xs
xsm
sm
md
lg

ธปท.ออก 2 พ.ร.ก.ช่วยภาคธุรกิจฝ่าวิกฤตโควิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ธนาคารแห่งประเทศไทย ออก 4 มาตรการดูแลภาคธุรกิจช่วงวิกฤตโควิด, พักหนี้ให้เอสเอ็มอี ที่มีวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ทุกราย นาน 6 เดือน และออก พ.ร.ก.2 ฉบับ บริหารสภาพคล่อง 9 แสนล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ และดูแลเสถียรภาพตลาดเงิน

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า มาตรการเยียวยาดูแลภาวะเศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของเชื้อโควิด-19 ระยะ 3 ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวานนี้ นอกจากมาตรการทางการคลังแล้วยังมีมาตรการทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย 4 มาตรการมาตรการแรก คือ เลื่อนกำหนดชำระหนี้เอสเอ็มอี ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท โดยธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ และธนาคารรัฐ แต่ละแห่งไม่เกิน 100 ล้านบาท จะได้รับสิทธิเป็นการทั่วไป ไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้เอสเอ็มอีมีสภาพคล่อง, มีเงินสดในมือ ช่วยรักษาการจ้างงาน ประคับประคองธุรกิจให้ก้าวผ่านวิกฤตและความท้าทายนี้ไปได้ คาดว่าจะมีเอสเอ็มอีกลุ่มที่ได้พักหนี้ 1.7 ล้านราย

มาตรการที่ 2 สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 5 แสนล้านบาท ให้เอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะปล่อยกู้ให้สถาบันการเงิน ดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี เพื่อให้สถาบันการเงินนำไปปล่อยต่อให้ลูกค้า คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ขณะที่รัฐบาลจะรับภาระดอกเบี้ยให้ 6 เดือนแรก โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องจ่าย

มาตรการที่ 3 เสริมสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้เอกชน โดย ครม.ออก พ.ร.ก.เพื่อให้อำนาจ ธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าไปดูแลตลาดตราสารหนี้ ผ่านการจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่อง (BFS) วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินสำรองชั่วคราว (Bridge financing) สำหรับเข้าไปซื้อตราสารหนี้ ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดี ที่มีตราสารหนี้ครบกำหนดชำระในช่วง 2563-2564

และมาตรการที่ 4 ลดเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จาก 0.46% เหลือ 0.23% เป็นเวลา 2 ปี โดยคาดหวังให้สถาบันการเงินจะนำต้นทุนที่ลดลงไปปรับลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าทันที

นายวิรไทบอกว่า หากเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจปีนี้กับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง หลายธุรกิจได้รับผลกระทบรุนแรง และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ การแก้ปัญหาได้เกิดขึ้นตามในภายหลัง ส่งผลให้มีต้นทุนที่สูงมากในการแก้ปัญหา ทั้งต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจ และต้นทุนต่อรัฐบาลเอง

แต่รอบนี้เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยมองเห็นปัญหาได้ก่อนจึงสร้างกลไกที่ได้เรียนรู้จากประเทศต่างๆ มาเป็นเครื่องมือที่คิดล่วงหน้าไว้ เป็นแนวทางที่มองไปข้างหน้า และเตรียมเครื่องมือไว้พร้อมใช้เมื่อถึงเวลาที่จำเป็น









กำลังโหลดความคิดเห็น...