xs
xsm
sm
md
lg

ช่วงเวลาที่สำคัญของปีหมู

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โดย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์
ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด

ไตรมาสที่ 1 ของปี 2562 นี้เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบไม่น้อยต่อสภาพเศรษฐกิจ ทั้งของประเทศไทยและของโลก ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะข้างหน้าด้วย เหตุการณ์สำคัญหลัก ๆ ได้แก่ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งผมได้เขียนถึงมาอย่างต่อเนื่อง และการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปีของประเทศไทย ที่ ณ ปัจจุบันดูเหมือนจะมีความไม่แน่นอนอยู่ไม่น้อย นอกจากประเด็นพวกนี้แล้ว แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยในระยะข้างหน้า ก็คงจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะเป็นตัวชี้นำผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นนี้ด้วย

วันที่ 1 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นเส้นตายของการหาข้อสรุปประเด็นเรื่องการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ นั้นได้ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ โดยหากทั้งสองประเทศไม่ได้ข้อตกลงกันภายในระยะเวลานี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะทำการปรับขึ้นอัตราภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนซึ่งมีมูลค่าประมาณ 200,000 ล้านเหรียญ จาก 10% ขึ้นเป็น 25% โดยทันทีในวันที่ 2 มีนาคม ในช่วงสัปดาห์นี้ตัวแทนจากรัฐบาลสหรัฐฯ นำโดย นาย Steven Mnuchin รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ และ นาย Robert Lighthizer ผู้แทนการค้าสหรัฐ ได้เดินทางไปยังกรุงปักกิ่งเพื่อที่จะหารือกับทางการจีน โดยในต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดี Donald Trump ได้ให้สัมภาษณ์ว่าหากเข้าใกล้เส้นตายวันที่ 1 มีนาคมนี้แล้ว ถ้าการเจรจาของทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าอย่างมีนัย ถึงแม้จะไม่ได้ข้อตกลงที่เป็นทางการ เขาก็ยินดีที่จะยืดเวลาการปรับขึ้นอัตราภาษีออกไปอีก ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณบวกสำหรับทั้งสองฝ่าย แต่ถึงแม้ว่าจีนกับสหรัฐฯ จะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการค้าในอีกไม่นานนี้ ผมยังมองว่าประเด็นดังกล่าวยังคงจะมีความไม่แน่นอนอยู่พอสมควร เพราะว่าภายหลังที่ได้ข้อสรุปกันแล้ว ทางสหรัฐฯ ก็ต้องการความมั่นใจว่าทางจีนจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ โดยเฉพาะการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ชี้วัดได้ยาก และอาจจะเป็นปัจจัยที่คอยสร้างความกังวลและความผันผวนให้กับตลาดทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเด็นภายในประเทศที่นักลงทุนและคนไทยส่วนใหญ่ควรให้ความสนใจในช่วง 1 – 2 เดือนจากนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 7 ปีของประเทศเรา ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งที่ได้สร้างความตกตะลึงต่อสังคมไทยอย่างไม่น้อย ถึงแม้ว่า ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มสูงที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้จริงในวันที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่สร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจและสร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นตลอดระยะเวลาช่วงก่อนเลือกตั้งจนไปถึงหลังเลือกตั้ง อย่างที่ผมได้เคยกล่าวไว้ในบทความครั้งก่อน ว่าผลของการเลือกตั้งที่น่าจะเป็นบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากที่สุด คือการที่มีการจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา ซึ่งจะทำให้เรามีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพพอที่จะอนุมัตินโยบายและบริหารประเทศได้ โดยถ้าเป็นรัฐบาลปัจจุบันก็จะมีข้อดีเรื่องความต่อเนื่องในเชิงนโยบายด้วย แต่หากว่าได้รัฐบาลที่ได้เสียงข้างมากในรัฐสภา แต่ว่าไม่ได้รับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เราก็อาจจะต้องติดอยู่กับรัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพในการบริหารประเทศ

สำหรับความเสี่ยงทางด้านพื้นฐานบริษัทจดทะเบียนคงหนีไม่พ้นแนวโน้มของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาประมาณการกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียนไทยได้ถูกปรับลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ SET INDEX อาจจะปรับตัวขึ้นไม่มาก แต่ต้องอย่าลืมว่าหนึ่งในปัจจัยหลักที่คอยกดดันกำไรต่อหุ้นของ SET INDEX ได้แก่ราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากว่าบริษัทในกลุ่มพลังงานนั้นมีมูลค่าตลาดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของมูลค่า SET INDEX โดยการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมันดิบในปีนี้คงจะเป็นตัวกดดันกำไรของธุรกิจในกลุ่มนี้และกำไรของตลาดโดยรวม โดยประมาณการกำไรของปี 2562 ที่ถูกปรับลงมาน่าจะสะท้อนแนวโน้มการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมันดิบไว้พอสมควรแล้ว
กำลังโหลดความคิดเห็น...