xs
xsm
sm
md
lg

Test Ride ยามาฮ่า เอ็มที-หนึ่งห้า : ขี่แล้วเหมือนได้เมียเด็ก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ใครจะเป็นแชมป์สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์พิกัด 150 ซีซี ศึกนี้น่าสนใจครับ

ตลาดรถจักรยานยนต์ในกลุ่มสปอร์ตเปลือยคลาส 150 ร้อนระอุขึ้นมาทันที เมื่อค่ายส้อมเสียง ยามาฮ่า ส่งน้องใหม่ เอ็มที-หนึ่งห้า (MT-15) เปิดตัวท้าทายคู่แข่งแบบไม่เกรงกลัว ด้วยการเคาะราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 98,500 บาท

เป็นการตั้งตัวเลขค่าตัวใกล้เคียงกับคู่ชกตรงรุ่นจากค่ายปีกนกอย่าง ซีบี150อาร์ (CB150R) ราคา 99,800 บาท เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ว่ากันด้วยยอดขายโดยรวม ทั้งที่เป็นแบรนด์รอง แต่ยามาฮ่ามีความเชื่อมั่นว่าเซ็กเม้นต์นี้ พวกเขา “สู้ได้”

อะไรที่ทำให้ค่ายส้อมเสียงมั่นใจผลิตภัณฑ์ของตัวเองขนาดนั้น

หลังจากรับทราบรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถ พร้อมได้ทดสอบขับขี่แบบมีเท่าไหร่ใส่ให้หมด เมื่อเร็วๆ นี้ที่สนามไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี ผมพอจะมีจุดสังเกต 5 ข้อที่คิดว่าน่าจะเป็นคำตอบ

ข้อแรก-หน้าสวยมีสตอรี่

ถ้านึกถึงประเทศญี่ปุ่น นอกจากสภาพบ้านเมืองที่สะอาดสะอ้าน ผู้คนมีระเบียบวินัย อีกอย่างที่ผมมักจะนึกถึงเสมอก็คือ ดินแดนอาทิตย์อุทัยเป็นเจ้าแห่งการสร้างสตอรี่ เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าจุดเด่นข้อนี้จะตกทอดมาสู่แบรนด์สินค้าของประเทศนี้ด้วย

ยามาฮ่า เอ็มที-หนึ่งห้า มีแนวคิดการพัฒนาผูกโยงเรื่องราวที่น่าสนใจ จากการต่อยอดสโลแกน “The Dark Side of Japan” ของรถในตระกูลเอ็มที เริ่มต้นจากโมเดล เอ็มที-09 (MT-09)

จนมาสู่ Born Of Darkness แรงเร่งที่แซงทุกข้อจำกัด ในสปอร์ตเน็กเก็ตรุ่นล่าสุด โดยยึดคอนเซปต์การออกแบบมาจากหน้ากากคุมาโดริ (Kumadori) หนึ่งในศิลปะชั้นยอดซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น

เห็นหน้าตาครั้งแรก ไม่รู้คนอื่นคิดอย่างไร แต่สำหรับผม คิดถึงหน้ากากพื้นขาวที่วาดลวยลายสวยงาม แปลกตา ทว่าดูน่าเกรงขามและทรงพลัง เพียงแต่นึกชื่อเรียกไม่ออก

นั่นแหละครับ หน้ากากคุมาโดริ

ซึ่งแน่นอน อะไรที่มีกลิ่นอายหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเจแปน มักจะได้รับความนิยม ไม่ว่าในกลุ่มคนไทยหรือในระดับโลกก็ตาม

ข้อสอง-สายดาร์คคาแรคเตอร์ชัด

จากรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความสวยงามและแฝงไปด้วยเสน่ห์อันลึกลับน่าค้นหา ตามด้วยการกำหนดบุคลิกและภาพจำใหม่ ถอดชื่อรุ่นเอ็ม-สแลซ (M-SLAZ) ทิ้งไป ก่อนจับวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้ผู้ขับขี่เข้าใจชัดเจนไปเลยว่า โมเดลนี้อยู่ในกลุ่มรถสปอร์ตเน็กเก็ต ภายใต้ตระกูลเอ็มที ซึ่งเป็นภาพใหญ่ของการแบ่งเซ็กเม้นต์รถสปอร์ตของยามาฮ่าด้วย

อาร์ ซีรีย์ = สปอร์ตฟูลแฟริ่ง, เอ็มที ซีรีย์ = สปอร์ตเน็กเก็ต

โดยตัวเลือกเอ็มที ซีรีย์ มีที่มาจากคำว่า Master of Torque ชูจุดเด่นอัตราเร่งที่เร้าใจและมีความคล่องตัวสูง เน้นการขับขี่ให้อารมณ์ความสนุกและใช้งานในเมืองได้อย่างสะดวกคล่องตัว

เมื่อคาแรคเตอร์ตัวรถมีความชัดเจน ย่อมส่งผลให้การสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายทำได้ง่ายขึ้น เหมือนรู้แล้วว่าคนที่จะขี่รถรุ่นนี้คือใคร แต่งตัวยังไง มีไลฟ์สไตล์แบบไหน

