xs
xsm
sm
md
lg

ปั่นป่วนอีกครั้ง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โดย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์
ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด

ปัจจัยภายนอกประเทศอย่างเรื่องสงครามทางการค้ากลับมาเป็นประเด็นให้จับตาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 เมื่อทางสหรัฐฯได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศจีนมูลค่า 34,000 ล้านเหรียญ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามทางการค้าอย่างเป็นทางการ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจากันอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้กลับไม่ได้มีพัฒนาการที่ดีมากนักอย่างที่ได้เคยคาดการ์ณกันไว้ หลังจากที่นาย Donald Trump ได้ Tweet ข้อความขู่ที่จะเพิ่มกำแพงภาษีและได้มีประกาศใช้อย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมาโดยทางสหรัฐได้ขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าจากจีนสำหรับสินค้ามูลค่ารวมประมาณ 200,000 ล้านเหรียญในอัตรา 25% โดยทางฝั่งจีนก็ได้มีการตอบโต้เช่นกันด้วยการประกาศว่าจะขึ้นภาษีในอัตรา 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมประมาณ 60,000 ล้านเหรียญและจะมีผลบังคับใช้ในวัน 1 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ข่าวเกี่ยวกับสงครามทางการค้านี้จะสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นทั่วโลกได้ในระยะสั้น แต่ปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ณ เวลานี้คือปัจจัยภายในประเทศ

ในช่วงระยะสั้นนั้นปัจจัยภายในประเทศที่น่าจะส่งผลต่อความผันผวนในตลาดหุ้นบ้านเราได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น ผลการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรไทยอย่างเป็นทางการหลังจากที่ กกต.ได้ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. 349 เขตไปแล้ว โดยผลคะแนนเสียงที่ออกมานั้นเราสามารถแบ่งย่อยได้เป็น กลุ่มขั้วของพรรคพลังประชารัฐรวมเสียงได้ 135 เสียง ในขณะที่กลุ่มขั้วฝ่ายประชาธิปไตยรวมเสียงได้ 245 เสียง และอีกส่วนที่ยังไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนอีก 118 เสียง สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาคือรัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพพอที่จะบริหารประเทศได้หรือไม่ซึ่งจะส่งผลต่อการออกนโยบายต่างๆที่จะเป็นตัวผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มชะลอตัวอยู่ในตอนนี้ โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่ารัฐบาลใหม่นั้นมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นรัฐบาลหน้าเดิม และคาดว่าเราน่าจะเห็นนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายหลังการเลือกตั้งทันที
นอกจากประเด็นการเลือกตั้งแล้วการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยน่าจะเป็นตัวกดดันผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในระยะสั้นถึงกลางได้เช่นกัน ปัจจัยหลักๆที่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นได้แก่ ภาคการบริโภคที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงเล็กน้อยเนื่องจากราคาพืชผลและการผลิตที่ลดลงในภาคการเกษตรกรรม ภาคการส่งออกที่กลับมาติดลบ 4.2% เมื่อเทียบจากระยะเดียวกันปีก่อนซึ่งได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสินค้าในหมวดของอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า อีกทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างทรงตัวเนื่องจากฐานนักท่องเที่ยวที่สูงในปี 2561 รวมไปถึงปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในประเทศจีนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในของประเทศไทย ด้วยปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้นผมมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2562 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.3% ลดลงจากปีที่แล้วที่ 4.1% ซึ่งสอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจโลกที่ทาง IMF ได้มีการปรับประมาณการสำหรับปี 2562 ลงจากเดิมที่ราว 3.6% ลงมาเหลือ 3.3% เช่นเดียวกัน

สิ่งที่น่าจะยังพอคลายกังวลให้แก่นักลงทุนได้บ้างในช่วงนี้คงเป็นเรื่องท่าทีของธนาคารที่มีแนวโน้มผ่อนคลายและน่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ตลอดปี 2562 โดยล่าสุดนั้นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมาทางคณะกรรมการ กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี เนื่องจากเริ่มเห็นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงความไม่แน่นอนในด้านผลกระทบจากปัจจัยภายนอกแม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังพอมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง การคงดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ค่อนข้างสอดคล้องกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่คาดว่าน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปีเช่นเดียวกัน โดยในสภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำนั้นมักจะเกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า Search for yield สินทรัพย์เช่นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่ให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลอยู่ในระดับที่สูงและมีความผันผวนต่ำน่าจะได้รับอานิสงค์บวกในช่วงเวลานี้

ด้วยปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้นค่อนข้างไปในทิศทางที่ชะลอตัว ผมคิดว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีแรกของปีนั้นน่าจะได้รับผลกระทบในเชิงลบอยู่ไม่น้อย อีกทั้งในเดือนพฤษภาคมหลายบริษัทได้มีการจ่ายปันผลให้แก่นักลงทุน รวมไปถึงข่าวเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและปัจจัยภายนอกประเทศอย่างเรื่องสงครามการค้าที่กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งจะเป็นตัวกดดันตลาดหุ้นไทยในช่วง 1 ถึง 2 เดือนนี้ โดยในปีนี้ผมมองว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนนั้นน่าจะเติบโตอยู่ที่ราว 7.9% ซึ่งส่งผลให้ดัชนี SET ของปีนี้นั้นน่าจะอยู่ที่ราว 1,550-1,830 จุดโดยอิงอยู่บน PE ที่ 14.7-17.4 เท่า แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในช่องไตรมาสแรกของปีนั้นเริ่มทยอยประกาศออกมา มีความเป็นไปได้สูงที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้นั้นอาจจะต่ำกว่าที่เราได้คาดการ์ณไว้
กำลังโหลดความคิดเห็น...