xs
xsm
sm
md
lg

ทิสโก้เวลธ์เจาะลูกค้าชั้นกลาง แนะเฮลธ์แคร์-รีทฝ่าศก.ชะลอ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นางวรสินี เศรษฐบุตร หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเติบโตแบบชะลอตัว และมีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ในอนาคต การเลือกสินทรัพย์เพื่อลงทุนในระยะกลางถึงยาวจึงเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้น ทิสโก้เวลธ์ซึ่งมีจุดแข็งเรื่องการเป็น “ที่ปรึกษาการลงทุน” หรือ “Top Advisory House”  มาอย่างยาวนาน และมีทีม TISCO Wealth Advisory ที่ช่วยวิเคราะห์การลงทุนในเชิงลึก เป็นกลาง ทันสถานการณ์ ครอบคลุมทุกสินทรัพย์การลงทุน เข้ามาช่วยลูกค้าคัดเลือกกองทุนคุณภาพจากหลากหลายบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)

โดยปัจจุบันทิสโก้เวลธ์มีสินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (Asset under Advice: AUA) เฉพาะส่วนของกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนเกี่ยวกับเฮลธ์แคร์ และรีทกว่า 3,200 ล้านบาท โดยตั้งเป้าในปี 2563 จะมี AUA รวมเพิ่มขึ้น 10% โดยเป็นการเติบโตจากสินทรัพย์ภายใต้การให้แนะนำ และการขยายกลุ่มลูกค้าไปยังลูกค้าระดับกลางมากขึ้น จากเดิมจะเน้นลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงเป็นหลัก พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนผ่านแอปพลิเคชันซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2563

“ กว่า 1 ปี ที่เปิดให้บริการแนะนำและซื้อขายผลิตภัณฑ์กองทุนจากหลากหลาย บลจ. พบว่าลูกค้าให้การตอบรับดีมาก อาจเพราะทิสโก้เวลธ์ไม่ได้เป็นตัวแทนขายแบบจำกัดค่าย   ทำให้มีตัวเลือกมากสามารถคัดเลือกกองทุนคุณภาพที่เหมาะสมกับสถานการณ์มานำเสนอลูกค้าได้    ” นางวรสินีกล่าว

สำหรับทิสโก้เวลธ์มีกองทุนแนะนำสำหรับจัดพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยง คือ เสี่ยงต่ำมาก เสี่ยงต่ำ เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงสูง เสี่ยงสูงมาก โดยคัดเลือกกองทุนเด่น 12 บลจ.ชั้นนำ โดยทุกกองทุนแนะนำของทิสโก้เวลธ์จะต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกด้านต่างๆ เช่น อัตราผลตอบแทน, ความคุ้มค่าของความเสี่ยงต่อผลตอบแทน, ค่าความผันผวน และต้องเป็นกองทุนที่เหมาะกับสถานการณ์การลงทุนในช่วงนั้นๆ

ส่วนมุมมองการลงทุนในช่วงนี้ นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ หัวหน้าที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สัญญาณบ่งบอกถึงเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าเริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลังอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกอย่างสหรัฐฯ เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลงของการจ้างงาน ล่าสุดในเดือนสิงหาคมตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 130,000 ตําแหน่ง ต่ำกว่าคาดประมาณ 20,000 ตําแหน่ง ซึ่งหากการจ้างงานยังไม่ฟื้นตัวก็จะส่งผลกดดันต่อการบริโภคภาคเอกชนในที่สุด ส่วนทางด้านเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลกนั้นพบว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้ขยายตัวต่ำสุดในรอบกว่า 17 ปี โดยขยายตัวเพียง 4.8%
สำหรับเศรษฐกิจเยอมันนีซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยูโรโซนก็เริ่มได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และการชะลอตัวของอุปสงค์โลก โดย GDP ของเยอรมันนีหดตัวในไตรมาส 2 และมีแนวโน้มหดตัวต่อในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงเรื่องผลความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนในการเจรจา Brexit รออยู่ข้างหน้า ทำให้เมื่อเร็วๆ นี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลกปี 2562 จากระดับ 3.6% เป็น 3.3% ขณะที่ราคาหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากราว 15 - 20% สวนทางกับการคาดการณ์ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะชะลอตัวลง

ดังนั้น ด้วยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ทิสโก้เวลธ์ยังคงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องไปกับกระแสหลักของโลก หรือ หุ้นกลุ่ม Megatrend เนื่องจากผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้มักจะไม่ผันผวนไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยมีสินทรัพย์การลงทุนที่น่าสนใจลงทุน 2 กลุ่ม คือ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่ได้ประโยชน์จากกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอและการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองหลวงและเขตหัวเมืองใหญ่ หรือ Urbanization และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ (Healthcare) ที่ได้ประโยชน์จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของหลายประเทศทั่วโลก
  
ทั้งนี้ จุดเด่นของการลงทุนใน REITs คือสามารถจ่ายผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล (Dividend) ได้ในระดับสูง สม่ำเสมอและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในระดับสูงเหมือนกับการลงทุนในหุ้น แต่มีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น พร้อมทั้งมีโอกาสเติบโตจากการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองหลวงและเขตหัวเมืองใหญ่ หากอ้างอิงจากผลวิจัยขององค์การสหประชาชาติ (United Nation) บ่งชี้ว่า ในปี 2593 (31 ปีข้างหน้า) ประชากรโลกจะอาศัยอยู่ในเมืองหลวงและเขตหัวเมืองใหญ่เพิ่มเป็น 68.36% เติบโตจากระดับเพียง 29.61% ในปี 2493 นำโดย สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นจาก 53.4% และ 76.16% ในปี 2493 เพิ่มขึ้นเป็น 94.71% และ 90.97% ในปี 2593 ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อราคาและความต้องการเช่าพื้นที่ของอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ค่าเช่าในภาพรวมเติบโตสูงขึ้นและส่งผ่านมายังผลประกอบการของกองทุน Global REITs 

นายณัฐกฤติกล่าวอีกว่า สำหรับข้อดีของหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ คือ สามารถรอดพ้นจากการปรับตัวลดลงอย่างหนักของตลาดหุ้นได้ในทุกช่วงวิกฤต โดยในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทั้ง 3 ครั้งในปี 2533, 2544 และ 2551 กำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ระดับ 9%, 9% และ 4% ตามลำดับ ในขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนของบริษัทในดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลงถึง 28%, 22% และ 36% ตามลำดับ และในช่วงปี 2543 และปี 2551 นั้น ราคาหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ในตลาดS&P500 ปรับตัวลดลงเพียง 2% และ 17% ตามลำดับ และเมื่อเทียบกับดัชนี S&P500 ที่ปรับตัวลดลง 33% และ 40% ตามลำดับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...