xs
xsm
sm
md
lg

เชฟโรเลต แคปติวา เปลี่ยนไป ให้ใจคนนั่งสบาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ชื่อของรถยนต์ “เชฟโรเลต แคปติวา” ในเมืองไทยนั้น เป็นที่รู้จักอย่างดีในฐานะรถเอสยูวีขนาดคอมแพคที่โดดเด่นในเรื่องของขนาดและการกล้าบุกเบิกทำตลาดด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเป็นรายแรกในเซ็กเมนท์นี้ และประสบความสำเร็จด้านยอดขายเป็นที่น่าพอใจสำหรับ จีเอ็ม แต่ด้วยอายุอานามและทิศทางของตลาดที่เปลี่ยนไป ทำให้เชฟโรเลต แคปติวา ที่ลากขายยาวตั้งแต่ปี 2007 ต้องยุติการทำตลาดไปเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม จีเอ็ม ยังคงมีความหวังในการทำตลาดรถเอนกประสงค์ในประเทศไทยอยู่ จึงได้หาโมเดลรถที่คิดว่าเหมาะสมกับตลาดเมืองไทย เข้ามาลุยตอบสนองความต้องการลูกค้าไทย ผลลัพธ์ที่ได้คือ “แคปติวา” โฉมปัจจุบัน ที่ทีมงาน เอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ได้เข้าร่วมทริป ทดลองขับเรียบร้อยแล้ว มาลงลึกดูกันว่า เป็นอย่างไร





ใหม่หมดคัน เดิมแค่ชื่อ


สำหรับ แคปติวา ใหม่ นั้น โดยตัวรถแล้วแท้จริง มิได้มีส่วนใดเกี่ยวเนื่องกับ แคปติวา โฉมเดิมแต่อย่างใด เนื่องจากโมเดลนี้ เป็นการหยิบยกมาจากต้นกำเนิด “Baojun 530” ของหุ้นส่วนสำคัญชื่อ SGMW ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ SIAC Motor, General Motor และ Wuling ที่ประเทศจีน

ทั้งนี้ แคปติวา ใหม่ นั้น ไม่ได้มีฐานผลิตที่ประเทศไทยเหมือนตัวเดิมด้วยเช่นเดียวกัน จีเอ็ม นำเข้ามาทำตลาดจากอินโดนีเซียภายใต้เงื่อนไขเขตการค้าเสรีอาเซียน (ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า) ซึ่งรุ่นดังกล่าวนี้ มีฐานผลิตที่โรงงานแห่งใหม่ของ SGMW ในแดนอิเหนา

ที่อินโดนีเซียจำหน่ายในชื่อ Wuling Almaz ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจ หากใครที่ท่องเน็ตแล้วเจอรถหน้าตาเหมือน แคปติวา ใหม่ แต่ใช้ชื่อยี่ห้อและรุ่นต่างกันออกไป อันเป็นนโยบายของจีเอ็มในการทำตลาดแต่ละพื้นที่




แน่นอนว่า แม้จะเป็นการหยิบยกมาทั้งคัน และมีฐานการผลิตจากอินโดนีเซีย แต่สเปคและรายละเอียดปลีกย่อยนั้น จะแตกต่างกันไปตามแต่พื้นที่ที่จะทำตลาด สำหรับสเปคไทย มี 3 รุ่นย่อยให้เลือก ตัวเริ่มต้น LS 5 ที่นั่ง ราคา 999,000 บาท, รุ่นกลาง LT 7 ที่นั่ง ราคา 1,099,000 บาท และตัวท้อปสุดรุ่น Premier 7 ที่นั่ง ราคา 1,199,000 บาท

หัวใจนั้น บรรจุเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ DVVT พิกัดกำลัง 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร และที่ต้องจำให้แม่น คือ เติมน้ำมันได้เฉพาะ เบนซินอี10 เท่านั้น เติมผิดชีวิตเปลี่ยนได้

ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ ซีวีที 8 สปีด ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ช่วงล่างหน้าแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัท และหลังอิสระ มัลติลิงค์ ดิสก์เบรก 4 ล้อ ที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบทั้ง ABS, EBD, BA, TCS, ESC, HSA, ESS และถุงลมนิรภัยคู่หน้าและด้านข้าง (ยกเว้นรุ่น LS 5 ที่นั่ง) รวมถึงกล้องมองหลังและกล้องมองรอบคัน 360องศา (มีเฉพาะรุ่นPremier 7 ที่นั่ง)

การออกแบบภายใน สะดุดตาด้วยจอภาพขนาดใหญ่กลางคอนโซลหน้า ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อจากโทรศัพท์มือถือระบบแอนดรอยได้ทุกรุ่น ส่วนหน้าปัดแสดงผลการขับขี่เป็นจอสีแบบดิจิตอล 7 นิ้ว ดูง่ายชัดเจนดี แต่เข็มวัดรอบนั้นจะวิ่งสวนทาง (หมุนจากขวามาซ้ายแบบทวนเข็มนาฬิกา) อาจจะไม่คุ้นเคยสักหน่อย

การออกแบบภายนอกนั้น ความสวยงามเราไม่ขอออกความเห็น เพราะแต่ละคนมองความสวยแตกต่างกัน ส่วนข้อเท็จจริงคงเป็นเรื่องของตัวรถที่มีมิติความยาว และสูงที่สุดเมื่อเทียบกับรถในตระกูล B-SUV ซึ่งถือว่ามีข้อดีในแง่ของพื้นที่ใช้สอยบรรจุสัมภาระได้มาก ขณะที่ตัวรถไม่กว้างมากนั้น ทำให้รู้สึกมีความเป็นรถแบบ MPV แฝงอยู่ด้วย






