xs
xsm
sm
md
lg

ถอดรหัสสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง Race To The Dream โปรเจกต์ระดับโลกจาก เอ.พี.ฮอนด้า

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ทีมแข่งไทยคว้าแชมป์ที่ประเทศญี่ปุ่น
สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย กระหึ่มสังเวียนดวลความเร็วไกลถึงแดนปลาดิบ สำหรับการคว้าชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ของทีมแข่งสัญชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ “เอ.พี.ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” ในศึกบิดมาราธอน ซูซูกะ 4 ชั่วโมง เอ็นดูร้านซ์ เรซ ประจำปี 2019 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สุคติ สรรพวัฒน์

เบื้องหลังฉากความสำเร็จที่พวกเราได้เห็นนั้นมีความเป็นมาอย่างไร, กลยุทธ์การตลาดโดยการใช้มอเตอร์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งมีความสำคัญขนาดไหน, อดีตที่ผ่านมา รวมถึงปัจจุบันมีพัฒนาการอย่างไร ขณะที่ในอนาคตจะยังมีความจำเป็นหรือไม่ และที่สำคัญ แนวคิดการผลักดันนักบิดไทยสู่เกมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ระดับโลก สามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือจะเป็นเพียงแค่ความฝัน...


ทั้งหมดนี้ เอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง มีโอกาสจับเข่าคุยอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหารชาวไทย สุคติ สรรพวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป ส่วนงานกีฬายานยนต์ บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟเพื่ออธิบายถึงข้อสงสัยดังกล่าว

ฉลองความสำเร็จ ทีมแข่งสัญชาติไทย 100 เปอร์เซ็นต์ คว้าชัยชนะ รายการซูซูกะ 4 ชั่วโมง

โปรเจกต์ Race To The Dream คืออะไร


เอ.พี.ฮอนด้า ประกาศนโยบายกีฬามอเตอร์สปอร์ต ภายใต้โครงการ เรซ ทู เดอะ ดรีม (Race To The Dream) เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งโครงการนี้มีแนวคิดที่ดีมาก หวังจะผลักดันนักบิดไทยไปสู่การแข่งขันโมโตจีพีให้ได้ ภายในปี 2025


โดยรายละเอียดของแผนงานนี้ ต้องการมุ่งพัฒนาศักยภาพนักบิดไทยตามสเต็ปหรือขั้นบันไดที่วางไว้ เริ่มจากฝึกฝนเยาวชนในโครงการ เอ.พี.ฮอนด้า อะคาเดมี่ ต่อไปก็เข้าสู่รายการฮอนด้า ไทยแลนด์ ทาเล้นต์ และฮอนด้า เอเชีย ทาเล้นต์ หลังจากนั้นเมื่อฉายแววจึงขยับสู่เวทียุโรปในรายการซีอีวี โมโตทรี จูเนียร์ และท้ายที่สุดจุดหมายปลายทาง คือ ระดับเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ ในศึกโมโตจีพี ไล่เรียงตั้งแต่รุ่นเล็กในคลาสโมโตทรี รุ่นกลางโมโตทู และรุ่นใหญ่ที่สุดในรุ่นโมโตจีพี


นั่นคือการแข่งขันประเภทรถสูตรหรือเรซแมชชีน ขณะที่ในกลุ่มรถโปรดักชั่นไบค์ก็มีรายการเอเชีย โร้ด เรซซิ่ง หรือรายการซูซูกะ เอ็นดูร้านซ์ เรซ ให้นักบิดของเราได้มีเวทีในการเก็บประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะควบคู่ไปด้วย


โปรเจกต์นี้บอกได้เลยว่าเราเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในเอเชียที่มีแผนงานชัดเจนแบบนี้ ไม่ใช่แค่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่เราเป็นผู้นำในภูมิภาคเท่านั้น ในด้านธุรกิจการทำตลาดบิ๊กไบค์ก็เช่นเดียวกัน กระทั่งธุรกิจใหม่อย่างร้านคับเฮ้าส์ นั่นยิ่งเป็นต้นแบบโมเดลใหม่ครั้งแรกในโลก ซึ่งผู้บริหารฮอนด้าจากทั่วโลกต้องมาศึกษาดูงานในบ้านเรา

