xs
xsm
sm
md
lg

ตะลุยกรีซข้าม 3 ภูเขา ลอง Evoque ใหม่ ถูกใจออฟโรด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ชื่อของ อีโวค (Evoque) นั้น เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของสาวก แลนด์ โรเวอร์ (Land Rover) แต่อาจจะมีความสับสนอยู่บ้างที่บางคนเรียกว่า เรจน์ โรเวอร์ (Range Rover) ทั้งนี้ ถูกทั้งสองแบบ เพราะชื่อเต็มๆ จริงคือ แลนด์ โรเวอร์ เรนจ์ โรเวอร์ อีโวค (Land Rover Range Rover Evoque) นั่นเอง ซึ่งคำว่า เรจน์ โรเวอร์ เป็นซับแบรนด์ที่บ่งบอกว่า เป็นรถสำหรับการขับขี่ที่เน้นแบบออนโรดมากกว่าเมื่อเทียบกับ แลนด์ โรเวอร์ โดยไม่ทิ้งการขับขี่แบบออฟโรด

สำหรับ อีโวค นั้น เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปี 2011 หรือเมื่อราว 8 ปีก่อน ทำตลาดในฐานะรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของ แลนด์ โรเวอร์ ด้วยยอดขายรวมทั่วโลกกว่า 740,000 คัน พร้อมกับการคว้ารางวัลต่างๆ มากที่สุดของแบรนด์ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อโฉมแรกสร้างความประทับใจไว้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนโฉมเข้าสู่ เจเนอเรชันที่สอง การบ้านข้อใหญ่ของทีมวิศวกร คือ จะสานต่อความสำเร็จให้จงได้ ส่วนจะมีอะไรเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ทีมงานเอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ขอนำเสนอ




ดูคล้ายเดิม แต่ใหม่หมดจด 100%

เห็นรูปร่างภายนอกแล้วทุกคนคงถามว่า “นี่คือรุ่นใหม่หรอ” ... เพราะด้วยรูปทรงที่เห็นนั้น แทบไม่ต่างจากโฉมก่อนหน้าสักเท่าใดนัก แต่ความจริงคือ เปลี่ยนใหม่ทั้งคัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ และโครงสร้างตัวถัง ส่วนที่ดูแล้วยังคล้ายโฉมเดิม นั่นด้วยเหตุผลที่ออกจากฝืมือของวิศวกรดีไซน์ ที่ไม่อยากเปลี่ยนแปลงรถที่สวยและลงตัวอยู่แล้ว จึงยังคงดีไซน์เดิมเอาไว้ อย่างไรก็ตามด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังทำให้ต้องเปลี่ยนทุกอย่างใหม่ทั้งหมด


สำหรับโครงสร้างตัวถังนั้นมีการเปลี่ยนแปลงท้ังวัสดุและการออกแบบให้มีความแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม โดยใช้เทคโนโลยีการขึ้นรูปและเชื่อมต่อตัวถังใหม่ทั้งหมดลดรอยต่อต่างๆ ให้น้อยลง รวมถึงการเลือกใช้วัสดุเหล็กที่มีการผสมผสานใหม่ และใช้อะลูมิเนียมเพิ่มเข้ามา ด้วยเหตุผลใหญ่คือ การเพิ่มเติมเข้ามาของระบบไฮบริด




อีโวค ใหม่ นั้น จะมากับพื้นฐานระบบไฮบริด แบบไมล์ด ไฮบริด และปลั๊กอินไฮบริด มีขุมกำลังให้เลือกทั้งแบบดีเซลและเบนซิน ตั้งแต่ 150-300 แรงม้า ตามแต่รุ่นย่อย โดยยังคงมีทางเลือกสำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ล้วนไม่มีระบบไฟฟ้าเข้ามาช่วย เหลืออยู่เพียงรุ่นย่อยเดียวเท่านั้น





ระบบขับเคลื่อนแบบปลั๊กอินไฮบริด คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มหลายท่านน่าจะคุ้นเคยอยู่แล้ว คือเสียบไฟชาร์จวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ ส่วนไมล์ดไฮบริดนั้นจะเป็นการใช้เทคโนโลยีของแบตเตอรี่แบบ 48 โวลต์ โดยจะมีการส่งกำลังมาช่วยเมื่อเร่งความเร็ว ผ่านระบบชื่อ BiSG





ผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้ไมลด์ไฮบริด ค่าการปล่อยไอเสียลดลง 8 กรัม/กม., อัตราการบริโภคน้ำมันดีขึ้น 6%, รถจะดับเครื่องยนต์วิ่งเมื่อความเร็วต่ำกว่า 17 กม./ชม. และได้แรงบิดเพิ่มขึ้นสูงสุดอีก 140 นิวตันเมตร นับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ โดยบรรจุอยู่ทั้งในรุ่นดีเซลและเบนซิน




ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่ All Wheel Drive ที่สามารถกระจายแรงบิดและส่งกำลังไปยังล้อต่างๆ ได้อย่างอิสระ โดยขึ้นอยู่กับสภาพของการขับเคลื่อนว่าอยู่บนถนนหรือบนทางออฟโรด ทั้งนี้สัดส่วนการกระจายกำลังหากวิ่งบนทางถนนปกติจะขับเคลื่อนด้วยล้อหน้าเป็นหลักในอัตรากำลัง 90-10














ส่วนการออกแบบภายในนั้นต้องบอกว่าใหม่หมดจริงๆ โดยรู้สึกได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่หน้าจอคอนโซลกลางขนาดใหญ่ และการออกแบบแผงควบคุมฟังก์ชันใหม่โดยไร้ปุ่มกด จะเป็นหน้าจอแสดงผลปรับเปลี่ยนด้วยระบบสัมผัส และเกียร์ใหม่ กลับมาเป็นแบบคันโยกจากโฉมก่อนที่เป็นแป้นวงกลม






เบาะนั่งทรงสปอร์ต ด้านหน้าโอบกระชับตัวผู้ขับขี่อย่างพอดี ส่วนเบาะหลังรู้สึกว่ากว้างกว่าเดิม โดยมาพร้อมหลังคาแบบพาโนรามิค ให้มุมมองที่กว้างขึ้นเห็นดวงดาวได้เยอะกว่าเดิม ขณะที่เก็บของทางด้านท้ายรถสามารถบรรจุกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ขนาด 29 นิ้วได้อย่างสบายๆ โดยมีระบบเปิดปิดด้วยไฟฟ้า ไม่ต้องใช้มือกด ใช้ขาเตะใต้ท้องรถได้เช่นเดียวกับรถหรูหลายรุ่นใช้กันในปัจจุบัน















ออฟโรดได้ ออนโรดสบาย


การทดลองขับในครั้งนี้ทีมงานแลนด์โรเวอร์ เลือกประเทศกรีซเป็นพื้นที่ในการทดสอบ จุดเริ่มต้นจากสนามบิน ไปยังที่พัก แล้ว กลับมายังสนามบินเพื่อบินกลับบ้าน รวมระยะทางไปกลับราว 600 กว่า กม. ดูเหมือนไม่มากมาย แต่บอกได้คำเดียวว่า “ที่สุด” เพราะเส้นทางนั้น มีรถเพียงไม่กี่คันที่จะผ่านไปได้










ช่วงแรกเป็นการขับบนทางด่วนแบบสบายๆ พอทำความเร็วได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เนื่องจากมีกล้องจับอยู่เป็นระยะๆ สัมผัสแรกบอกเลยว่า ชอบพวงมาลัยมาก เบามือและเลี้ยวง่าย ไม่ต้องหมุนมากก็เลี้ยวได้ พร้อมปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ที่ใช้งานได้สะดวกโดยไม่ต้องละสายตา







แผงคอนโซลกลาง เรียนตามตรงดีไซน์ได้สวยงามมาก แต่มีสิ่งที่ขัดใจคือ คันเกียร์ที่ออกแบบมาโดด รู้สึกว่าสูงและใหญ่เกินไป ไม่เข้ากับดีไซน์ของคอนโซลที่ดูเรียบหรูอย่างยิ่ง ซึ่งเราได้บอกกับวิศวกรออกแบบไปแล้วว่า ไม่ชอบและเขาก็เห็นด้วย สวนทางกับวิศวกรระบบขับเคลื่อนที่บอกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่จากโฉมก่อนต้องการคันเกียร์แบบนี้
