เร่งทันใจ นั่งหลังหลับสบาย


แม้เราจะเคยได้ขับ แคปติวา คันนี้ มาแล้วที่ประเทศจีน แต่ทว่า เวอร์ชันไทยนั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเมื่อได้ลองขับเรียบร้อยแล้ว เราไปถามทีมผู้บริหารของเชฟโรเลต ประเทศไทย ว่า ได้ทำสิ่งได้กับตัวรถบ้างจึงออกมาในลักษณะเช่นนี้ คำตอบที่ได้รับ คือ การเซ็ตอัพช่วงล่างใหม่ให้มีความนุ่มนวลมากขึ้น รวมถึงมีการปรับสภาพหลายรายการให้เหมาะสมกับการเป็นรถที่จะขายในประเทศไทยด้วย

สาเหตุที่เราถามกับทีมงานเชฟโรเลตเช่นนั้น เนื่องจากเมื่อได้ลองขับแล้วพบความแตกต่างอย่างมากกับเวอร์ชันที่ได้ลองขับที่จีน (คันที่ขับเป็นสเปคส่งจำหน่ายทวีปอเมริกาใต้) ซึ่งสเปคไทย เน้นเอาใจคนนั่งทางด้านหลัง เบาะนั่งแถวที่สองมากที่สุด ถือว่าเป็นตำแหน่งที่สบายที่สุดของการเดินทางโดยสารด้วย แคปติวา คันนี้

ขณะที่เบาะนั่งแถวที่สามนั้น เราลองเข้าไปนั่งถือว่าพอนั่งได้ แต่ขาค่อนข้างชัน หากให้นั่งเดินทางนานๆ น่าจะเมื่อยอยู่ ส่วนการเป็นผู้ขับขี่ได้เบาะไฟฟ้าปรับ 6 ทิศทาง(มีเฉพาะในรุ่นท็อปสุดเท่านั้น) ในภาพรวมผู้เขียนขอใช้คำว่า ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้เขียนได้ ยังมีอีกหลายส่วนที่ควรจะต้องปรับเพื่อให้ “ผู้ขับขี่” รู้สึกสะดวกสบายและเหมาะสมกับรถราคาหลักล้านเช่นนี้

จุดเด่นคงเป็นเรื่องของอัตราเร่ง ที่แรงทันใจ ไม่มีอืด เรียกใช้งานได้อย่างฉับไวในทุกย่านความเร็ว (ที่ต่ำกว่า 120 กม./ชม.) รวมถึงการส่งกำลังที่ไม่มีอาการรอรอบ แม้จะใช้ระบบเกียร์ซีวีทีก็ตาม ดังนั้น จึงมั่นใจได้แม้จะเป็นเครื่องเล็กเพียง 1.5 ลิตร แต่พละกำลังเหลือเฟือ

ส่วนสิ่งที่เราคาดหวังการปรับ คือ ช่วงล่างที่ขับแล้วรู้สึกว่านุ่มนวลเกินไป ทำให้การเข้าโค้งหรือวิ่งด้วยความเร็วสูงนั้น ไม่มั่นใจเท่าที่ควร รวมถึงแรงเหวี่ยงจากการขับที่ผู้โดยสารในรถทุกคนสามารถรับรู้ได้ค่อนข้างชัดเจน ทำให้เมื่อต้องขับผ่านหลุมบ่อ หรือทางที่มีผิวการจราจรไม่เรียบ จำเป็นต้องเบาคันเร่ง เพื่อป้องกันเสียงบ่นจากคนในรถ

การจัดวางตำแหน่งของพวงมาลัยรู้สึกว่า ชันเกินไปและไม่สามารถปรับได้ ส่วนระบบพวงมาลัยไฟฟ้านั้นเบามือมาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณผู้หญิงและการใช้งานในเมือง แต่เมื่อออกวิ่งทางยาวๆ เหมือนไม่มีระบบช่วยปรับน้ำหนัก เพียงขยับพวงมาลัยเล็กน้อยส่งผลให้ตัวรถขยับได้อย่างง่ายดาย

การขับในคราวนี้ เราขับด้วยความเร็วเฉลี่ยราว 90-100 กม./ชม.เป็นส่วนใหญ่ มีลองอัตราเร่งบ้าง แต่ไม่ได้ลองหาความเร็วสูงสุด เนื่องจากเมื่อขับด้วยความเร็วที่เกินกว่า 120 กม./ชม.แล้ว รู้สึกไม่มั่นใจ รวมถึงอาจจะโดนใบสั่งได้หากขับเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้


สำหรับอัตราการบริโภคน้ำมัน จากที่เราขับมาราว 220 กม.จากกรุงเทพฯ ถึงหัวหิน ตัวเลขตามการแสดงผลของระบบบนหน้าจอระบุ 10.8 กม./ลิตร น้ำมันหายไปราวครึ่งถัง (เต็มถังมีความจุ 52 ลิตร) จบทริปด้วยความรู้สึกรวมๆ ที่อยากจะบอกว่า ขับแคปติวาเหมือนขับรถ MPV ที่ได้รับการยกสูง แต่เซ็ตช่วงล่างให้นุ่มและหน้าไว












เหมาะกับใคร

เชฟโรเลตวางเป้าหมายการขายไว้ที่ 2,420 คัน ในช่วงแรกหลังเริ่มต้นส่งมอบได้ในช่วงเดือนตุลาคม เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่มีครอบครัวแล้วและมีรายได้ประมาณ 70,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเจ้าแคปติวาใหม่นั้น เรามั่นใจว่า ถูกใจผู้โดยสารแถวที่สองอย่างแน่นอนไม่ต้องสงสัย ส่วนจะได้ใจคนขับหรือไม่นั้น ท่านต้องไปลองขับเอง



กำลังโหลดความคิดเห็น...