รถแข่ง หมายเลข 149 สังกัดทีมแข่ง เอ.พี.ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์

ความเป็นมาของโครงการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร


คำว่า เรซ ทู เดอะ ดรีม เพื่อเป้าหมายส่งนักแข่งไทยไปสู่รายการระดับโลก เกิดจากวัตถุประสงค์ เอ.พี.ฮอนด้า ต้องการให้คนไทยมีความสนใจกีฬายานยนต์ หลังจากนั้นจึงกลายเป็นโจทย์คำถามว่า แล้วจะต้องทำอย่างไรให้คนสนใจ เหตุนี้จึงต้องสร้างฮีโร่ขึ้นมา เพื่อให้เกิดการติดตามเชียร์ เพราะหากไม่มีคนไทยไปร่วมการแข่งขันแล้วพวกเขาจะติดตามเชียร์ใคร นี่คือที่มาที่ไป


ขณะเดียวกันความสำคัญของการส่งเสริมกีฬามอเตอร์สปอร์ต ผมเพิ่งมีโอกาสได้ร่วมสนทนากับซีอีโอชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่สนามซูซูกะ ท่านโยนคำถามขึ้นว่า การจัดแข่งขันรถจักรยานยนต์ที่พวกเรากำลังทำกันอยู่ ความสำคัญอันดับที่หนึ่งคืออะไร ถ้าหากเป้าหมายการคว้าชัยชนะจัดอยู่ในความสำคัญอันดับที่สอง


ในกลุ่มพนักงานฮอนด้าก็ให้คำตอบที่หลากหลาย แต่ยังไม่ใกล้เคียงนัก สุดท้ายซีอีโอท่านนั้นจึงเฉลยว่า นั่นคือ การให้ความสำคัญกับสปอนเซอร์หรือผู้สนับสนุน ซึ่งผู้สนับสนุนในที่นี้ก็คือ บรรดาคนดูที่เข้ามาชมการแข่งขัน ถ้าแข่งไม่สนุก การจัดการไม่ดี ความพร้อมไม่มี คนดูเขาก็ไม่ให้ความสนใจ ทุกอย่างจึงต้องเริ่มจากฐานคนดูเป็นหลัก

“ฟิล์ม” ปิยวัฒน์ ประทุมยศ และ “มุกข์” มุกข์ลดา สารพืช สองนักบิดดาวรุ่งผนึกกำลังสร้างผลงานมาสเตอร์พีซ

การส่งเสริมมอเตอร์สปอร์ตมีความสำคัญอย่างไร


สำหรับการแข่งขันซูซูกะ เอ็นดูร้านซ์ ผมมีโอกาสได้มาเข้าร่วมติดต่อกัน 3 ปี ผมอิจฉาคนญี่ปุ่น เพราะคนที่นี่เขาให้ความร่วมมือ คนมาดูกันเยอะมาก ในเวลาเดียวกันก็แปลกใจ ที่นี่มีงานใหญ่อย่างโตเกียวมอเตอร์ไซค์เคิลโชว์ จัดต้นปีในช่วงเดือน 3 และจัดแค่ 3 วัน คนแน่นกว่างานใหญ่ประจำปีในเมืองไทยอีก แถมไม่มีพริตตี้ด้วยนะ


นั่นจึงทำให้ผมเกิดคำถาม ถามคนญี่ปุ่นว่า ทำไมคนที่นี่ถึงบ้ามอเตอร์ไซค์ขนาดนี้ บ้ากีฬายานยนต์ขนาดนี้ แต่ขณะเดียวกัน ตลาดมอเตอร์ไซค์ที่นี่กลับหดตัว เขาให้คำตอบว่า ตลาดที่นี่เติบโตจนกระทั่งอิ่มตัวแล้ว ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่งเป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางสามารถตอบโจทย์ผู้คนได้ ดังนั้น การใช้รถจักรยานยนต์ของคนที่นี่จึงไม่ใช่เพื่อการเดินทางในชีวิตประจำวันอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นการใช้งานในรูปแบบงานอดิเรกโดยสมบูรณ์


