xs
xsm
sm
md
lg

เปิด 16 ข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินโควิด-19 มีผลบังคับใช้ 26 มี.ค.นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 1 ตามที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 แล้วนั้น

มีรายละเอียด ข้อกำหนดและข้อปฏิบัติแก่ส่วนราชการทั้งหลาย ภายใต้หลักเกณฑ์เงื่อนไขและเงื่อนเวลา โดยย่อ 16 ข้อ ดังนี้

1. ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง หรือ สถานที่ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคโควิด-19 ตามที่กำหนดในมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 17 มีนาคม 2563 หรือที่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ประกาศก่อนหน้านี้

2. ปิดสถานที่เสี่ยงติดต่อโรค ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดออกคำสั่ง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 (1) พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 พิจารณาสั่งปิดสถานที่ที่มีคนจำนวนมากไปทำกิจกรรมร่วมกันและเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคโควิด-19 เป็นการชั่วคราว โดยต้องสั่งปิดสถานที่ดังต่อไปนี้

2.1 สนามมวย สนามกีฬา สนามแข่งขัน สนามเด็กเล่น สนามม้า ในทุกจังหวัด จนกว่าจะมีประกาศอื่น

2.2 ผับ สถานบริการ สถานที่แสดงมหรสพ สถานที่มีการแสดง หรือ การละเล่นสาธารณะ อาบ อบ นวด และนวดแผนโบราณ สปา สถานที่ออกกำลังกาย (ฟิตเนส) สถานบันเทิง ในกรุงเทพมหานคร และ ปริมณฑล

2.3 แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ พิพิธภัณฑสถาน ห้องสมุดสาธารณะ ศาสนสถาน สถานีขนส่งหรือโดยสาร ตลาด ห้างสรรพสินค้า ให้พิจารณาโดยสั่งปิดเฉพาะส่วนหรือทั้งหมด โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงโอกาสเสี่ยงโรคติดต่อ พร้อมให้เจ้าของสถานที่จัดให้มีมาตรการคัดกรองและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนด

3. การปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งทางอากาศ ทางบก ทางน้ำ เว้นแต่

3.1 เป็นผู้ได้รับการยกเว้น หรือ ได้รับอนุญาตจากนายกรัฐมนตรี หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินกำหนด หรือ อนุญาตตามความจำเป็น โดยกำหนดเงื่อนไขและเงื่อนเวลาได้

3.2 เป็นผู้ขนส่งสินค้าตามความจำเป็น เมื่อเสร็จภารกิจแล้วให้กลับออกไปโดยเร็ว

3.3 เป็นผู้ควบคุมยานพาหนะหรือเจ้าหน้าที่ประจำยานพาหนะ มีความจำเป็นเข้ามาตามภารกิจและมีกำหนดเวลาเดินทางออกนอกราชอาณาจักรชัดเจน

3.4 เป็นบุคคลในคณะทูต คณะกงสุล องค์การระหว่างประเทศ หรือ ผู้แทนรัฐบาลที่มาปฏิบัติงานในไทย หรือได้รับอนุญาตมีหนังสือรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศอนุญาตตามความจำเป็น

3.5 เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย แต่มีใบอนุญาตทำงาน หรือได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ทำงานในราชอาณาจักร

3.6 เป็นผู้มีสัญชาติไทยในต่างแดน ให้ติดต่อสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยในประเทศที่พำนัก เพื่อออกหนังสือรับรอง หรือมีใบรับรองแพทย์ ทั้งนี้ผู้ได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผัน ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทางทางอากาศ

4. ห้ามกักตุนสินค้า สินค้าซึ่งเป็น ยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม สินค้าอื่นที่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน โดยจะมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องตรวจและควบคุมดูแลผู้ประกอบการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ตาม พ.ร.บ.สำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2497

5. การห้ามชุมนุม ห้ามทำกิจกรรม หรือ การมั่วสุม ในสถานที่แออัด หรือกิจกรรมดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

6. ห้ามเสนอข่าว หรือ เผยแพร่ข่าวสาร ข้อความ เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) อันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว เผยแพร่ข่าวสารไม่เป็นความจริง เจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน หากกระทบต่อการดูแลความสงบเรียบร้อยกรณีนี้จะให้เจ้าหน้าที่เตือนและระงับหรือสั่งให้แก้ไขข่าว หากมีผลกระทบรุนแรงต้องถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

7. มาตรการเตรียมรับสถานการณ์

7.1 ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่ที่ตนรับผิดชอบ หากมีปัญหาให้รายงานกระทรวงมหาดไทย

7.2 ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่ง กำหนดและประชาสัมพันธ์ เผยแพร่มาตรการเพื่อช่วยเหลือ หรือบรรเทาผลกระทบอันเกิดจากการบังคับใช้มาตรการของรัฐต่อประชาชนตามหน้าที่และอำนาจ โดยพิจารณาใช้งบประมาณของตนเองเป็นอันดับแรก ในกรณีไม่อาจดำเนินการได้ให้เสนอ หรือขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล

7.3 ให้โรงพยาบาล สถานพยาบาล หรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดหายา เวชภัณฑ์ เครื่องมือในการตรวจโรค เครื่องช่วยในการหายใจและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่จำเป็นให้เพียงพอตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เตรียมบุคลากรทางการแพทย์ และเตรียมสถานที่กักกัน สถานที่คุมไว้สังเกตหรือเตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยที่อาจเพิ่มจำนวนขึ้น โดยขอความร่วมมือดัดแปลงสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงแรม โรงเรียน มหาวิทยาลัย หอประชุม สถานที่ปฏิบัติธรรม เป็นต้น เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลชั่วคราว

