xs
xsm
sm
md
lg

ลึกทันใจ : CP-BTS หายใจรดต้นคอ!ลุ้นระทึกชิงรถไฟ 3 สนามบิน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รายงานพิเศษ ลึกทันใจ ตอน CP-BTS หายใจรดต้นคอ!ลุ้นระทึกชิงรถไฟ 3 สนามบิน ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม NEWS1 วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2561



กลุ่มกิจการร่วมค้า 2 กลุ่มที่ยื่นซองเข้าชิงเค้กชิ้นใหญ่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3สนามบินคือ ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท ต้องถือเป็นมวยที่ถูกคู่จริงๆ คือกลุ่มที่1 ประกอบด้วยกิจการร่วมค้า บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ส่วนกลุ่มที่2คือกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ประกอบด้วย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด (ประเทศไทย), บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) , บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน)ซึ่งต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ต่างกัน

แต่หากเปรียบเป็นมวยก็เรียกได้ว่าทั้ง 2 กลุ่มจะมีคะแนนสูสีกันมาก ไม่มีใครเป็นรองใคร คะแนนก็ไม่น่าจะทิ้งห่าง เชื่อว่าจะผ่านคุณสมบัติด้านเทคนิคทั้ง 2 กลุ่ม แล้วให้ไปต่อสู้กันจริงๆ ในซองที่ 3 ซึ่งเป็นข้อเสนอด้านการลงทุน และผลตอบแทน หรือพูดง่ายๆ เป็นเรื่องการเงินที่รัฐจะควักน้อยที่สุด

แหล่งข่าวในกระทรวงคมนาคม ระบุว่า บีทีเอส สามารถบริหารต้นทุนได้ดีกว่า ดูได้จากผลประกอบการที่ผ่านมา แต่ก็ใช่ว่ากลุ่มซีพีจะสู้ไม่ได้ เพราะมีทีมที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการให้อยู่แล้ว

ดังนั้น ในท้ายที่สุด จะต้องตัดสินกันที่การพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการและการดำเนินกิจการทางพาณิชย์ว่าใครจะสามารถสร้างรายได้ให้กับโครงการก่อสร้างคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่บริเวณมักกะสันได้อย่างไร โดยทีโออาร์ระบุชัดเจนว่า บริเวณมักกะสันจำนวน 150 ไร่ จะต้องพัฒนาโครงการมีพื้นที่รวมกันต้องไม่น้อยกว่า 850,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 42,000 ล้านบาท ส่วนที่ดินบริเวณสถานีศรีราชา จำนวน 25 ไร่ มีพื้นที่อาคารรวมกันไม่น้อยกว่า 2 หมื่นตารางเมตร และมีมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 รายต้องสู้กันตรงนี้ว่าจะสร้างรายได้มาจากไหน อย่างไร เพื่อจะใช้เงินของรัฐน้อยที่สุดและให้ผลประโยชน์สูงสุดกับรัฐเมื่อสิ้นสัมปทาน ซึ่งมีการพูดคุยกันในกลุ่มวิศวกรว่า ซีพี หรือบีทีเอส ถือว่าเหมาะสมทั้งคู่ เพราะเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่สามารถแข่งขันกันได้จริงๆ บีทีเอส มีจุดแข็ง มีประสบการณ์การเดินรถ ส่วนซีพี ก็เป็นทุนใหญ่ดึงพันธมิตรที่เชี่ยวชาญมาได้ทั่วโลก

สำหรับซองที่ 2 จะประกาศผลประมาณวันที่ 11 ธันวาคมนี้ และเข้าสู่การพิจารณาในซองที่ 3 เป็นเรื่องของการเงิน จะใช้เวลาพิจารณา 6 วัน ซึ่งจะประกาศผลได้ในวันที่ 17 ธันวาคม เพื่อดูว่าใครเสนอผลประโยชน์ให้รัฐสูงสุดหรือขอการสนับสนุนน้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะได้โครงการนี้ไป แต่หากเปิดซองราคาแล้ว ปรากฏว่าทั้งซีพีและบีทีเอสเสนอราคามาเท่ากันพอดี ก็จะต้อง”ชิงดำ”กันที่คะแนนเทคนิคว่าใครได้สูงกว่า จากนั้นจะเจรจาต่อรองกันอีกครั้ง ก่อนที่จะถึงขั้นตอนการเซ็นสัญญาโครงการภายในเดือนมกราคมปีหน้านี้

ทีมข่าวลึกทันใจ รายงาน
กำลังโหลดความคิดเห็น...