xs
xsm
sm
md
lg

UOB ตั้งเป้า AUM 2.6 แสนล้าน แนะลงทุนอสังหาฯ-ตราสารหนี้เพิ่ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (“บลจ. ยูโอบี”) เปิดเผยว่า “บลจ.ยูโอบีมีการเติบโตของมูลค่าทรัพย์สินสุrทธิ ณ สิ้นเดือนเมษายน ปี 2562 อยู่ที่ 2.24 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 7% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2562 ในขณะที่อุตสาหกรรมเติบโตเพียง 5% (ที่มา : AIMC ณ เม.ย. 2562) ทั้งนี้นำโดยธุรกิจกองทุนรวมที่เติบโตกว่า 4% และในช่วงที่เหลือของปีนี้บริษัทคาดว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัทจะเติบได้ถึงระดับ 2.6 แสนล้านบาท

ในช่วงที่ผ่านมา บลจ.ยูโอบีได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่มีความหลากหลาย ทั้งกองทุนตราสารทุน กองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุน RMF แก่ผู้ลงทุน เพื่อเป็นทางเลือกในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนและกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวนจากสภาวะตลาดการลงทุนโลก และเศรษฐกิจโลกที่มีการชะลอตัว โดย บลจ.ยูโอบีนำเสนอกองทุนใหม่ทั้งหมด 5 กองทุนในช่วง 4 เดือนแรก ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ลงทุน โดยมียอดซื้อในช่วง IPO รวมทุกกองทุนกว่า 3,492 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 30 เม.ย. 2562)”

ด้านธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของ บลจ.ยูโอบีในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปีนั้น บริษัทได้รับความไว้วางใจให้บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับลูกจ้างประจำของส่วนราชการ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว (กสจ.) ประเภทกองทุนผสม และได้บริหารเงินลงทุนเพิ่มในส่วนตราสารทุน สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ทำให้ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีการเติบโตโดยประมาณ 21% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2561

“ในส่วนของธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ยูโอบีได้รับความเชื่อมั่นให้บริหารกองทุนส่วนบุคคล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเภทกองทุนผสม (ตราสารหนี้-ตราสารทุน) ซึ่งทาง บลจ.ยูโอบีมุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนให้มีผลการดำเนินงานที่ดีและสม่ำเสมอเพื่อสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของ บลจ.ยูโอบีเสมอมา”

นายวนากล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านแนวโน้มเศรษฐกิจ และการลงทุน ขณะนี้ บลจ.ยูโอบีมองว่าสภาวะการลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงจากปัจจัยต่างๆ ซึ่งประเด็นหลักมาจากเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่มีท่าทีว่าจะยืดเยื้อต่อไปอีก ล่าสุดสหรัฐฯ พร้อมขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากจีนอีก หากจีนไม่ให้ความร่วมมือ

ส่วนทางด้านรัฐบาลจีนได้ออกมากล่าวเตือนบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ให้เตรียมรับมือถึงผลกระทบระยะยาว หากบริษัทเหล่านี้ยกเลิกการทำธุรกิจกับบริษัทจีนตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ จากประเด็นดังกล่าวมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้สามารถเติบโตได้ในระดับปานกลางแต่มีแนวโน้มชะลอตัวลง และส่งผลให้ตลาดทุนมีความผันผวนสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางในประเทศต่างๆ เล็งเห็นถึงความเสี่ยงของการเจรจาการค้า จึงเริ่มดำเนินการผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน โดยตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกสองครั้งในปีนี้

"เศรษฐกิจโลกอยู่บนปัจจัยเสี่ยงจากสงครามการค้า ซึ่งถ้าสหรัฐฯ ทำการขึ้นอัตราภาษีเต็มเพดานที่เคยประกาศไว้และจีนทำการตอบโต้เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะถดถอยในปี 2020 ยิ่งใกล้การเลือกตั้งใหม่ในกลางปีหน้าแล้ว หากประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงท่าทีแข็งกร้าวอยู่นักลงทุนจะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด"

นางสาวรัชดา ตั้งหะรัฐ กรรมการผู้จัดการ สายพัฒนาธุรกิจ กล่าวถึงมุมมองการลงทุนของ บลจ.ยูโอบีว่า ทางด้านทิศทางการลงทุน บลจ.ยูโอบีมีมุมมองว่าความรุนแรงจากภาวะสงครามการค้าอาจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งต้องติดตามดูว่าจีนจะตอบโต้การขึ้นภาษีและการแบนบริษัทจีนในการทำธุรกิจกับบริษัทของสหรัฐฯ อย่างไร ตลาดหุ้นจะผันผวนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วง ทำให้การให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการลดความเสี่ยงและความผันผวน ทางด้านหุ้น แนะนำลงทุนในกองทุนที่มีการกระจายตัวของสินทรัพย์ และเน้นหุ้นคุณภาพสูงเป็นหลัก สำหรับการลงทุนในรายประเทศหรืออุตสาหกรรมเฉพาะตัวจะมีความผันผวนสูงแต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นได้ในจังหวะการลงทุนที่ถูกต้อง จึงเหมาะสำหรับการลงทุนแบบยืดหยุ่นที่จัดสรรการลงทุนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนระยะยาว และแสวงหาโอกาสในการลงทุนช่วงสั้นถึงกลาง
กำลังโหลดความคิดเห็น...