xs
xsm
sm
md
lg

กสิกรฯตั้งเป้า AUM โต 12% เลือกตั้ง-ใช้จ่ายรัฐหนุนหุ้นปีหมู 1,750

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บลจ.กสิกรไทย ตั้งเป้าปีหมูทอง AUM โตอีก 12% แตะ 1.48 ล้านล้านบาท ชูกลยุทธ์แบบ 4D เพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตชนะความผันผวนและบรรลุเป้าหมายจากการลงทุน ระบุ เศรษฐกิจโลกยังไม่ถดถอย ประเทศไทยแกร่งโตอีก 4% ส่วนหุ้นไทยไตรมาสแรกฟื้น ทั้งปีอาจเห็นดัชนีแตะ 1,750 จุด รับอานิสงส์ การใช้จ่ายภาครัฐ และการเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามา

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) เติบโตกว่าปีก่อนหน้า 12% คิดเป็นเม็ดเงินรวมทั้งหมดประมาณ 1.48 ล้านล้านบาท จากในปี 2561 บริษัทมี AUM รวมอยู่ที่ 1.32 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายธุรกิจประกอบด้วย กองทุนรวมอยู่ที่ 9.77 แสนล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2.01 แสนล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล 1.43 แสนล้านบาท โดยคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดจำแนกตามธุรกิจอยู่ที่ 19.9%, 17.9% และ 14.3% ตามลำดับ (ข้อมูลจาก AIMC ณ 28 ธ.ค. 2561)

สำหรับเป้าหมายและกลยุทธ์การลงทุนของบริษัทในปีนี้จะให้ความสำคัญและมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพการลงทุน โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุน และบริการเพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับสภาวะตลาดที่มีความผันผวน โดยเสนอแนวคิดการลงทุนแบบ 4D ซึ่งเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่บริษัทแนะนำให้กับลูกค้าในปีนี้ ได้แก่ การเน้นกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ (Diversification) การลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอแม้ในสภาวะตลาดที่ผันผวน (Defensive) การลงทุนและถือครองสินทรัพย์ในระยะเวลาที่เหมาะสม (Duration) และการลงทุนโดยยึดหลักความสม่ำเสมอ มีวินัย (Discipline) ซึ่งทั้ง 4 กลยุทธ์การลงทุนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะเอาชนะความผันผวนของตลาดในปีนี้และเพื่อให้สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทยังคงตั้งเป้าหมายของการเป็นผู้นำในธุรกิจกองทุนด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุน รวมถึงช่องทางการให้บริการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาคุณสมบัติใหม่ๆ ของแอปพลิเคชัน K-My Funds และ K-My PVD เพื่อให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น

“ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีลูกค้ากองทุนรวมที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัลอยู่ที่ประมาณ 257,000 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ 57% จากจำนวนลูกค้ากองทุนรวมทั้งหมด โดยเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนเป้าหมายในปี 2562 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายฐานลูกค้าที่ใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นอีก 26% หรือคิดเป็นลูกค้าประมาณ 325,000 ราย จากจำนวนลูกค้ากองทุนรวมทั้งหมด” นายวศิน กล่าว

เชื่อเศรษฐกิจไม่ถดถอย
นายวศิน กล่าวอีกว่า มุมมองของเศรษฐกิจโลกต่อจากนี้จะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่จะเป็นช่วงปลายของเศรษฐกิจขาขึ้น ซึ่งมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงและไม่สอดคล้องกันในแต่ละประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดในปีนี้ ยังคงเป็นปีที่มีความผันผวนสูง และอาจส่งผลให้ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนลดน้อยลง โดยปัจจัยเสี่ยงมาจากหลายประการ อาทิ การที่สภาพคล่องในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง จังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) รวมถึงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่ยังมีความไม่แน่นอน

ดังนั้น กลยุทธ์ที่แนะนำให้ผู้ลงทุนกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งนี้แม้ว่าเศรษฐกิจโลกในภาพรวมขยายตัวช้าลง แต่มุมมองการลงทุนในหุ้น บลจ.กสิกรไทย ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในเอเชีย และยุโรป เนื่องด้วยปัจจัยเรื่องระดับราคาหุ้นที่ซื้อขายในระดับที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะเอเชีย และไทย ที่เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

หุ้นไทย Q1 ฟื้นปีหมูวิ่งแตะ 1,750 จุด

ขณะที่ นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ภาวะการลงทุนของตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากผ่านช่วงที่เคยต่ำสุดที่ 1,550 จุดในระดับราคา(P/E)ที่ประมาณ 13.5เท่า โดยบริษัทคาดว่าดัชนีหุ้นไทยในปีนีน่าจะปรับตัวได้ถึงระดับ 1,750 จุดในระดับราคา (P/E) ที่ 14.5 เท่าซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยของหุ้นไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยในปี 2652 น่าจะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยภายในประเทศ ประกอบด้วย 1. การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าจะเร่งตัวดีขึ้นในปีนี้ 2. การบริโภคภาคเอกชนที่ยังทรงตัวจากมาตรการของภาครัฐ 3. ความมีเสถียรภาพทางการเมือง และการกำหนดให้มีการจัดการเลือกตั้ง

“เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะเติบโตที่ระดับประมาณ 4% จากการกระตุ้นเศรษฐกิจ และโครงการภาครัฐ ส่วนการเลือกตั้งน่าจะส่งผลดีต่อบรรยกาศการลงทุน ซึ่งหากได้รัฐบาลที่มีสร้างเสถียรภาพได้ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น โดยการเลือกตั้งจะมีผลให้มีเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาเพิ่มหรือไม่คงต้องติดตาม แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะมีบ้างแต่คงไม่มากนัก เพราะกองทุนต่างประเทศบางกองระบุเอาไว้เหมือนกันว่าจะต้องลงทุนในประเทศที่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง” นางสาวธิดาศิริ กล่าว

นางสาวธิดาศิริ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังต้องจับตาปัจจัยลบจากภายนอกประเทศ ประกอบด้วย การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งถ้าไม่สามารถยุติลงด้วยดีก็อาจส่งผลกระทบต่อการเศรษฐกิจโลก และทำให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนด้วย รวมถึงราคาน้ำมันซึ่งถ้ามีการปรับตัวดีขึ้นก็จะส่งผลให้หุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่เป็นบริษัทด้านพลังงาน

“สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้บริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริษัทที่มีความมั่นคงของกำไร ทั้งในกลุ่มของ สาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และกลุ่มขนส่ง ขณะที่กลุ่มบริษัทที่มีความสามารถในการเติบโตท่ามกลางสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ถือเป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ ทั้งในส่วนของธุรกิจค้าปลีกบางประเภท การท่องเที่ยว และกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์” นางสาวธิดาศิริ กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...