xs
xsm
sm
md
lg

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด สมบูรณ์แบบแห่งรถลูกผสม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมื่อกล่าวถึง “ปอร์เช่ คาเยนน์” คนส่วนมากย่อมนึกถึงรถเอนกประสงค์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสปอร์ต ภายใต้ชื่อชั้นของผู้ผลิตรถสปอร์ตอันดับหนึ่งแห่งเมืองเบียร์ ซึ่งรถรุ่นนี้เปิดตัวออกสู่ตลาดครั้งแรกในช่วงปี 2003 ประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในแง่ของคำชมเชยและยอดขาย

ปัจจุบัน คาเยนน์ เข้ามาสู่ยุคของเจเนอเรชันที่ 3 ของโมเดลขายดีรุ่นนี้ ซึ่งในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างตัวถังนั้น ยังคงใช้แพลตฟอร์มร่วมกับพี่น้องร่วมเครือ โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป ด้วยเหมือนอย่างเคย สำหรับการเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อเร็วๆ นี้ และมีการประกาศราคาแบบน่าทึ่ง ด้วยตัวเลขที่ลดลงกว่ารุ่นก่อนหน้าร่วมๆ 2 ล้านบาท ทำเอาบรรดาผู้นำเข้าอิสระถึงกับออกอาการไปไม่เป็นกันเลยทีเดียว ส่วนการทดลองขับของเราในวันนี้ จะเป็นอย่างไรบ้าง เชิญติดตามกันได้

-ใหม่หมดคัน ไฮบริดลงตัว

หากถามว่ามีอะไรใหม่บ้างใน คาเยนน์ โฉมนี้ บอกเลยว่า ถ้าจะให้บรรยายครบทั้งหมดคงต้องใช้กระดาษเยอะมาก ดังนั้นเพื่อความเหมาะสม เราจึงขอคัดเฉพาะส่วนที่เป็นไฮไลท์เด็ดๆ ของรุ่นนี้ที่ประทับใจเรามานำเสนอ

เริ่มกันที่รูปโฉมภายนอก ดีไซน์ยังคงมาในสไตล์เดิม อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แห่งเมืองสตุทการ์ตแห่งนี้ แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยจุดสังเกตุที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ ไฟท้าย มาในดีไซน์แบบยาวเรียวตลอดแนวของด้านท้ายรถ ให้ความรู้สึกที่เป็นสปอร์ตมากกว่ารุ่นเดิม ส่วนไฟหน้าคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนแต่จะมีความเป็นสี่เหลี่ยมกว่า

ภายในดีไซน์ใหม่ แตกต่างจากเดิมและพี่น้องร่วมค่าย โดยมีจอภาพขนาดใหญ่ที่แสดงผลและควบคุมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกทุกอย่างของรถได้ ผ่านหน้าจอสัมผัสหรือปุ่มที่บริเวณคอนโซลกลาง โดยเป็นแบบระบบสัมผัสเช่นเดียวกัน มีเพียงปุ่มปรับความร้อนเย็นและความแรงของพัดลมแอร์เท่านั้นที่เป็นแบบผลักขึ้นลง

เบาะนั่งขนาดใหญ่ คู่หน้านวดและปรับไฟฟ้า โดยเบาะจะปรับเลื่อนถอยหลัง เพื่อให้เราขยับตัวออกได้ง่าย เมื่อเราดับเครื่องยนต์

และเลื่อนกลับมาในตำแหน่งที่เซตไว้ เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ ส่วนเบาะหลังมีพื้นที่สำหรับวางขาอย่างเหลือเฟือ พร้อมระบบแอร์แยกส่วนซ้ายขวา พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นปอร์เช่ด้วยดีไซน์ที่กระชับมือ พร้อมลูกเล่นครบครัน เช่น การปรับดูค่าต่างๆ ของตัวรถ, ปรับโหมดการขับขี่ และมีแพดเดิลชิพ




หัวใจของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด นั้น มากับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 340 แรงม้า ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 136 แรงม้า และเมื่อทำงานพร้อมกันจะมีกำลังสูงสุดถึง 462 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากพี่ใหญ่อย่าง 918 สไปเดอร์

ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ Tiptronic S 8 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่กระจายแรงบิดไปยังล้อต่างๆ ตามความเหมาะสม ผ่านการสั่งงานของระบบ Porsche Traction Management โดยมีอัตราการบริโภคน้ำมันเคลมไว้ที่ ระดับ 29 กม./ลิตร เมื่อรวมกับระยะวิ่งของมอเตอร์ไฟฟ้าและขึ้นกับขนาดของยาง

-แรงหลังติดเบาะ นั่งนุ่มสบาย

ว่าด้วยการทดลองขับต้องบอกว่า ประทับใจอย่างที่สุด เรารับรถจากที่ เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส วิภาวดี ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ความรู้สึกแรกหลังพวงมาลัย คือ ความหรูหราโอ่อ่าและดูเป็นสัดส่วนกว่ารุ่นก่อนหน้า ทัศนวิสัยชัดเจนทุกมุมมองตามแบบฉบับของรถที่สูงใหญ่

บิดกุญแจติดเครื่อง แต่ไร้เสียงเครื่องยนต์ บางคนที่ไม่เคยใช้งานรถไฮบริด อาจจะตกใจว่า นี่รถติดเครื่องแล้วหรือยัง เนื่องจากการทำงานในช่วงออกตัว หากแบตเตอรี่มีกำลังไฟมากพอ เครื่องยนต์จะไม่ทำงาน อาศัยการขับเคลื่อน ด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว อันนำมาซึ่งอัตราการบริโภคน้ำมันที่ดีเยี่ยม

เราขับออกมา โดยระบบเครื่องยนต์ยังไม่ทำงานเลย เมื่อกดคันเร่งแบบคิกดาวน์ อัตราเร่ง การตอบสนองของคันเร่งดีเยี่ยม ทันใจ ไร้รอยต่อหรือการรอรอบ แถมไร้เสียงรบกวนอีกด้วย เรียกว่า ห้องโดยสารค่อนข้างเงียบมาก เราขับไปโดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ล้วนๆ ได้ระยะทางราว 39 กม.ความเร็วที่ใช้วิ่งราว 70-100 กม./ชม.

