xs
xsm
sm
md
lg

“ปอร์เช่ พานาเมร่า” ผู้บุกเบิกแห่งขุมพลังไฮบริด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


กว่า 10 ปี ในการเผยโฉมรถยนต์สายพันธ์แกรน ทัวริสโม่ ในรุ่น “ปอร์เช่ พานาเมร่า” เพื่อรองรับตลาดกลุ่มใหม่ นับเป็นยานพาหนะระดับหรูที่ไม่มีคู่แข่ง โดยเป็นการผสมผสานระหว่าง
สมรรถนะจากรถสปอร์ต กับความหรูหราและอรรถประโยชน์ของรถยนต์ซาลูน





ในช่วงแรก ได้วางแผนผลิตเพียง 20,000 คันต่อปีเท่านั้น แต่หลังจากที่ประสบความสำเร็จเหนือความคาดหมาย ทำให้ พานาเมร่า มีส่งยอดมอบเติบโตกว่า 235,000 คัน

“ในฐานะของยานยนต์ที่บุกเบิกด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีและถ่ายทอดไปยังปอร์เช่รุ่นอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงบทบาทของ “พานาเมร่า” ที่มีผลโดยตรงต่อประวัติของแบรนด์ ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยความหลากหลายของขุมพลังไฮบริดสมรรถนะสูง ถือว่าเป็นการก้าวสู่ยุคสมัยของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของปอร์เช่อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน เจเนอเรชั่นที่ 2 ของสปอร์ตชาลูน ได้ผลิตในโรงงาน Leipzig พร้อมตอบสนองทางเลือกด้วยตัวถัง 3 สไตล์” นาย Michael Steiner อดีตรองประธานกรรมการส่วนงานการผลิต ปัจจุบัน ตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการบริหารส่วนงานวิจัยและพัฒนา กล่าว







ต้นแบบ 4 ที่นั่งคันแรก พัฒนาพื้นฐานจาก 356


ประวัติความเป็นมาของรถสปอร์ต 4 ที่นั่ง จากปอร์เช่ ย้อนกลับไปกว่า 70 ปี วิศวกรได้นำเสนอแนวคิดดังกล่าวในยุค 1950 โดยทำการพัฒนารถยนต์ 4 ที่นั่งอันแสนสะดวก สบาย จากพื้นฐานของ 356 ที่มีชื่อว่า Type 530 โดยขยายความยาวฐานล้อ เพิ่มขนาดประตู และยกระดับความสูงของหลังคาห้องโดยสารตอนหลัง ส่งผลให้เกิดการพัฒนารุ่นอื่นๆ ตามมาอย่างมากมาย ต่อมาในช่วงยุค 1980 ในรุ่น 928 ได้ถือกำเนิดขึ้น และ Ferry Porsche ได้เลือกใช้รถรุ่นนี้เป็นหนึ่งในรถส่วนตัวของเขา




ในปี 1988 ความพยายามครั้งใหม่เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ด้วย Type 989 รถสปอร์ต 4 ประตูคูเป้ ที่มาพร้อมพื้นที่ตอนหลังสำหรับผู้โดยสาร 2 ที่นั่ง อย่างเต็มรูปแบบ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ติดตั้งใต้ฝากระโปรงหน้า ทั้งนี้ งานออกแบบของรุ่น 989 ได้รับการถ่ายทอดมาถึงรุ่น 911 รหัสตัวถัง 993 ที่มีชื่อเสียงจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ปอร์เช่ 989 ยังคงเป็นได้แค่เพียงรถต้นแบบ ด้วยสาเหตุด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาต่อยอดรถรุ่นดังกล่าวจึงถูกยุติลงในช่วงต้นปี 1992









Mirage, Meteor และ Phantom หลักในการออกแบบ “พานาเมร่า”



เริ่มต้นยุคมิลเลเนี่ยม ปอร์เช่ศึกษาทิศทางของตลาดรถยนต์และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างจริงจัง ผลคือการตัดสินใจพัฒนา รถสปอร์ต 4 ประตูซาลูนทรง hatchback อีกครั้ง โดยมุ่งเน้นด้านสมรรถนะ พื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ตอบโจทย์การใช้งาน และเอกลักษณ์การออกแบบที่เป็นบุคลิกเฉพาะตัว




