xs
xsm
sm
md
lg

มาเซราติ Levante Trofeo & GTS แรงดั่งซูเปอร์คาร์ในร่าง SUV

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


การถือกำเนิดขึ้นของ เลอวานเต้ (Levante) เอสยูวีรุ่นแรกของมาเซราติ ได้กลายมาเป็นผู้ทำให้แบรนด์ตรีศูลกลับมาคึกคักอีกครั้ง ด้วยการสร้างยอดขายอย่างเป็นกอบเป็นกำครองอันดับหนึ่งรุ่นรถที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดส่งมอบ 55,000 คัน (ระหว่างปี ค.ศ.2016-2018) และมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 52% ของยอดจำหน่ายรถยนต์มาเซราติรวมทุกรุ่น ในปี ค.ศ.2018 อีกด้วย

เพื่อเป็นการขยับต่อยอดความสำเร็จในสไตล์ของมาเซราติ ในปีนี้ จึงได้มีการเติมรุ่นย่อยใหม่ เครื่องยนต์แบบ V8 ในชื่อรุ่นย่อยต่อท้ายว่า โตฟีโอ (Trofeo) และจีทีเอส (GTS) ซึ่งทำให้ เลอวานเต้ กลายเป็นรถเอสยูวีที่มีพละกำลังสูงที่สุดติด 5 อันดับแรกของโลก ซึ่งทาง มาเซราติ ประเทศไทย ได้เชิญทีมงาน เอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ไปทดลองขับทั้งสองรุ่นใหม่นี้ ถึงถิ่นกำเนิด เมืองโมเดน่า ประเทศอิตาลี ติดตามกันได้ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง












แรงสุด หรูสุด คุ้มสุด

หัวใจสำคัญของสองโมเดลนี้ อยู่ที่เครื่องยนต์ ด้วยการบรรจุเครื่องยนต์ใหม่แบบ V8 สูบ เทอร์โบคู่ ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.8 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกับที่เฟอร์รารี่ใช้งานในรถรุ่นต่างๆ และเฟอร์รารี่ก็เป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์นี้ให้กับมาเซราติ ภายใต้ความร่วมมือกัน โดยมีความแตกต่างในแง่ของการปรับแต่งกำลังและชิ้นส่วนบางรายการ เช่น อ่างน้ำมันเครื่อง เป็นต้น





















ระบบส่งกำลังคบหากับเกียร์อัตโนมัติแบบ 8 สปีด จาก ZF ซึ่งมีการปรับปรุงระบบการสั่งการให้สอดคล้องกับ เลอวานเต้ รวมถึงช่วงล่างแบบถุงลมได้รับการเซ็ตอัพใหม่แตกต่างจากรุ่นปกติ โดยสามารถปรับความสูงได้มากถึง 6 ระดับ ตามความต้องการ ซึ่งมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Q4 ที่ปรับใหม่และโหมดการขับขี่ 8 รูปแบบให้เลือกใช้งานได้อย่างหลากหลาย เช่น I.C.E. และ Corsa เป็นต้น










การออกแบบภายนอก ทั้ง จีทีเอส (GTS) และโตฟีโอ (Trofeo) จะยังคงรูปทรงเหมือนรุ่นปกติ (GranLusso-GranSport) มีเพียงกันชนหน้า กันชนท้าย และดวงไฟในโคม ที่แตกต่างกับรุ่นปกติ ขณะที่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง 2 รุ่นนี้ คือ ตัวอักษร GTS จะมีติดที่ท้ายรถ ส่วน โตฟีโอ จะมีสัญลักษณ์ติดที่ด้านข้างรถทางด้านท้าย และฝากระโปรงหน้ามีช่องระบายอากาศ 2 จุด






สำหรับการตกแต่งภายในเน้นในเรื่องของความหรูหราและสปอร์ตโดยสามารถเลือกรูปแบบของเบาะ ชนิดของหนัง และวัสดุสีสันต่างๆ รวมๆ แล้วมากกว่า 400,000 ทางเลือกที่ให้ลูกค้าสามารถจับคู่ได้ตามความต้องการ โดยเป็นการผลิตตัดเย็บด้วยฝีมือคนอย่างประณีต เช่นเดียวกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ซันรูฟไฟฟ้า เป็นต้น










ดึงหลังติดเบาะ เกาะนุ่มสบาย

ในส่วนของการทดลองขับนั้น ตามสไตล์ของการทดสอบในยุโรปที่มักจะให้เราจับคู่กับสื่อมวลชนอีกท่านหนึ่งสลับกันขับและนั่งไปด้วยกัน โดยกำหนดจุดนัดหมายและปล่อยให้เราขับกันตามสบาย ซึ่งคันแรกที่เราได้ขับเป็นรุ่น จีทีเอส และผู้เขียนรับหน้าที่เป็นพลขับก่อนเป็นลำดับแรก













สัมผัสแรกของวัสดุภายใน คือ การรับรู้ได้ถึงความประณีตและหรูหรา ซึ่งเมื่อรวมกับการที่เราได้ไปเห็นถึงห้องวิจัยและโรงงานประกอบรถยนต์ของมาเซราติ ที่ โมเดน่ามาแล้วทำให้ทราบถึงความตั้งใจในการผลิตได้เป็นอย่างดี อีกทั้งกล้าพูดได้เต็มปากว่าในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้วนั้น รถยนต์ค่ายยุโรปยังล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นหลายขั้น








