xs
xsm
sm
md
lg

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกับรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจให้ยั่งยืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รุ่งนภา เสถียรนุกูล
กองทุนบัวหลวง

หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ประเทศจำเป็นต้องลงทุนพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา โครงข่ายด้านการสื่อสาร ระบบคมนาคมขนส่งทั้งทางราง ทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ รวมถึงการเกิดของนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ ในรายงานของสำนักวิจัยเศรษฐกิจและความร่วมมือในภูมิภาคของ ADB พบว่า ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค Asia Pacific นั้นจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานปีละกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือรวมกว่า 26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 15 ปี (ปี 2559-2573) โดยจะต้องเน้นพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ พลังงาน คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม และการประปา

สำหรับประเทศไทยนั้น การพัฒนาของภาครัฐได้เห็นชัดเจนเพิ่มขึ้นในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics และการคมนาคมขนส่ง ปัจจุบันลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 2.4 ล้านล้านบาท ประกอบไปด้วย การพัฒนาระบบขนส่งทางราง (รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง) การเปิดประมูลและให้บริการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ การพัฒนาโครงข่ายถนน เช่น การสร้าง Motorway การพัฒนาท่าเรือ รวมถึงการพัฒนาท่าอากาศยาน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสารและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ SEZ โดยออก พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ปี 2561 เพื่อรองรับการดำเนินการที่สำคัญในอนาคต เช่น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่ออุตสาหกรรมเป้าหมาย เมืองใหม่อัจฉริยะน่าอยู่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นต้น


ปัจจุบันแนวทางการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไม่จำเป็นที่ภาครัฐจะต้องเป็นผู้ลงทุนเพียงผู้เดียวอีกแล้ว การลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชนก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น หรือที่เรียกกันว่า Public Private Partnership : PPP ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณและการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาล เนื่องจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานบางโครงการนั้นมีขนาดใหญ่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก ถ้าให้รัฐเป็นผู้ลงทุนและดำเนินการเองทั้งหมดอาจจะทำให้โครงการนั้นเกิดขึ้นได้ยากหรือเกิดความล่าช้า

ดังนั้น การเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพของการให้บริการที่ประชาชนได้รับ โดย PPP อาจจะอยู่ในรูปแบบที่บริษัทเอกชนเป็นผู้ให้บริการ บริหารระบบ หรือก่อสร้างงานโยธาก็ได้ โดยภาครัฐและบริษัทเอกชนจะมีการจัดสรรผลประโยชน์และความเสี่ยงร่วมกัน ทั้งที่เป็นรูปแบบ Net Cost คือ เอกชนได้รับสิทธิ์ในการจัดเก็บรายได้ และจัดสรรผลตอบแทนบางส่วนให้แก่ภาครัฐตามข้อตกลง โดยเอกชนจะต้องรับความเสี่ยงจากผลดำเนินงานทั้งหมด หรือแบบ Gross Cost จะเป็นในรูปแบบภาครัฐจัดเก็บรายได้ทั้งหมด และชดเชยค่าตอบแทนให้บริษัทเอกชนตามค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงาน (Full Operating Cost) แบบคงที่ (Fixed Payments)
เมื่อพิจารณาดูทำเลที่ตั้งของประเทศไทยนั้น ถือได้ว่าตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาค Asean ทำให้ภาครัฐบาลให้ความสำคัญต่อการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งนับเป็นจักรกลที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากช่วยยกระดับความสามารถ เพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมการผลิตในรูปแบบเดิม เพิ่มระดับในขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ รวมถึง Supply chain จากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ให้เติบโตตามมา เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Logistics และการคมนาคมขนส่ง

นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce) ในไทยที่มียอดคำสั่งซื้อสินค้า Online โดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ใน Asean ยังเป็นตัวเร่งที่ทำให้ประเทศจะต้องมีการพัฒนาทางโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบคมนาคมขนส่ง รวมถึง Supply Chain อื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาของนิคมอุตสาหกรรม Warehouse ระบบด้าน Logistics ระบบ IT ต่างๆ ที่ช่วยในการจัดการระบบการซื้อขายและติดตามในการขนส่งสินค้า

ต้นทุนทางด้าน Logistics และการคมนาคมขนส่งถือว่าเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของประเทศ เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจในการประกอบกิจการและยังเป็นจุดที่ต่างชาติใช้ประกอบในการพิจารณาเข้ามาลงทุนในประเทศ ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยพยายามลดต้นทุนการขนส่งมาโดยตลอด แต่การพัฒนาส่วนใหญ่ก็ยังเป็นไปในรูปแบบถนน เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะใช้ระบบรางในการขนส่ง ทำให้มีต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำกว่าเรามาก ดังนั้น การพัฒนาและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยในการปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ ในการประกอบกิจการ และช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมถึงช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท
กำลังโหลดความคิดเห็น...