ข้อนี้สำคัญมากนะครับ ยิ่งดูคลิปโฆษณา (จากลิ้งก์นี้ https://www.youtube.com/watch?v=78W7u2Ld9X4) หากเทียบกับคู่แข่ง (ในลิ้งก์นี้ https://www.youtube.com/watch?v=Tu0w3074Svo) ใครเป็นแบบผมบ้าง เห็นแล้วรู้สึกอินและอยากขี่สปอร์ตสายดาร์คมากกว่า







ข้อสาม-รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวโดนใจ

แม้รสนิยมหรือคำนิยามความสวยหล่อของแต่ละคนจะต่างกัน แต่สำหรับผมยอมรับเลยว่า ความโดดเด่นของงานดีไซน์ในกลุ่มรถสปอร์ต โดยเฉพาะเพื่อตอบโจทย์หวังเอาใจนักบิดวัยรุ่น(ตามข้อมูลจากค่ายส้อมเสียง กลุ่มเป้าหมาย เอ็มที-หนึ่งห้า มีอายุระหว่าง 20-27 ปี) ยามาฮ่าทำได้เหนือกว่าคู่แข่งจริงๆ

ข้อสี่-ออฟชั่นล้ำพอฟัดพอเหวี่ยง

ขณะที่ค่ายคู่แข่งพยายามสื่อสารว่า ตัวเลือกของพวกเค้าพกสเปกเทพน้องๆ บิ๊กไบค์ อย่างระบบช่วงล่าง โช็กอัพหัวกลับขนาด 41 มม. และดิสก์เบรกเรเดียลเมาท์ 4 พอต คาลิปเปอร์ ออกมาให้จากโรงงาน

ส่วนฝั่งยามาฮ่าเองก็มั่นใจสุดๆ ว่าอุปกรณ์ติดรถที่ให้มาไม่เป็นรอง แถมยังมีเกทับอีกด้วยว่าหัวใจการขับเคลื่อนเหนือกว่าอีกต่างหาก จากขุมพลังเครื่องยนต์แรงสุดในคลาส ความจุ 155 ซีซี สูบเดียว 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ VVA ที่ให้อัตราเร่งดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีระบบสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยลดแรงกระชากของล้อหลังขณะลดเกียร์ด้วย

และข้อห้า-รถสปอร์ตต้องสนุก


“สมรรถนะแรงเร้าใจ”


ข้อความนี้มักโผล่มาให้เห็นเสมอ เวลายามาฮ่าพูดถึงรถสปอร์ตของตัวเอง และเพื่อตอกย้ำถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว พวกเขาก็จัดให้สื่อสายสองล้อได้พิสูจน์และเข้าถึงกันอย่างเต็มอิ่ม ในสนามไทยแลนด์ เซอร์กิต นครชัยศรี เมื่อช่วงก่อนวันหยุดยาวปีใหม่ที่ผ่านมา


งานนี้บิดแบบนันสต็อปกันไปเลยครับ ใครมีแรงเท่าไหร่ใส่หมดแม็ก บิดให้สุดแล้วไปหยุดที่พงหญ้า เฮ้ย! ไม่ใช่ ปล่อยขี่ฟรีสไตล์ก็จริง แต่ไปด้วยความเร็วเท่าที่ตัวเองไหวและมีความปลอดภัย




บนสังเวียน “ชีวิตนักแข่งเริ่มต้นที่นี่” ฟีลลิ่งเด่นๆ ของเอ็มที-หนึ่งห้า ที่สัมผัสได้ ตำแหน่งท่านั่งยังใกล้เคียงกับ เอ็ม-สแลซ แต่แอบรู้สึกเล็กๆ ว่า นั่งสบายกว่าและควบคุมบังคับรถได้ง่ายกว่า

ขณะเดียวกันส่วนที่เปลี่ยนแปลงแบบไม่ต้องสังเกตก็คือ แรงบิดติดมือ มีอัตราเร่งดีขึ้น

เช่นเดียวกับตัวเลขความเร็วที่มาไวขึ้น หลังออกจากโค้งที่ 13 เข้าสู่แทร็คทางตรงยาวก่อนเข้าโค้งแรก ความเร็วปลายที่ผมทำได้ประมาณ 125 กม./ชม. หลังจากนั้นกดเบรกกำคลัตช์ ลดจากเกียร์ 6 มาที่เกียร์ 3 ระบบสลิปเปอร์คลัตช์ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว

บิดสนุกกันเกือบทั้งวัน สปอร์ตสายดาร์คหน้าสวยคันนี้ให้บทสรุปกับผมว่า นี่คือบุคลิกของรถสปอร์ตที่เธอพร้อมตอบโจทย์ได้ตรงกว่า ในราคาค่าสินสอดที่ใกล้เคียงกัน เธอมีความเร้าใจกว่า คบหากันแล้วให้ความกระชุ่มกระชวยมากกว่า

หรือจะว่าไป คงคล้ายๆ การมีเมียเด็กล่ะมั้ง

เปรียบเทียบแบบนี้ เห็นภาพชัดไปมั้ย!


กำลังโหลดความคิดเห็น...