xs
xsm
sm
md
lg

เงินบาทที่แข็งค่า (เทียบดอลลาร์สหรัฐ) ใครเสียหรือใครได้ประโยชน์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เกษมทัศน์ ทรรทรานนท์
ฝ่ายสินทรัพย์ทางเลือก บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)

เมื่อธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป ...
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี 2018 ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศว่าในปี 2019 นี้จะทำการขึ้นดอกเบี้ยเป็นจำนวน 2 ครั้งด้วยกัน แต่อย่างไรก็ดีภายหลังจากนั้นตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแรงลงไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนมีนาคม 2019 ที่เพิ่มขึ้นเพียง 3.3 หมื่นตำแหน่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นที่ต่ำสุดในรอบ 2 ปี นอกจากภาคแรงงานแล้วยังเห็นสัญญาณการชะลอตัวของภาคการผลิตโดยดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐที่สำรวจโดย Markit ลดลงต่อเนื่องจากระดับ 56.5 ในเดือนเมษายน 2018 จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2019 อยู่ที่ 50.5 นับเป็นการลดลงต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2019 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารกลางสหรัฐประชุมใหญ่ประจำไตรมาสปรากฏว่าเริ่มเห็นสัญญาณของการลดดอกเบี้ยในระยะถัดไป อาทิ คณะกรรมการของเฟดจำนวน 8 ท่านเห็นสมควรให้ลดดอกเบี้ยลง โดย 1 ท่านเห็นสมควรให้ลดดอกเบี้ยลง 1 ครั้ง ขณะที่อีก 7 ท่าน เห็นสมควรให้ลดดอกเบี้ยลง 2 ครั้ง ส่วนอีก 8 ท่านมองว่าคงดอกเบี้ยทั้งปีเหมาะสมแล้วและอีก 1 ท่านเห็นว่าควรขึ้นดอกเบี้ย แต่อย่างไรก็ดีแม้เสียงการลดดอกเบี้ยกับคงดอกเบี้ยจะดูเท่าๆกัน แต่ผลการประชุมเดือนมีนาคมกลับพบว่า คณะกรรมการกว่า 11 ท่านเห็นสมควรให้คงดอกเบี้ยทั้งปี 2019 เหมาะสมแล้ว

ดังนั้นจากผลการประชุมเดือนมิถุนายนที่ค่อนข้างเปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม จึงส่งสัญญาณถึงโอกาสการลดดอกเบี้ยของสหรัฐและทำให้นักลงทุนวิตกต่อการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะต่อไป ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐมายังสินทรัพย์สกุลเงินอื่นทั่วโลก เนื่องจากการปรับลดดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้ผลตอบแทนจากพันธบัตรสหรัฐมีค่าต่ำลง ประกอบกับเป็นการสื่อถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่แย่ลงจึงต้องมีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่หรือที่เรามักได้ยินว่า EM (Emerging Market) โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2019 (5M19) ประเทศไทยมีดุลการค้า (มูลค่าส่งออก-มูลค่านำเข้า) ที่เกินดุลกว่า 728 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสวนทางกับอินโดนีเซีย (หนึ่งใน EM) ที่มีผลขาดดุลการค้าในช่วงเวลาเดียวกัน กว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือแม้กระทั่งฟิลิปปินส์เองก็มีการขาดดุลการค้าและที่สำคัญขาดดุลการค้าสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (อิงข้อมูลจาก 4M19 เนื่องจากเดือน 5 ยังไม่มีข้อมูล) ซึ่งจากการที่ประเทศไทยมีดุลการค้าที่เกินดุลและสวนทางกับบางประเทศในกลุ่ม EM ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักเงินชั้นดีของนักลงทุนต่างประเทศ โดยที่เมื่อนักลงทุนต่างประเทศต้องการมาลงทุนในไทยสิ่งแรกที่จะต้องทำคือการแปลงสกุลเงินจากดอลลาร์สหรัฐให้เป็นบาท ดังนั้นเมื่อกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจะส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยมีความต้องการสูงขึ้น (เงินบาทแข็งค่าขึ้น) เดิมทีก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐวันที่ 16 มิถุนายน อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างบาทกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 31.2 บาท / 1 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ล่าสุดอยู่ที่ 30.6 บาท / 1 ดอลลาร์สหรัฐ (แข็งค่าขึ้น 2%) ดังนั้นเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

ประการแรกผู้ที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่าคือ "ผู้นำเข้า" เดิมหากผู้นำเข้าได้ทำการขนสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาคิดเป็นมูลค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องนำเงินบาทเพื่อไปแลกดอลลาร์สหรัฐที่ 31.2 บาท แต่เมื่อเงินบาทแข็งค่าเป็น 30.6 บาท / 1 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้นำเข้ายังคงนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในมูลค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่าเดิม แต่ครั้งนี้ใช้จำนวนเงินบาทเพียง 30.6 บาท เท่านั้น จะเห็นว่าต้นทุนของผู้นำเข้าลดลงชัดเจนและเช่นเดียวกันผู้ได้ประโยชน์ถัดมาคือนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการเดินทางไปยังต่างประเทศ ถัดมาคือนักลงทุนต่างประเทศที่นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยทั้งประเภท Portfolio investment (ลงทุนในตลาดหุ้นและตราสารหนี้) และนักลงทุนต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนในการค้าขายภายในประเทศก็ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นด้วย โดยได้รับประโยชน์จากการลงทุน 2 ต่อโดย ต่อแรกคือ ได้รับผลตอบแทนจากตราสารหนี้หรือกำไรจากการค้าขาย ต่อที่สองคือ ผลตอบแทนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสามารถแลกเงินกลับเป็นสกุลเงินของประเทศตนเองได้มากขึ้น

ประการที่สองเมื่อมีผู้ได้ประโยชน์ย่อมมีผู้เสียผลประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่าคือ "ผู้ส่งออก" เดิมผู้ส่งออกขายสินค้าให้กับลูกค้าในต่างประเทศและมักจะใช้สกุลดอลลาร์สหรัฐในการแลกเปลี่ยน เมื่อผู้ส่งออกขายสินค้าออกไป สมมติว่าได้เงินจากการขายสินค้าครั้งนี้ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ส่งออกจำเป็นที่จะต้องแปลงจากดอลลาร์สหรัฐให้กลับเป็นเงินบาท จากเดิมอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 31.2 บาท ผู้ส่งออกจะมีรายได้จากการขายครั้งนี้ที่ 31.2 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นผู้ส่งออกรับรายได้จากต่างประเทศที่เท่าเดิม (1 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่กลายเป็นว่าเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทกลับเหลือรายได้เพียง 30.6 บาท ดังนั้นท่านผู้อ่านคงจะเห็นภาพแล้วว่าค่าเงินบาทแข็งค่าที่ได้ยินกันตามสื่อต่างๆ ส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง

ความคิดเห็นและข้อความต่างๆในบทความนี้เป็นทัศนะของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
กำลังโหลดความคิดเห็น...