Michael Mauer รองประธาน ส่วนงาน Style Porsche กล่าวว่า “เราต้องการสร้างสรรค์รถสปอร์ต 4 ประตูที่มีแนวหลังคาโฉบเฉี่ยว และมีประตูบานท้ายขนาดใหญ่ สไตล์รถ hatchback” โดยแนวทางในการออกแบบ ยึดคำว่า “Mirage” “Meteor” และ “Phantom” เพื่อให้รถยนต์ที่ผลิตขึ้นจริง ถือกำเนิดด้วยความลงตัว และยังรักษาความกร้าวแกร่งและดุดัน ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และได้ตั้งชื่อรุ่นว่า “พานาเมร่า” (Panamera) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขันระยะยาวสุดโหด ที่จัดขึ้นในเม็กซิโก “ “Carrera Panamericana”








การเปิดตัวสุดอลังการกลางเมืองเซี่ยงไฮ้



พานาเมร่า เผยโฉมครั้งแรก เมื่อ 19 เมษายน 2009 โดยเชิญสื่อมวลชนจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมเป็นสักขีพยานในงาน press conference บนชั้นที่ 94 ของตึกระฟ้า World Financial Center กลางเมืองเซี่ยงไฮ้ โดย “พานาเมร่า” คันแรก หรือรู้จักในรหัส G1 พัฒนาโดยมีแนวคิดหลักที่ผสานความเป็นสปอร์นกับความสะดวกสบายด้วยนวัตแรรมเทคโนโลยีที่ทันสมัย กับครั้งแรกของการติดตั้งระบบ start-stop ในรถระดับหรูจากสายการผลิตปกติ




ขณะรุ่นเรือธง “พานาเมร่า เทอร์โบ” ยังติดตั้งระบบช่วงล่างแบบถุงลม หรือ air suspension ที่สามารถปรับระดับปริมาตรอากาศภายในได้ตามความต้องการเป็นครั้งแรกของโลก เช่นเดียวกับสปอยเลอร์หลังที่สามารถปรับระดับได้ ยิ่งไปกว่านั้น แกรน ทัวริสโม่ จากปอร์เช่ ยังเป็นผู้กำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่รถยนต์รุ่นอื่นๆ ด้วยหน้าจอแสดงผลรูปแบบใหม่และแนวคิดในการควบคุมฟังก์ชันการทำงานผ่านหน้าจอ








ปอร์เช่ พานาเมร่า รองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ที่มีให้เลือกมากมาย ครอบคลุมสมรรถนะตั้งแต่ระดับเริ่มต้น 250 แรงม้า ถึงสูงสุดที่ 550 แรงม้า ทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ดีเซล และระบบไฮบริด ที่ผสานระบบขับเคลื่อนทั้งแบบ 2 ล้อหลังขับเคลื่อน 4 ล้อ




ในช่วงแรกเริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์ V6 และ V8 ไร้ระบบอัดอากาศ โดยสามารถเลือกใช้ระบบเกียร์ธรรม 6 จังหวัด หรือเกียร์ อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ Porsche dual clutch transmission PDK สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล และระบบขับเคลื่อนไฮบริด ที่ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ


นอกจากนี้ ยังเสริมด้วยรุ่นเอ็กเซ็คคูทีฟ ที่มีฐานล้อยาวพิเศษ สำหรับกลุ่มลูกค้าในจีน พร้อมกับการปรับโฉมในปี 2013 เครื่องยนต์ เพิ่มพลังสูงสุดเป็น 570 แรงม้า ซึ่งขณะนั้น พานาเมร่า กลายเป็นรถยนต์อีกรุ่นที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยทำหน้าที่เจาะตลาดกลุ่มใหม่ และเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งของการเติบโตในตลาดจีน จนสามารถปักหลักบนแผ่นดินจีนได้อย่างยั่งยืน








รุ่นใหม่ล่าสุด เจเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวในปี 2016



กระบวนการพัฒนา ปอร์เช่ พานาเมร่า เจเนอเรชันที่ 2 เกิดจากวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย โดยสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่จากรุ่นปกติและรุ่นฐานล้อยาว คือ สไตล์ตัวถังที่ 3 ที่พัฒนาขึ้นใหม่บนพื้นฐานเดียวกัน พานาเมร่า สปอร์ต ทัวริสโม เปิดตัวในปี 2017 ด้วยงานออกแบบภายนอกที่เฉียบคมและตัวถังรองรับความอเนกประสงค์บนรถยนต์ระดับหรู กับทิศทางการพัฒนาด้วย “Concept Sport Turismo” ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกในงาน Paris Motor Show เมื่อปี 2012 และได้รับการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมอีกมากมาย ส่งผลให้ พาราเมน่า เจเนอเรชั่นที่ 2 รักษาตำแหน่งผู้นำในรถระดับเดียวกันทันที เมื่อเปิดตัวครั้งแรกในโลกเมื่อ 28 มิถุนายน 2016




