไทยคงคุณภาพและมีมาตรฐานตามหลักสากล และจะช่วยนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยอีกด้วย

นายนิตินัย กล่าวด้วยว่า AOT มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ พร้อมพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องและยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ AOT เติบโตและ
ก้าวไปอย่างมั่นคง พร้อมกับการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน








กำลังโหลดความคิดเห็น...