กลับมาที่คำถาม คำว่ากีฬามอเตอร์สปอร์ตคืองานอดิเรก มันเป็นสิ่งที่เขาเสพแล้วมีความสุข มีความสนุก ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การทำตลาดผ่านกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง โดยมุ่งเน้นไปที่กีฬายานยนต์ สามารถสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ และยังกระตุ้นหรือสร้างแรงบันดาลใจในการใช้รถจักรยานยนต์ได้อยู่ ข้อสังเกตุที่สำคัญอย่างที่พวกเราเห็น แบรนด์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นทั้ง 4 แบรนด์ ยังคงเน้นกิจกรรมด้านมอเตอร์สปอร์ตทั้งในและต่างประเทศอยู่เสมอ


สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจ หากในประเทศตัวเองยังไม่ทำอะไรเลย แล้วเวลาจะขยายการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนในประเทศอื่นๆ มาใช้สินค้าของตัวเอง จะทำได้อย่างไร

สื่อญี่ปุ่นตีข่าว มุกข์ลดา นักบิดหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ผู้คว้าแชมป์ซูซูกะ เอ็นดูร้านซ์

กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้งในอนาคตยังจำเป็นหรือไม่


ยังจำเป็นมากครับ ยิ่งในภาวะตลาดอิ่มตัว โดยเฉพาะตลาดในเมืองไทยที่เริ่มใกล้กับญี่ปุ่นเข้าไปทุกที ไม่ใช่แค่ตัวเลขยอดขายมอเตอร์ไซค์ แต่รวมไปถึงโครงสร้างประชากรกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุด้วย


สำหรับตลาดมอเตอร์ไซค์ในบ้านเราที่เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว จากก่อนหน้านี้ ยอดขายที่เคยทำได้สูงสุดแตะระดับ 2 ล้านคัน จากนั้นก็ค่อยๆ ลดลงเหลือ 1.7-1.8 ล้านคัน ซึ่งผมมองว่าต่อไปก็จะคงที่อยู่ในระดับนี้ เพราะฉะนั้นหากเรามุ่งการทำตลาดไปที่การใช้งานเพียงอย่างเดียว พอถึงวันหนึ่งถ้ามีสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมา ตลาดตรงนี้จะหดตัว ยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ตลาดตรงนี้จะเริ่มหายไป เพราะเขาหันไปใช้อย่างอื่นทดแทน


ในประเทศญี่ปุ่นเอง โครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างดีหมด เขาจึงพยายามเน้นไปที่กีฬามอเตอร์สปอร์ต เล่นเรื่องของความสนุกในการใช้เพื่อดึงให้คนเข้ามาสู่วงการกีฬาชนิดนี้ รวมถึงยังเข้ามาหารถจักรยานยนต์นั่นเอง


ทั้งนี้ แม้ว่าความนิยมด้านการใช้งานจะลดลง แต่การใช้งานเพื่อความสนุกหรือกลายเป็นงานอดิเรกยังคงอยู่ ดังนั้น ค่ายรถจึงต้องรักษาความต้องการนี้ให้คงอยู่ต่อไป เป็นสาเหตุของการต้องจัดกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับกีฬายานยนต์ เรายังต้องผลักดันกันต่อไป

CBR150R ลายทีมแข่ง เอ.พี.ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์

ด้านยอดขายมีส่วนช่วยมากน้อยขนาดไหน


สำหรับตัวเลขยอดขายมันไม่ได้ลิ้งก์กันขนาดนั้น โดยเฉพาะในบ้านเรายังไม่สามารถชี้วัดได้ชัดเจน เนื่องจากพฤติกรรม 60 เปอร์เซ็นต์ ยังเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน ยังไม่ใช่ฮอบบี้เหมือนอย่างในญี่ปุ่น แต่ถามว่ามีส่วนกระตุ้นตลาดรถสปอร์ตหรือไม่ ข้อนี้มีอยู่แน่นอน