พานาเมร่า G2 มีภาพลักษณ์ที่สปอร์ตและงามสง่ามากขึ้น แต่คงพื้นที่สำหรับอรรถประโยชน์ในการใช้งานเช่นเดิม โดยแนวหลังคาทิ้งตัวแนวดิ่ง ตังถังด้านหลังปรับให้โค้งมนกลมกลืนกับแผงไฟท้ายคาดยาว บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของปอร์เช่ ยุคใหม่ ภายใต้รูปทรงที่กร้าวแกร่ง ที่บรรจุเทคโนโลยียานยนต์ที่ทันสมัยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด อาทิ หน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงพร้อมฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานระบบต่างๆ, ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ, ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง และระบบควบคุมเสถียรภาพ การทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ PDCC Sport electromechanical roll stabilisation พร้อมสมรรถนะการขับขี่ทั้งบนเส้นทางสาธารณะ หรือสนามแข่งความเร็วสูง จากการวิ่งทำเวลาต่อรอบสนาม Nürburgring-Nordschleife ภายใน 7:38 นาที ในรุ่น พานาเมร่า เทอร์โบ รุ่นมาตรฐาน











พร้อมเสริมทัพด้วยเครื่องยนต์บล็อกใหม่ ที่ถ่ายทอดกำลังได้อย่างต่อเนื่องผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ PDK ตอบสนองต่อความต้องการในทุกระดับความแรง เริ่มต้นตั้งแต่ 330 แรงม้า จนกระทั่งรุ่นสูงสุดปลั๊ก-อิน ไฮบริด พกพาพลังมาถึง 680 แรงม้า



พลังไฮบริด-boost strategy สมรรถนะเทียบเคียงซูเปอร์คาร์


ปอร์เช่ กำหนดบรรทัดฐานและเป้าหมายหลักในการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยพานาเมร่า เป็นจุดเริ่มต้นในปี 2011 ด้วยการติดตั้งระบบ full hybrid แบบคู่ขนาน เป็นครั้งแรกของโลก ในรถยนต์ซาลูนระดับหรู พานาเมร่า เอส ไฮบริด คือ หนึ่งในรถยนต์ที่ให้ความประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีสุด แม้พละกำลังจะสูงถึง 380 แรงม้าก็ตาม หลังจากนั้น 2 ปี พานาเมร่า เอส อี-ไฮบริด จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ในฐานะสปอร์ตซีดานขุมพลัง plug-in hybrid คันแรกของโลก ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 416 แรงม้า พร้อมการเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวสูงสุด 36 กิโลเมตร สำหรับเจเนอเรชันล่าสุด ของพานาเมร่า โดยบรรจุพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าหลากหลายระดับอย่างครบถ้วนในทุกรุ่น








ทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยี boost strategy จากซูเปอร์สปอต์ 918 สไปเดอร์ เสริมประสิทธิภาพการทำงานให้รถแกรนทัวริ่งสามารถกระทบไหล่กับสปอร์ตพันธุ์แท้ได้อย่างลงตัว หากเหนือกว่า ด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 462 แรงม้า ใน พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด และรุ่นเรือธง พานาเมร่า เทอร์โบ เอส อี-ไฮบริด ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า



“ด้วยศักยภาพของพานาเมร่า G2 ไม่น่าแปลกใจเลย ที่เราจะสามารถยกเอาสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนไฮบริด จาก 918 สไปเดอร์ มาบรรจุลงในรถยนต์หรูได้อย่างเหมาะสมลงตัว และผ่านการพิสูจน์ด้วยยอดส่งมอบในปี 2018 กว่า 67% ของ พานาเมร่า ในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นรุ่นที่ติดตั้งด้วยระบบขับเคลื่อนไฮบริดทั้งหมด” คำกล่าวของ นาย Gernot Döllner รองประธานกรรมการส่วนงานสายการผลิต ผู้รับหน้าที่ดูแลการผลิต พานาเมร่า ตั้งแต่ปี 2011 จนถึง 2018



กำลังโหลดความคิดเห็น...