xs
xsm
sm
md
lg

สวัสดีปีหมาทอง ปีทองของหุ้นไทย?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ดัชนีหุ้นไทยช่วงต้นปี 2560 ซึมเซาหงอยเหงากว่าจะพลิกจากดินสู่ดาว และทิ้งทวนปีไก่ทองด้วยสถิติสูงสุดในรอบ 20 กว่าปี ถึงแม้จะทำลายสถิติเดิมก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งไม่ได้แต่ก็ยังมีอะไรติดไม้ติดมือให้นักลงทุนได้ยิ้มก่อนเริ่มปีเจ้าตูบทอง ซึ่งหลายสำนักต่างมองสอดคล้องกันว่าจะเป็นปีทองของการลงทุนในตลาดหุ้นท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกกันเลยทีเดียว

และยิ่งทำให้น่าเชื่อเข้าไปใหญ่ เพราะแค่เปิดประเดิมวันแรกปีนี้ (3 ม.ค.) ก็สามารถทำสถิติใหม่ในรอบ 24 ปีสำเร็จไปแล้ว โดยปิดที่ 1,778.53 จุด (+24.82 จุด) และเข้าใกล้จุดสูงสุดที่เคยทำได้ในระหว่างการซื้อขายที่ 1,789.16 จุดช่วงปี 2537 เรียกได้ว่าเปิดหัวคึกคักจนแก้มปริไปตามๆ กัน

ส่วนใครจะมีความเห็น และมุมมองอย่างไร ทางทีมงานได้รวบรวมข้อมูลมาให้นักลงทุนได้รับทราบเพื่อจะได้นำไปเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการลงทุนในปีนี้ได้

เริ่มต้นที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน กล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้ว่า ในปี 2561 ตลาดหุ้นน่าจะยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้จากมุมมองเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่องปี 2018 โดยคาดว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1,830 จุดได้ และสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง เราแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมประเภทตราสารหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศรวมกัน “ครึ่งหนึ่ง” ของพอร์ต เพื่อให้ความผันผวนโดยรวมไม่สูงเกินไปนัก และลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้นในสัดส่วนที่เหลือ

ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนที่ต้องจับตา มาจากการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินของธนาคารกลางโลก และการเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินนโยบายลดขนาดงบดุลที่เคยอัดฉีดเข้ามาสู่ระบบการเงินหลังจากวิกฤตการเงินโลก ซึ่งผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ Jerome Powell ก็เคยให้สัมภาษณ์สนับสนุนนโยบายดังกล่าว อีกทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็จะเริ่มปรับลดวงเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ จากเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร เหลือเดือนละ 3 หมื่นล้านยูโร ไปจนถึงเดือน ก.ย. 2561 ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มชะลอลง และตลาดการเงินอาจเพิ่มความผันผวนในปีหน้า ในขณะที่ในยุโรปจะเกิดการเลือกตั้งในอิตาลี และเยอรมนีที่ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ก็อาจจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของค่าเงินยูโร อีกทั้งสภาฯ ของสหรัฐอเมริกาเองก็จะจัดการเลือกตั้งทั้งสมาชิกสภาผู้แทน และวุฒิสภา ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสัดส่วนของสมาชิกในสภาคองเกรสที่ปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองคะแนนเสียงข้างมาก และการออกนโยบายต่างๆ มีความยากลำบากมากขึ้น

นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.กสิกรไทย คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยในปี 2561 จะสามารถปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,820-1850 จุดได้ บนปัจจัยพื้นฐานที่ระดับ P/E ที่ 16.5 เท่า โดยทาง บลจ.มีการทำประมาณการอัตราการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนเบื้องต้นในปีนี้ที่ประมาณ 10% และผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 3%

บริษัทยังคงมุมมองที่เป็นบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากปัจจัยหลักๆ 3ประการ ประกอบด้วย 1. อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เนื่องจากสภาพคล่องในระบบยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปีมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจมีการทบทวนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้หากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีการปรับขึ้นเร็วและแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 2. การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทย ซึ่งนอกเหนือไปจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกแล้ว เราคาดว่าจะเห็นการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน ประกอบกับการอนุมัติและเบิกจ่ายในโครงการสาธารณูปโภคภาครัฐขนาดใหญ่ตามที่ได้มีการประมูลไปในปีก่อนหน้า

3. ความกังวลเรื่องการเทขายของนักลงทุนต่างชาติไม่น่ามีมากนัก เนื่องจากในปีที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติได้ทยอยขายหุ้นไทยออกไปแล้วประมาณกว่าสามหมื่นล้านบาท ส่งผลให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายอดการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติสูงถึงกว่า 3 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงคาดว่านักลงทุนต่างชาติจึงไม่น่าจะมีน้ำหนักการลงทุนในประเทศไทยมาก