ตลาดรถจักรยานยนต์เมืองไทยอย่างที่บอก ยังคงเน้นการใช้งานเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น จึงยังอ้างอิงกับสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้ปี 2016 สัดส่วนรถสปอร์ตกำลังขยายตัวอยู่ที่ 12-13 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาในปี 2017 หลังจากประกาศโปรเจกต์ เรซ ทู เดอะ ดรีม ขยับขึ้นไปถึง 17 เปอร์เซ็นต์ แต่พอถึงปี 2018 กลับลดลงมาเหลือ 13 เปอร์เซ็นต์


ล่าสุด ปี 2019 ผ่านมาครึ่งปี ลงมาอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์นิดๆ และคาดว่าจะอยู่ในระดับนี้ต่อไป โดยการช่วยกันกระตุ้นตลาดด้วยรถรุ่นใหม่ๆ ของแต่ละค่ายจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญมาก

ลายทีมแข่งไทยขายดีที่สุด เมื่อเทียบกับลวดลายทั้งหมด

ใช้งบการตลาดด้านมอเตอร์สปอร์ตเท่าไร


อันนี้พูดยาก ในแต่ละยี่ห้อก็คงไม่เท่ากัน แต่สำหรับ เอ.พี.ฮอนด้า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราค่อนข้างให้ความสำคัญมากขึ้น ถ้าให้ระบุเฉพาะเจาะจงเป็นตัวเลขหรือสัดส่วนคงลำบาก เอาเป็นว่าเปรียบเทียบจากงบการตลาดทั้งหมด อันดับที่ 1 คือ ใช้ในเรื่องของภาพลักษณ์และผลิตภัณฑ์ รองลงมาก็ทุ่มไปที่กิจกรรมส่งเสริมการขาย สำหรับด้านมอเตอร์สปอร์ตก็น่าจะอยู่ในอันดับ 3-4 ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณ แต่เป็นลำดับหัวข้อความสำคัญ


ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์กีฬามอเตอร์สปอร์ต สำหรับโมเดลล่าสุด CBR150R ลายทีมแข่ง เอ.พี.ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ คำว่ามอเตอร์สปอร์ตควรจะจับต้องได้ด้วย ไม่ใช่เห็นแค่ในการแข่งขัน แนวคิดนี้ทำตั้งแต่ยุคทีมแข่งเรปโซล ช่วงแรกรุ่น 4 จังหวะ ทำในรุ่น Sonic 125 ต่อมาเป็น CBR150R ในโฉมก่อนหน้า และ CBR300R


ในเมื่อเราทำทีมแข่งของเราเอง เราก็อยากให้มีความเป็นไทย ใกล้ชิดกับคนไทย ขณะที่กระแสตอบรับดีมาก ลายกราฟฟิก เอ.พี.ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ เป็นลายที่ขายดีที่สุด เมื่อเทียบกับลวดลายทั้งหมด

สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดชาวไทย จาก เอ.พี.ฮอนด้า หนึ่งเดียวในศึกโมโตทู ชิงแชมป์โลก

ภายในปี 2025 เป้าหมายที่วางไว้จะทำได้สำเร็จหรือไม่


คำตอบขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายส่วนมาก โดยเฉพาะตัวนักแข่งเอง ไม่ว่าเราจะสนับสนุนอย่างไร หากตัวนักแข่งเองขาดระเบียบวินัย ถ้ามองในภาพรวม นักกีฬาไทยเก่งๆ หลายคนที่ขึ้นไปถึงระดับโลก นอกจากมีพรสวรรค์แล้ว ยังต้องมีพรแสวงด้วย พวกเขาเหล่านั้นล้วนต้องรักษาสภาพร่างกายให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ


อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสุดท้ายแล้วผลจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนเมื่อได้เห็นหยาดเหงื่อและน้ำตาของพวกเรา หลังจากได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำอย่างเต็มที่แล้ว พวกเขาจะเข้าใจ


ในตอนนี้เรามีหน้าที่ทำตามแผนงานให้ดีที่สุด.



กำลังโหลดความคิดเห็น...