ตัวเลขดังกล่าวมีผลอย่างยิ่ง หากท่านที่ใช้งานในชีวิตประจำวันด้วยเส้นทางเดิมๆ ในระยะทางราว 30 กม. จากบ้านไปที่ออฟฟิศ เมื่อถึงออฟฟิศ เสียบปลั๊กชาร์จไฟ เมื่อกลับถึงบ้าน ก็ชาร์จไฟ เหมือนโทรศัพท์มือถือ นั่นหมายความว่า ท่านไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเลยตลอดการเดินทาง โดยระยะเวลาการชาร์จปกติจะใช้เวลาราว 7 ชั่วโมงเต็ม แต่หากเพิ่มชุดออนบอร์ด ชาร์จเจอร์ 7.2 kWh (เป็นออพชันเสริม) จะใช้เวลาเหลือเพียง 2.30 ชั่วโมงเท่านั้น



เมื่อมาตรวัดแสดงผลว่า แบตเตอรี่ที่เราชาร์จไว้เมื่อเช้าจากเต็มขีดหล่นลงมาเหลือศูนย์ เครื่องยนต์ถึงคราวติดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บ้าง สิ่งแรกที่สัมผัสได้ คือ แรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ที่แม้จะเบา แต่เมื่อเทียบกับการที่เครื่องยนต์ไม่ทำงาน แล้วท่านน่าจะพอรับรู้ได้บ้าง เมื่อเข้าสู่การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์เช่นนี้ ในระหว่างการขับขี่จะมีการสลับและผสานการทำงานร่วมกันตามสไตล์ของรถไฮบริด บอกเลยว่าท่านจะไม่รู้แน่นอนว่า มีการร่วมกันทำงาน หากไม่ดูเข็มวัดรอบ

เมื่อขับด้วยเครื่องยนต์ สารภาพตามตรง รู้สึกว่า อัตราเร่งสู้ ขับด้วยไฟฟ้าไม่ได้ รวมถึงความเนียนในการเร่งและจังหวะในการเร่งแซง เมื่อขับด้วยเครื่องยนต์ กดคันเร่งเพื่อแซงจะมี 2 สเตปก่อนที่รถจะพุ่งทะยานแบบติดเท้า ส่วนอาการหลังติดเบาะนั้น ดึงแรงพอรับรู้ แต่ดึงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับใช้งานด้วยโหมดไฟฟ้าล้วน

ความเร็วสูงสุดตามสเปค คือ 253 กม./ชม. แต่ด้วยสภาพการจราจรของเมืองไทย เราขับได้เพียง 140 กม. รถนิ่งแบบไม่รู้สึกว่าเร็วแต่อย่างใด การเข้าโค้งและการเกาะถนนมั่นใจได้เต็ม100% พวงมาลัยเบามือ รัศมีวงเลี้ยวแคบ กลับรถได้ในระยะ 3 เลนสบายๆ เสียงลมรบกวนแทบไม่มี ส่วนเบาะผู้โดยสารทางด้านหลัง สอบถามคนที่นั่งบอกว่า นุ่มสบาย ไม่เวียนหัว แม้จะนั่งอ่านหนังสือและพิมพ์งานไปด้วย

การขับขี่ทั่วไปแบบใช้งานปกติธรรมดาทั้งในเมืองและนอกเมืองถือว่า คล่องตัวดี แม้ตัวรถจะดูเหมือนใหญ่ แต่เมื่อเข้าประจำการหลังพวงมาลัย ทุกอย่างดูง่ายไปหมด การขับขี่โดยรวมประทับใจที่สุดรุ่นหนึ่ง อาจจะด้วยรูปทรงและขนาดที่เหมาะกับการฝังแบตเตอรี่เอาไว้ ทำให้รถมีสมดุลที่ดี ผลลัพท์การขับขี่จึงออกมาดีเยี่ยม ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ คาเยนน์ โฉมนี้มียอดจองในไทยตั้งแต่ยังไม่เปิดตัวในระดับเกือบร้อยคันแล้ว โดยปัจจุบันมียอดจองสะสมมากกว่า 300 คัน



-เหมาะกับใคร

โดยสรุปขอใช้คำว่า สมบูรณ์แบบสำหรับรถที่ใช้ไฟฟ้าผสม เหมาะกับใครที่สนใจรถแบบไฟฟ้าล้วน แต่ยังกลัวอยู่ แนะนำให้มาลองใช้งาน คาเยนน์ อี-ไฮบริด คันนี้ ความรู้สึกในโหมดไฟฟ้านั้น แทบไม่แตกต่างจากการใช้งานรถไฟฟ้าล้วน และยังมั่นใจได้เมื่อต้องเดินทางไกลด้วยการใช้น้ำมัน ดังนั้นรถ PHEV แบบนี้ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในเวลาที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่าน ซึ่งยังไม่มีใครบอกได้ว่ารถไฟฟ้าล้วนๆ จะแจ้งเกิดแบบเต็มตัวได้เมื่อไหร่




กำลังโหลดความคิดเห็น...