xs
xsm
sm
md
lg

ทิศทางดอกเบี้ยยังจะเป็นขาขึ้นอีกหรือไม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โดย ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (“Fed”) เริ่มส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2562 และประกาศความพร้อมที่ปรับแผนการลดงบดุลเพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยจะรอดูความชัดเจนของข้อมูลเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า (data dependent) ก่อนตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงิน โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวลดลงเล็กน้อย โดย Fed ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2562 จากเดิม 2.5% ต่อปี เป็น 2.3% ต่อปี และขยายตัว 2.0% และ 1.8% ต่อปีในปี 2563 และ 2564 ตามลำดับ

เงินเฟ้อภาคครัวเรือนในระยะหลังออกมาต่ำกว่าคาดและมีแนวโน้มแกว่งตัวอยู่ในขอบล่างของกรอบเงินเฟ้อ โดย Fed ได้ปรับลดประมาณการการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน (Private Consumption Expenditure : PCE) ในปี 2562 มาอยู่ที่ 1.9% จากเดิม 2.0% ดัชนีชี้วัดภาวะทางการเงินของสหรัฐฯ ที่คำนวณโดย Bloomberg พบว่าปรับตึงตัวขึ้น

เศรษฐกิจจีนยังอยู่ในภาวะชะลอตัวและการฟื้นตัวมีแนวโน้มยากลำบากจากภาวะสงครามการค้า
ล่าสุด Fed ได้ปรับมุมมองการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2562 จากเดิม 3 ครั้งเป็น 2 ครั้ง แต่คงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในปี 2563 จากบันทึกการประชุมนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 29-30 มกราคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการยุติมาตรการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลาง โดยคณะกรรมการต่างก็มีความกังวลต่อภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนก่อนการประชุม และมองว่าราคาสินทรัพย์ทางการเงินมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ นโยบายการเงินและการคลังของสหรัฐฯ และมุมมองต่อการขยายตัวเศรษฐกิจโลก ซึ่งคณะกรรมการต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าเฟดควรยุติมาตรการลดขนาดงบดุลธนาคาร (Quantitative Tightening : QT) ในปีนี้เพื่อรักษาระดับการถือครองเงินสดสำรองไว้ ด้านดอกเบี้ยนโยบาย คณะกรรมการมีความเห็นว่ายังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบระมัดระวัง โดยยังต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลเศรษฐกิจต่อไป อย่างไรก็ดี กรรมการหลายท่านยังสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายหากเศรษฐกิจเป็นไปตามที่คาด

นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า Fed มีโอกาสที่จะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 อีก 1-2 ครั้ง เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเกื้อหนุน และตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่ง ขณะที่แผนการลดงบดุลน่าจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นหารือในการประชุม Fed โดยคาดว่ามีโอกาสจะปรับลดปริมาณการลดขนาดงบดุลในปีหน้า เพื่อลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าจะมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลง แต่เราก็ยังคงมองว่าโอกาสเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ (US recession) มีค่อนข้างต่ำ เพราะอัตราผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้ได้สะท้อนถึงมุมมองดังกล่าวไปบ้างแล้ว

สำหรับประเทศไทย ผมคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไปถึงช่วงปลายปี 2562 จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อน (ตามภาวะเศรษฐกิจโลก) โดยการบริโภคคาดว่าจะแข็งแกร่งแต่ผลักดันเงินเฟ้อได้ไม่มาก เนื่องจากราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มลดลง ด้านการส่งออกคาดว่าจะชะลอตัวจากประเด็นสงครามการค้า แม้การลงทุนภาคเอกชนอาจตอบรับต่อโครงการลงทุนภาครัฐที่เริ่มดำเนินการ อาทิ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (โครงการ Eastern Economic Corridor or EEC) โดยปัจจุบันอัตราผลตอบแทนตลาดตราสารหนี้ไทยได้สะท้อนคาดการณ์เศรษฐกิจและนโยบายการเงินแล้ว อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนในช่วงระยะเวลาที่มีการจัดตั้งรัฐบาลอยู่นั้นอาจมีผลกระทบต่อการลงทุนจากภาครัฐในระยะถัดไป และอาจก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดตราสารหนี้ไทยได้ ซึ่งผมมองว่าหลังจากที่มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลใหม่เรียบร้อยแล้ว ตลาดบ้านเราก็น่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นนะครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...