xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจนายใหญ่ อีซูซุ “โทชิอากิ มาเอคาวะ” เศรษฐกิจไทยยังแกร่ง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บทสัมภาษณ์พิเศษ “โทชิอากิ มาเอคาวะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถึงทิศทางของตลาดรถยนต์ไทยในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกับชี้ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ไทย รวมถึงเป้าหมายการขายในปีนี้ ซึ่งต้องบอกว่า ดุเดือดอย่างแน่นอน

ตลาดรถยนต์ไทยปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์เมืองไทยขยายตัวก็จริง แต่หลังจากสงกรานต์มีการขยายตัวที่ลดลง เพราะมีสาเหตุหลายประการด้วยกัน หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกของปีนี้เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วถือว่าช้าลง จึงมีผลกระทบกับตลาดรถยนต์เมืองไทยด้วย สอง ปัจจัยตามฤดูกาลเพราะเข้าฤดูฝนแล้ว ซึ่งปกติตลาดรถยนต์เมืองไทยใน Q2 ก็จะเป็นแบบนี้ อีซูซุจึงไม่ได้กังวลอะไร เพราะแม้อัตราการเติบโตจะลดลง แต่เป็นการลดลงจากที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ติดลบ

ยอดขายอีซูซุเป็นอย่างไรบ้าง?

ภาพรวมของอีซูซุในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา รถอีซูซุขายได้ 75,962 คัน เป็นดีแมคซ์ 65,320 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 34.4 % ในตลาดปิกอัพ เทียบ 5 เดือนแรกของปีนี้กับปีที่แล้ว ดีแมคซ์ ขายได้มากขึ้น 5.3% และครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าปีที่แล้ว เราเชื่อว่าเป็นเพราะคุณภาพและสมรรถนะของรถอีซูซุเป็นที่ยอมรับของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องยนต์ และเรามีกิจกรรมพิเศษ อีซูซุ แม็คซ์ แชลเลนจ์ ซึ่งผลอัตราประหยัดน้ำมัน 24.99 กม./ลิตร ที่บอย ปกรณ์ขับ ทำให้ประชาชนเชื่อว่า รถอีซูซุประหยัดน้ำมันมาก ส่วนยอดขายรถบรรทุกขนาดกลาง-ใหญ่ ยังคงอยู่ในระดับปกติเท่าๆ กับปีที่แล้ว (ล่าสุดยอดขาย 6 เดือนตามรายงานบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย มียอดขายทั้งสิ้น 89,177 คัน ขณะที่ปิกอัพขายได้ 76,438 คัน)

เป้าหมายยอดขายปีนี้?

เป้ายอดขายโดยรวมของตลาดรถยนต์ในปีนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะ Q1 ตลาดรถยนต์ขยายตัวมาก อาจทำยอดจาก 1 ล้าน 5 หมื่นคัน เป็น 1 ล้าน 6 หมื่นคัน – 1 ล้าน 8 หมื่นคัน ก็เป็นได้

แม้ว่าอีซูซุได้เข้าร่วม B20 แต่ B20 ไม่ได้มีผลทำให้ยอดขายอีซูซุเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขณะที่ยอดขาย PPV ที่ลดลงของอีซูซุ จริง ๆ ก็ไม่ได้ลดลงมากสำหรับเรา เพราะหลังจากเปิดตัว MU-X The ONYX ออกมาโดยเพิ่ม airbag 6 ใบ มีการตกแต่งพิเศษ ทำให้ลูกค้าพอใจในระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นใน MU-X

ปัจจัยลบต่อตลาดรถยนต์

ปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับ จีน เริ่มส่งผลกระทบบางส่วนกับตลาดรถยนต์แล้ว เพราะทำให้การส่งออกของไทยลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อ GDP ของประเทศไทยให้ลดลงด้วย และยังเป็นผลกระทบโดยอ้อม/ทางจิตวิทยา เพราะคนเรามีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับเรื่องนี้ ซึ่งอีซูซุคิดว่าไม่ใช่วิกฤติ แค่มีอัตราการเติบโตที่ลดลง แต่ก็เติบโตอยู่ดี ตลาดยังคงขยายตัว ไม่ได้หดตัว

ขณะที่รัฐบาลประกาศความเข้มงวดของสินเชื่อที่อยู่อาศัยเมื่อ 1 เม.ย. และอาจจะมีมาตรการควบคุมสินเชื่อรถยนต์ถ้าออกมาจริง ก็มีผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ แต่ไม่น่าจะมีผลกระตุ้นให้เกิดการซื้อ เพราะถ้ารัฐบาลประกาศเขาจะบังคับใช้เลยลูกค้ามาซื้อไม่ทัน

อย่างไรก็ตาม อีซูซุ ติดตามเรื่องสินเชื่อรถยนต์อยู่ เนื่องจากเรามีบริษัท Captive Finance ของเรา คือ ตรีเพชรอีซูซุลิซซิ่ง และมีธุรกิจกับบริษัทไฟแนนซ์ของสถาบันการเงินอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นในกรณีที่สถาบันการเงินถูกควบคุมโดยแบงค์ชาติ เราก็มีบริษัทไฟแนนซ์ของเราเองที่จะรองรับลูกค้าอีซูซุ ดังนั้นแม้จะมีมาตรการควบคุมสินเชื่อออกมา แต่จะไม่มีอิทธิพลกับ Captive Finance มากนัก เพราะเราทำของเราแค่ยี่ห้อเดียว

สำหรับลูกค้าของอีซูซุจะใช้ไฟแนนซ์ของอีซูซุประมาณ 30% ลูกค้าซื้อเงินสดประมาณ 10% และ NPL ภายในช่วง 5 ปีย้อนหลัง ไม่ได้เพิ่มขึ้น อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ถ้าเปรียบเทียบกำลังซื้อของลูกค้าอีซูซุกับลูกค้าทั่ว ๆ ไปแล้ว ลูกค้าอีซูซุมีกำลังซื้อสูง เพราะรถเราไม่ได้ใช้นโยบายตัดราคา

ปัจจัยบวก

การเกิดสงครามการค้าจีน-อเมริกา ภาพรวมอาจจะมองว่าลบ แต่สำหรับประเทศไทยถือว่าเป็นบวกมากกว่า เนื่องจากจีนจะเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น แม้จะยังไม่เห็นผลระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะส่งผลต่อประเทศไทยในเชิงเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทที่แข็งมากในช่วงนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง



กำลังโหลดความคิดเห็น...