ช่องพิเศษที่ออกแบบเพิ่มให้สามารถวางโทรศัพท์ได้เพื่อความสะดวก





มาถึงความรู้สึกในการขับขี่ คันของเรานั้นเป็นรุ่น P250 MHEV หรือ เบนซิน ไมลด์ ไฮบริด ขนาด 2.0 ลิตรที่มีกำลังสูงสุด 249 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 365 นิวตันเมตร การตอบสนองของคันเร่งต่างจากโฉมก่อนหน้าที่เราได้ลองคือ จะพุ่งน้อยลงกว่าเดิม เรียกว่ามีความเป็นครอบครัวมากขึ้น







น้ำหนักเบรกเป็นอีกสิ่งที่ชอบ ไม่มีอาการหัวทิ่มแต่อย่างใด ในส่วนของการทรงตัวความเร็วไม่เกิน 140 กม./ชม. รถนิ่ง นั่งนุ่ม ขับสบาย เสียงลมจะเริ่มรบกวนบ้างเล็กน้อยเมื่อวิ่งเกิน 130 กม./ชม. การตอบสนองของเกียร์ไหลลื่นต่อเนื่องเนียนดี พร้อมลูกเล่นแพดเดิลชิฟให้สนุกสนานอย่างเกียร์ธรรมดาได้อีกด้วย










ระบบรักษาช่องทางวิ่ง LKA ถือว่าทำงานได้ดีเยี่ยม จะมีเสียงเตือนเบาๆ และพวงมาลัยจะดึงกลับเล็กน้อย หากเราเปลี่ยนเลนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว โดยหากเราฝืนก็จะเปลี่ยนเลนได้ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด ทั้งนี้ระบบรักษาช่องทางวิ่งนั้น จะไม่เตือนเมื่อเราตบก้านไฟเลี้ยวแสดงเจตจำนงว่าจะไปในทิศทางใด






มาถึงช่วงของการทดสอบพิเศษ ที่ทีมงานจัดเต็มพิกัด กับเส้นทางการวิ่งขึ้นภูเขา ลูกแรกเพื่อแวะพักจิบกาแฟ ช่วงแรกถนนราดยางแคบๆ โค้งเยอะ ไม่ชันมาก ทำให้เรารับรู้ถึงการควบคุมเจ้าอีโวคได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะพวงมาลัยที่มีความแม่นยำและเบามือช่วยให้การขับแบบนี้ง่ายขึ้น บางช่วงบางตอนทำความเร็วได้ถึง 8 0กม./ชม. ขณะที่ 4 กม.ก่อนถึงจุดพักเป็นถนนลูกรัง ชัน และมีร่องน้ำ อีโวคขับผ่านได้แบบสบายๆ






หลังพักเรียบร้อย เข้าสู่ช่วงลงเขา เส้นทางนี้เป็นลูกรังสลับดินแดง และเต็มไปด้วยหลุมบ่อและหน้าผา เรียกว่าถ้าพลาดไถลตกลงข้างทางนั่นหมายถึงเก็บซากอย่างเดียว เพราะสูงชันมาก การลงต้องใช้ความเร็วต่ำ พร้อมกับทักษะในการขับและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อช่วยในการยึดเกาะถนนไม่ให้เสียการทรงตัว







ผ่านพ้นเส้นทางระทึกใจมาได้ ต้องมาเจอกับการขับผ่านแม่น้ำ ไม่ใช่แค่ตัดตรงกลางแต่เป็นการขับผ่านกลางแม่น้ำ ที่มีน้ำไหลบนกรวดหิน หลายขนาดทั้งใหญ่และเล็ก ซึ่งระดับน้ำอาจจะไม่สูงมากนัก แต่ความลื่นนั้นคงไม่ต้องบรรยายว่าสุดขนาดไหน แน่นอนว่า อีโวค ขับผ่านอุปสรรคเหล่านี้ได้อย่างประทับใจรับ 10 คะแนนเต็มไปแบบไร้ข้อกังขา ต้องขอบคุณช่วงล่างหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อม Passive anti-roll bar ส่วนด้านหลังเป็นแบบ Integral Link passive anti-roll bar