7.4 ในการกักกันตัวเองไว้สังเกตอาการ ให้ปฎิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ส่วนผู้เดินทางข้ามเขตมาจากพื้นที่จังหวัดอื่น ให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งขึ้นสามารถเข้าตรวจสอบการเฝ้าระวังได้

8. มาตรการพึงปฏิบัติสำหรับบุคคลบางประเภท ให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 อยู่ในเคหสถาน หรือ บริเวณสถานที่พำนักของตน เพื่อป้องกันตนเองจากการติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมภายนอก ได้แก่

8.1 ผู้สูงอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป

8.2 กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวโรค ชนิดไม่ติดต่อเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคในระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ ซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่ำตามธรรมชาติของโรค

8.3 กลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยยกเว้นบุคคลที่มีความจำเป็นพบแพทย์ การรักษาพยาบาล การปฏิบัติหน้าที่แพทย์พยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ ปฏิบัติงาน หรือทำธุรกรรมเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน ตู้เอทีเอ็ม การสื่อสารมวลชน โทรคมนาคม และไปรษณีย์

9. มาตรการ เข้า-ออก นอกราชอาณาจักร ให้กระทรวงการต่างประเทศ และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้มงวดในการตรวจลงตราหรือออกวีซ่าหรืออนุญาตทั้งเข้าและออกประเทศไทย

10. มาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย ในกรุงเทพฯ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดเวรยามหรือตั้งจุดตรวจตามถนน เส้นทางคมนาคม สถานีขนส่งหรือโดยสาร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ การก่ออาชญากรรม มั่วสุม ในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค หากพบเห็นให้ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

11. มาตรการป้องกันโรค ให้มีมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อใช้ปฏิบัติเป็นการทั่วไป หรือใช้กรณีผ่อนผันยกเว้นการปฏิบัติตามข้อกำหนด ดังนี้

11.1 ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสของสถานที่ที่เกี่ยวข้องก่อนการจัดกิจกรรม กำจัดขยะมูลฝอยทุกวัน

11.2 ให้เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ ผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมกิจกรรม ลูกจ้าง ผู้ใช้บริการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า

11.3 ให้บุคคลตาม (11.2.) ล้างมือด้วยสบู่ แอลกอฮอล์เจล หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค

11.4 ให้บุคคลตาม (11.2.) เว้นระยะนั่งหรือยื่นห่างกันอย่างน้อยหนึ่งเมตร เพื่อป้องกันการติดต่อ สัมผัส หรือแพร่เชื้อโรคทางฝอยละอองน้ำลาย

11.5 ให้ควบคุมจำนวนผู้ร่วมกิจกรรม ไม่ให้แออัดหรือลดเวลาในการทำกิจกรรมให้สั้นลง หลีกเลี่ยงการติดต่อสัมผัสระหว่างกันทั้งนี้เจ้าหน้าที่อาจเพิ่มมาตรการใช้แอพพลิเคชั่นติดตามตัวทางโทรศัพท์เคลื่อนที่และนำมาตรการคุมไว้สังเกต หรือมาตรการกักกันตัวอย่างน้อย 14 วัน ตามกฏหมายว่าด้วยโรคติดต่อมาใช้ตามความจำเป็น

12. นโยบายยังคงให้เปิดสถานที่ทำการ โดยรัฐบาลมีนโยบายให้ โรงพยาบาล สถานพยาบาล คลินิกแพทย์รักษาโรค ร้านขายยา ร้านอาหารที่ไม่ใช่สถานบันเทิง แผงจำหน่ายอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าทั่วไป ห้างสรรพสินค้า แผนกซูปเปอร์มาร์เก็ต แผนกขายยา แผนกอาหาร แผนกสินค้าเบ็ดเตล็ดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต โรงงาน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกรรมการเงิน ธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม ตลาดและตลาดนัด รวมถึงหน่วยงานของรัฐ ยังคงเปิดดำเนินการในวันและเวลาราชการตามปกติ เว้นแต่ที่มีประกาศให้ปิดหรืองดดำเนินการไปก่อนแล้ว เช่น สถาบันการศึกษา

13. คำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ในช่วงนี้ ประชาชนควรพักหรือทำงานอยู่ที่บ้าน ในกรณีจำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตพื้นที่ ต้องรับการตรวจคัดกรองและปฏิบัติตามมาตรการที่ทางราชการกำหนด

14. คำแนะนำในการจัดกิจกรรมอื่น ๆ การจัดกิจกรรม พิธีการทางสังคมตามประเพณีนิยม ยังสามารถจัดได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค ตามที่ทางราชการกำหนดในข้อ 11

15. โทษ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 1-6 ในข้อกำหนดนี้ต้องรับโทษ ความผิด ตามมาตรา 18 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และอาจมีความผิดตามมาตรา 52 พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2548 หรือ มาตรา 41 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 แล้วแต่กรณี

16. การใช้บังคับ ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับทั่วราชอาณาจักร รวมทั้งพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเว้นแต่จะมีข้อกำหนดอย่างอื่น

อย่างไรก็ตามกรณีมีความจำเป็น นายกรัฐมนตรี อาจออกข้อกำหนดเปลี่ยนแปลง เพิ่มหรือลดมาตรการ เงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและเผยแพรให้ประชาชนทราบ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเอกสารประกาศตามแนบ
















กำลังโหลดความคิดเห็น...