xs
xsm
sm
md
lg

ความเสี่ยงมีไว้ให้บริหารจัดการไม่ใช่หลีกเลี่ยงการลงทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


โดยทีมจัดการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด

ปี 2019 ผ่านมาเกือบจะครบ 1 เดือนแล้ว ตลาดหุ้นไทยสามารถปรับขึ้นได้ 3.42% YTD จากที่ดัชนีปรับลดลงถึง 10.8% ในปี 2018 ในปีนี้ถ้าเทียบกับปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงที่ส่งต่อมาจากปีที่แล้ว อาทิ ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ จีน การปรับขึ้นดอกเบี้ย และการทำ Quantitative Tightening ของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงการชะลอตัวลงของการเติบโตเศรษฐกิจโลก จนอาจทำให้นักลงทุนบางท่านอาจจะขยาดกับการลงทุนในช่วงนี้ แต่ผู้จัดการกองทุนยังเชื่อมั่นว่า ตลาดหุ้นไทยน่าจะอยู่ในทิศทางที่เป็นบวกได้และหากมีการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่าน Asset Allocation ที่เหมาะสมจะทำให้ผลตอบแทนการลงทุนในปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว

หากมาพิจราณาถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ในปีนี้ ผู้จัดการกองทุนจะให้น้ำหนักของสงครามการค้าระหว่างระหว่างสหรัฐฯ และจีนมากที่สุด เนื่องจากผลกระทบจากการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในปีที่แล้ว ได้ส่งผลกระทบให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมสะท้อนไปในอัตราการขยายตัวของ การขยายตัวเศรษฐกิจ ของประเทศจีนในไตรมาสที่ 4/2018 ที่โมเมนตัมของการเติบโตชะลอลงมาอยู่ที่ 6.4% ถือเป็นระดับการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 28 ปี ซึ่งเกิดจากการชะลอลงของการส่งออกที่ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 4.3% YoY เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 11.1% YoY ซึ่งแน่นอนว่า อัตราการเติบโตที่ชะลอลงดังกล่าวได้นำความกังวลมาสู่นักลงทุนถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และในการเจรจามาตรการทางภาษีระหว่างสหรัฐฯและจีน ในวันที่ 2 มีนาคมนี้ หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็อาจจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่าระดับ 3.6% และความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเกิด Technical Recession (อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจติดลบสองไตรมาสติดกัน) ก็จะยิ่งมีมากขึ้น เนื่องจากการปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนในรอบนี้จะกระทบต่อการบริโภคของประชาชนสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ในทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ไม่มีทางเลยที่ธนาคารกลางจะไม่มีมาตรการมาช่วยประคับประคองและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทรุดลง ดังจะเห็นได้ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจจีนส่งสัญญานการขยายตัวที่ชะลอลง ธนาคารกลางจีนได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น การปรับลด Reserve Requirement Ratio (RRR) โดยได้ปรับลด RRR ลง 0.5% ในวันที่ 15 ม.ค. และจะปรับลดอีก 0.5% ในวันที่ 25 ม.ค. เพื่อช่วยผ่อนคลายปัญหาสภาพคล่องที่ตึงตัว นอกจากนี้ ยังได้อัดฉีดเงินมูลค่า 2.575 แสนล้านหยวน หรือ 3.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดเงินผ่านเครื่องมือโครงการเงินกู้ระยะกลางแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Medium-term Facility: TMLF) เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารได้ปล่อยกู้เพิ่มขึ้นให้แก่ธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เข้ามากระทบหนักๆ เช่น ปัญหาการค้าจีน สหรัฐฯ ที่เพิ่มเติมเข้ามาอีก นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง เช่นเดียวกันกับประเทศสหรัฐฯ ในปี 2018 ถือว่าเป็นปีที่ดีเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวในอัตราที่ดีมาก โดยได้แรงหนุนจากมาตรการทางภาษี และการลงทุนภาครัฐ ทำให้บริษัทจดทะเบียนมีผลการดำเนินการที่เติบโตได้ดี แต่ในปี2019 เมื่อไม่มีมาตรการอื่นใดมากระตุ้นเพิ่ม ขณะที่การปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นถึง 4 ครั้งในปีที่แล้ว ย่อมจะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจชะลอตัวลง ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ทำให้ในเดือนธันวาคม 2018 จากการประชุม FOMC ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ปรับลดจำนวนครั้งที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2019 มาอยู่ที่ 2 ครั้ง ดังนั้น ในกรณีที่อาจจะเกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดภาวะถดถอย ผู้จัดการกองทุนเชื่อว่า FED ย่อมจะมีการตอบสนองอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในวันที่ 2 มี.ค. ไม่ประสบผลสำเร็จและการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน เริ่มกระทบต่อการบริโภคของประชาชน อาจจะทำให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยุติการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และอาจจะรวมถึงการพิจารณาการชะลอทำ Quantitative Tightening ก็เป็นได้ หากย้อนไปดูประวัติของการเกิด Financial Crisis ในสหรัฐฯตั้งแต่ปี 1980 จนถึงปัจจุบัน ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P500) ปรับลดลงแรง ถึงกว่า 20% จำนวน 5 ครั้ง จะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่เกิดปัญหา ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ตอบสนองโดยการปรับลดดอกเบี้ย และมีการออกมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อพลิกฟื้นวิกฤต แต่ช่วงเวลาของการฟื้นตัวของตลาดหุ้นจะกินเวลามากน้อยต่างกันตามระดับความรุนแรงของปัญหา ซึ่งหากเป็นปัญหาเฉพาะที่ไม่ลุกลามเป็นวงกว้าง เมื่อ FED เริ่มออกมาตรการหรือเริ่มลดดอกเบี้ย เศรษฐกิจและตลาดหุ้นจะใช้ระยะเวลาไม่นานในการฟื้นตัว แต่หากปัญหานั้นลุกลามจนเกิด Global Crisis ก็ย่อมจะใช้เวลาและการใช้มาตรการที่เข้มขึ้นขึ้นในการกอบกู้เศรษฐกิจ

ถ้าหากมาวิเคราะห์ถึงภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ยังไม่มีปัจจัยใดๆ ที่บ่งชี้ว่า จะเกิด Recession ในระยะเวลาอันใกล้ ดังนั้น หาก FED กังวลเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอลง FED อาจจะแค่ปรับลดจำนวนครั้งในการขึ้นดอกเบี้ยหรือหยุดขึ้นดอกเบี้ยไปเลย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นในที่สุด ดังนั้น เราจึงมีมุมมองในเชิงบวกต่อตลาดหุ้น เนื่องจากโอกาสที่ดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นแรงๆ ดังเช่นในปีที่แล้วเป็นไปได้น้อยมาก
กำลังโหลดความคิดเห็น...