ขยับขับเคลื่อนตัวออกมา พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ EPS พร้อมแพดเดิลชิพ น้ำหนักพอเหมาะพอดีมือ ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป แต่จะหนืดมือกว่ารถญี่ปุ่น การจัดวางตำแหน่งของปุ่มต่างๆ ในการใช้งาน หัวเกียร์จับถนัดดี แต่จะมีตำแหน่งของปุ่มปรับโหมดการขับขี่ที่ต้องละสายตามาปรับ ดังนั้น จึงควรปรับก่อนออกรถ หรือไม่แนะนำให้ปรับขณะรถวิ่ง เว้นแต่มีคนอื่นช่วยปรับให้










การขับขี่โดยภาพรวม พละกำลังระดับ 550 แรงม้า จากเครื่อง V8 นั้น เพียงพอกับการทำให้เราหลังติดเบาะจากแรงดึงได้อย่างสบายๆ ในทุกย่านความเร็ว ขับสนุกระดับเดียวกับซูเปอร์คาร์ แต่ทว่าสบายกว่ากันมากมาย ทั้งจากช่วงล่างถุงลมที่ดูดซับแรงสะเทือนได้อย่างดีเยี่ยม ให้ความรู้สึกนุ่มนวล










เมื่อลองเปลี่ยนโหมดการขับมาใช้แบบสปอร์ต สิ่งแรกที่รู้สึกได้ คือ เสียงท่อไอเสีย ที่คำรามดังขึ้นมาโดยเป็นเสียงเอกลักษณ์เฉพาะของ มาเซราติเท่านั้น เนื่องจากมีการจดสิทธิบัตรเรื่องเสียงท่อไอเสียเอาไว้ด้วย ถัดมาเป็นรอบของเครื่องยนต์ที่จะสูงกว่าการขับแบบปกติ และช่วงล่างที่รู้สึกว่าแข็งขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย






ภาพรวมการขับของโหมดปกติกับโหมดสปอร์ต แทบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยยะเท่าใดนัก การตอบสนองต่างๆ ใกล้เคียงกัน จะมีเพียงเสียงท่อไอเสียที่ดังมากกว่าและอัตราเร่งที่รู้สึกว่าเร็วกว่าเท่านั้น น้ำหนักเบรกเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่เราขอชื่นชม ด้วยความพอดีไม่มีอาการหัวทิ่มหรือจับไวเกินไป

เมื่อสลับเปลี่ยนไปเป็นผู้โดยสารบ้าง นั่งสบายไม่แตกต่างจากผู้ขับ และไม่มีอาการเวียนหัวหรือคลื่นไส้แต่อย่างใด แม้ทางที่ขับช่วงนี้จะเป็นการขึ้น-ลงภูเขาที่เส้นทางคดโค้งเป็นจำนวนมาก













จากนั้นเมื่อเปลี่ยนรถมาขับในรุ่น โตฟีโอ ที่เรียกได้ว่า ขีดสุดเอสยูวีของมาเซราติในเวลานี้ ความพิเศษของรุ่นนี้ เครื่องยนต์วี 8 เหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ การทำสีเครื่องยนต์ โดยใช้สีแดงโทนเดียวกับของเฟอร์รารี่ (วิศวกรบอกว่า ดูดีๆ จะไม่เหมือน) และเครื่องยนต์ตัวนี้ ย้ำอีกทีผลิตออกมาจากโรงงานของเฟอร์รารี่ พร้อมสัญลักษณ์ตรีศูลบนฝาครอบ เคฟล่า ดูดุดันอย่างมาก

การขับขี่ภาพรวมแรงพอๆ กันกับรุ่น จีทีเอส ไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างมากเท่าใดนัก เร่งทันใจ ส่วนความเร็วสูงสุดที่ได้ทดลองขับ ทำได้ 185 กม./ชม. ในสนามบินเก่าสุดทางตรงที่มีระยะทางวิ่งรวมระยะเบรก 800 เมตร และเราได้ทดลองระบบ Launch Control การออกตัวแบบรวดเร็วเหมือนที่เหล่าซูเปอร์คาร์ทุกคันพึงมีในยุคนี้ แรงดึงหลังติดเบาะ โดยจะดึงหนักในช่วงลอยตัวตั้งแต่เกียร์ 2 เป็นต้นไป









สำหรับสิ่งที่ประทับใจเราที่สุด ขอยกให้กับระบบความปลอดภัยและความสมดุลการใช้งานระบบต่างๆ เหล่านั้น ที่สามารถช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยขึ้นได้อย่างเห็นผลชัดเจน ทั้งจากระบบการขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ที่มีการกระจายแรงบิด ซึ่งในหลายจังหวะที่เราขับเข้าโค้งบนเขา รับรู้ได้ถึงการทำงานของระบบที่ช่วยให้การขับขี่มั่นใจอย่างเต็ม 100% ในทุกโค้ง รวมถึงระบบเตือนก่อนการชนที่ทำงานได้อย่างน่าทึ่ง หากเราขับเร็วเกินไปแล้วมีรถขวางอยู่ทางด้านหน้าระบบจะเตือนให้เบรกชนิดที่เราต้องเบรกอย่างแน่นอน หรือถ้าหลับในก็จะตื่นทันที





เหมาะกับใคร

ผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตสไตล์อิตาลี เสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมาเซราติ ที่คุณไม่สามารถหาจากแบรนด์อื่นได้ โดยสามารถขับไปได้อย่างไม่กลัวอุปสรรคใดๆ และได้สมรรถนะในระดับซูเปอร์คาร์ สบายเฉกเช่นรถเอสยูวี ส่วนราคาค่าตัวสำหรับเมืองไทยยังไม่เปิดตัว ดังนั้น อดใจรออีกสักหน่อย แต่คาดว่าทะลุ 10 ล้าน อย่างแน่นอน











กำลังโหลดความคิดเห็น...