xs
xsm
sm
md
lg

Money Tips : โอกาสและความท้าทายของประเทศฟิลิปปินส์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


คอลัมน์ Money Tips
โดยเจฟ สุธีโสภณ
กลุ่มจัดการกองทุน
บลจ.บัวหลวง

ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้อีกแล้วว่ากลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนนั้นกำลังมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหนึ่งในประเทศที่น่าจับตามองที่สุดในอาเซียน ได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยเศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีการเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาด้วยค่าเฉลี่ยกว่า 6-7% ต่อปี และยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับประเทศยักษ์ใหญ่ในตลาดเกิดใหม่อย่างประเทศ จีน บราซิล และรัสเซียที่กำลังประสบปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญมาจากความมั่นคงทางการเมืองของฟิลิปปินส์หลังจากที่รัฐบาล เบนิโญ อาคิโน เข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่กลางปี 2010 หลังจากที่ประเทศได้เผชิญกับปัญหาทางการเมืองมานานนับสิบปีและส่งผลทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเสียหยุดชะงักไป

รัฐบาลของอาคิโนได้ให้ความสำคัญต่อหลักธรรมาภิบาล การปราบคอร์รัปชัน ปรับปรุงนโยบายให้มีความดึงดูดและเป็นมิตรกับนักลงทุนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีการปฏิรูปหน่วยงานราชการ เห็นได้จากดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศฟิลิปปินส์ ปรับจากอันดับที่ 43 ในปี 2012 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 38 ในปี 2013 และดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันที่แสดงถึงความเข้มแข็งของระบบธรรมาภิบาลและสังคม มีการปรับตัวดีขึ้นจากอันดับที่ 105 ในปี 2012 มาเป็นอันดับที่ 94 ในปี 2013 ซึ่งสูงกว่าไทยที่อยู่อันดับที่ 102

นอกจากนี้ ประเทศฟิลิปปินส์ยังมีเสถียรภาพทางการเงินและการคลังมากขึ้น โดยมีเงินสำรองต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินต่อจีดีพีให้ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 37% จาก 70% ในปี 2003 ปัจจัยบวกต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้ฟิลิปปินส์ได้รับการปรับขึ้นอันดับความน่าเชื่อถือเครดิตของประเทศ (Sovereign credit rating) มาอยู่ที่ระดับ investment grade จาก Standard & Poor’s และ Moody ปี 2013 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ตราสารหนี้ฟิลิปปินส์ได้จัดอันดับเป็น investment grade จากนั้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2014 Standard & Poor ได้ปรับเรตติ้งฟิลิปปินส์ขึ้นอีกครั้งเป็น BBB จาก BBB- และล่าสุดในเดือน ธ.ค. 2014 Moody ได้ปรับเรตติ้งฟิลิปปินส์ขึ้นเป็น Baa2 จาก Baa3 สะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ รวมทั้งยังเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่ายขึ้นในอัตราที่ถูกลง

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ได้แก่ จำนวนประชากรในประเทศที่สูงถึง 100 ล้านคน มากเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย และมีประชากรวัยทำงานเป็นจำนวนมาก โดยค่าเฉลี่ยอายุของประชากรอยู่ที่เพียง 23 ปี ในขณะที่ไทยมีค่าเฉลี่ยอายุที่ 35 ปี อีกทั้งยังมีการประเมินว่าในปี 2020 ประชากรฟิลิปปินส์จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 113 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการบริโภคภายในประเทศ และกำลังแรงงานที่จะเติบโตสูงขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ แรงงานฟิลิปปินส์เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในต่างประเทศจำนวนมาก เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านภาษาอังกฤษ โดยอาชีพที่เป็นที่ต้องการ ได้แก่ พยาบาล ครูสอนภาษา แม่บ้าน เป็นต้น โดยฟิลิปปินส์มีรายได้จากแรงงานต่างประเทศประมาณ 1.8 ล้านคนซึ่งโอนเงินกลับประเทศเกือบ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออก คิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP

จากจุดเด่นในเรื่องภาษาและตลาดแรงงานที่ใหญ่นี้เอง ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในฟิลิปปินส์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยบริษัทข้ามชาติภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะเข้ามาตั้งบริษัทประกอบธุรกิจ outsource หรือที่เรียกกันว่า Business Process Outsourcing (BPO) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงาน Call Center และธุรกิจให้บริการออกแบบซอฟต์แวร์และไอที ธุรกิจ outsource สามารถที่จะสร้างงานได้มากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง ในปี 2014 กรุงมะนิลาสามารถแซงมุมไบขึ้นแท่นเป็นเบอร์สองเวทีเอาต์ซอร์สโลก เป็นรองแค่บังคาลอร์อีกเมืองของอินเดีย รายได้จาก BPO นี้เติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี และสร้างรายได้ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และคาดว่าอีกไม่กี่ปีรายได้จาก BPO จะขึ้นมาแซงรายได้จากเงินโอนกลับประเทศของแรงงาน นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้วความต้องการอสังหาริมทรัพย์และตึกออฟฟิศก็เพิ่มสูงตามไปด้วย การพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็วของฟิลิปปินส์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระแส Urbanization เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน

แม้ภาพรวมประเทศฟิลิปปินส์จะดูสดใสมาก แต่ก็มีความท้าทายในการแก้ไขปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าหลังแย่กว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรที่ติดขัด และฟิลิปปินส์ก็มีปัญหาไฟตกบ่อยเพราะขาดแคลนกำลังผลิตไฟฟ้าจากการที่รัฐบาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุนของภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ แต่ในปี 2015 รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีก 15% หรือคิดเป็น 4% ของ GDP เพื่อให้ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น

หากรัฐบาลฟิลิปปินส์เพิ่มการใช้จ่ายเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานได้ก็จะเป็นกุญแจหลักที่ขับเคลื่อนการลงทุนของประเทศ และโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้นจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้เพิ่มขึ้น เมื่อรวมกับรายได้ที่โตอย่างสม่ำเสมอจากเงินส่งกลับประเทศของคนงานฟิลิปปินส์และอุตสาหกรรม BPO เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์คาดว่าจะเติบโตได้ 5.5-6% ในสองปีข้างหน้า และบทบาทของฟิลิปปินส์ในภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนนักลงทุนต่างชาติจะมองข้ามตลาดทุนฟิลิปปินส์ไม่ได้อีกแล้ว วันนี้ฟิลิปปินส์ไม่ได้เป็นเสือป่วยของอาเซียนอีกแล้ว แต่กำลังจะกลายเป็นเสือเศรษฐกิจตัวต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...