ส่วนปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้ และนักลงทุนควรต้องติดตามน่าจะมาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ประกอบด้วย 1. การเลือกตั้งในยุโรปช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ 2. ในช่วงครึ่งปีหลังตลาดอาจจะเริ่มกังวลกับสภาพคล่องในระบบของโลกในปีหน้าที่จะเริ่มลดลง เนื่องจากหากเป็นไปตามกำหนดจะเห็นว่าในปีหน้าธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะเริ่มถอนสภาพคล่องออกจากตลาดเช่นเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐฯ 3. ความเสี่ยงเรื่องปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศในคาบสมุทรเกาหลีระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือ

ขณะที่ ดร.สัมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นแม้ว่าจะมีราคาที่ค่อนข้างแพงในปัจจุบัน แต่เรามองว่ายังมีความน่าสนใจในการลงทุนมากกว่าตราสารหนี้ เศรษฐกิจไทยที่เติบโตดีขึ้นทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนฯ น่าจะปรับตัวดีขึ้น โดยเรามองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนฯ น่าจะเติบโตประมาณ 10% ในปีหน้า อีกทั้งการที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงทรงตัวในระดับปัจจุบันต่อเนื่องทำให้ตลาดหุ้นยังน่าจะเทรดอยู่ในระดับที่ “แพง” เช่นนี้ได้ต่อเนื่อง โดยเรามองเป้าหมายดัชนีฯ ไว้ที่ 1,820 จุดในปีหน้า โดยอาจเน้นในธีมการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ, การลงทุนภาครัฐ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศ เป็นสำคัญ

ด้าน ชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า MFC มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยคาดว่าเป้าหมายดัชนีหลักทรัพย์ปี 2561 จะอยู่ที่ 1,870 จุด เป็นผลจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่องสะท้อนจากดัชนีภาคการผลิต PMI ของประเทศสำคัญที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจนนั้นนำโดยภาคการลงทุน (CAPEX cycle) ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการปรับประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน, ทางด้านในประเทศ Momentum ของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2561 มีการเติบโตในระดับที่สูงกว่าปี 2560 โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออก การลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยว โดยมี Upside จากนโยบาย EEC ที่คาดว่าจะมีการประกาศใช้เป็น พ.ร.บ.ในช่วงไตรมาส 1 ซึ่งจะทำให้มีการลงทุนจากทั้งนักลงทุนในประเทศ และต่างประเทศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในส่วนของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ทาง MFC เองคาดว่าน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจไทยและโลก โดยคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตเฉลี่ย 10%

ทางด้านความเสี่ยง ตลาดอาจเผชิญความผันผวนหากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากอาจส่งผลให้ Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาด นอกจากนี้ การเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐ และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ทำได้ล่าช้ากว่าคาดจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งอาจทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุนได้ ในส่วน Valuation ของ SET Index อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ขณะที่ EPS growth ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับตลาดอื่นในภูมิภาค อาจส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาไม่มากนัก

นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ กล่าวว่า บริษัทคาดว่าหุ้นไทยปี 2561 จะแกว่งขึ้นกรอบแนวรับ 1,700 จุด โดยมีเป้าปลายปี 2561 ที่ 1,850-1,900 จุด = Forward PER ที่ 16.8-17.2 เท่า โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) = 8-10% (GDP / 2561 = + 4.1%)

ทั้งนี้ คาดว่าการที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ…. หรือร่าง พ.ร.บ. EEC ในไตรมาส 1/2561 - ประกาศวันเลือกตั้งราว มิ.ย. 2561 และเลือกตั้งได้ พ.ย. 2561 (ตาม Road Map) หากประกาศวันเลือกตั้งคาดต่างชาติจะกลับเข้าซื้อสุทธิมากกว่า 1.2 แสนล้านบาทในปี 2561 หลังจากใน 5 ปีที่ผ่านมา (2013-2017) ต่างชาติ Under Weight หุ้นไทย ขายสุทธิสะสม 5 ปี = 3.4 แสนล้านบาท (ถือหุ้นไทยต่ำสุดรอบ 10 ปี) นอกจากนี้คาดหุ้นทั่วโลกยังปรับขึ้นต่อ โดยตลาดหุ้น Asia North และ SET จะ Out Perform

สรุปแล้ว จากที่บอกกล่าวกันมาหุ้นไทยปีนี้ดูน่าสนใจไม่น้อย เป้าหมายดัชนีคงทำให้นักลงทุุนได้ลุ้นได้เสียวกันอยู่ เพราะถ้าดูค่าเฉลี่ยแล้วสูงถึง 1,830-1,870 กันเลยทีเดียว ส่วนใครจะลงทุนอะไรคงต้องพิจารณากันเอง แต่คนที่ไม่มีเวลาหรือเงินน้อยก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้เลย เพราะต้องบอกเลยว่าผลงานแต่ละแห่งเข้าตาทีเดียว และมีกูรูคอยคัดหุ้นเด็ดๆ ให้ด้วยสบายใจไปอีกแบบ แถมลงทนุขั้นต่ำหลักพันต่อเดือนได้ด้วย ปีนี้ก็ลองถามใจตัวเองดูแล้วกันว่าชอบแบบไหน


กำลังโหลดความคิดเห็น...