ยังไม่หนำใจทีมงานจัดเส้นทางพิเศษต่อให้เราวิ่งคล่อมรางรถไฟ ช่วงนี้ต้องใช้ทักษะการขับค่อนข้างสูงเพาะต้องเลี้ยงล้อให้คล่อมอยู่เหนือรางรถไฟกับระยะทางราว 2 กม. โดยมีไฮไลต์อยู่ที่การวิ่งผ่านสะพานข้ามหน้าผาที่มีความสูงราว 80 เมตร สูงแค่ไหนไปดูภาพ เรียกว่าถ้ามีของตกลงไปไม่ต้องคิดจะเก็บ










หลังจากนั้นกลับมาวิ่งเส้นทางชนบทของกรีซเพื่อเข้าที่พัก ซึ่งช่วงนี้สามารถทำความเร็วและทดลองการตอบสนองการขับขี่ได้อย่างอิสระ ความเร็วสูงสุดที่เราเหยียบได้คือ 200 กม./ชม. ในช่วงสั้นๆ และปลอดภัย การทรงตัวถือว่ามั่นใจ ไม่เสียชื่อ เรนจ์ โรเวอร์ จังหวะเร่งแซงทันใจอาจจะไม่พุ่งกระชากมากนักแต่มั่นใจว่าแซงพ้นอย่างแน่นอน











เส้นทางช่วงนี้มีทั้งแคบกว้างและคดโค้งขึ้นลงเขา เราใช้ความเร็วส่วนใหญ่ที่ระดับ 120 กม./ชม. ประทับใจการเกาะถนนและจังหวะเข้าโค้งเป็นอย่างมาก ซึ่งจากที่ได้คุยกับวิศวกรขับเคลื่อนสิ่งนี้คือ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบใหม่ที่ใส่มาให้ โดยมีการกระจายแรงบิดให้เหมาะสมตามสภาพการขับขี่อย่างอิสระจึงให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิมและมั่นใจมากขึ้น












สุดท้ายก่อนเข้าถึงที่พัก เรายังต้องเจอกับการทดสอบสุดท้ายกับสถานีเนินสูงชันกว่า 40 องศา โดยให้เราขับไป แล้วหยุดจอดค้าง แล้วค่อยออกตัว ซึ่งโดยปกติรถคันอื่นๆ ก็มีระบบออกตัวบนทางลาดชันแบบนี้ แต่จะมีเวลาให้กดคันเร่งภายใน 3-5 วินาที มิฉะนั้นรถจะไหลลง แต่สำหรับ อีโวค ไม่เป็นเช่นนั้น คุณจะปล่อยเบรกนานเท่าใดก็ได้ รถจะไม่ถอยหลังลงไป หากต้องการออกตัวเพียงแค่กดคันเร่งไปเรื่อยๆ เมื่อกำลังถึงรถจะเคลื่อนตัวออกไปได้เอง แบบไม่ต้องกังวลใดๆ













เช่นเดียวกับระบบชะลอความเร็วเวลาลงทางลาดชัน เพียงแค่กดปุ่มให้ระบบทำงาน เราควบคุมพวงมาลัยให้อยู่ในทิศทางที่เหมาะสมรถจะเคลื่อนตัวลงไปแบบช้าๆ ตามที่เราเซตไว้ สร้างความมั่นใจว่าเราจะสามารถผ่านทุกอุปสรรคและทุกสภาพถนนไปได้ สุดท้ายขากลับ ย้อนเส้นทางเดิมบางส่วนโดยไม่ต้องเข้าไปเส้นทางทดสอบออฟโรด แต่ก็ต้องขับบนเส้นทางข้ามภูเขาที่ซ้ายเป็นหน้าผา ขวาเป็นเหว ท่ามกลางบรรยากาศที่สดใสและทิวทัศน์สไตล์ธรรมชาติของกรีซ เรียกว่าไม่ผิดหวังกับเส้นทางและรถที่จัดมาให้ทดลองขับ






เหมาะกับใคร


ลูกค้าของอีโวคทุกคนน่าจะมองเรื่องของความสวยงามเป็นหัวใจใหญ่ ซึ่งจุดนี้สอบผ่านแบบไม่ต้องสงสัย ส่วนเรื่องของการขับขี่มีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากเดิมเอาใจครอบครัวและเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่วนจะน่าคบหาเพียงใดคงต้องรอการเปิดตัวพร้อมราคาในเมืองไทยเสียก่อน แว่วว่าน่าจะสูงขึ้นกว่าเดิมไม่มากก็น้อย












กำลังโหลดความคิดเห็น...