xs
xsm
sm
md
lg

นิสสัน เทอร์ร่า รวมๆ แล้วมีเสน่ห์ ขับสี่ราคาดีน่าคบหา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นิสสัน เทอร์ร่า น้องใหม่ของตลาด พีพีวี ในเมืองไทย มีหลายๆ คนถามถึงและเฝ้ารอการเข้ามาทำตลาดของเจ้ารถเอสยูวีตัวนี้ แน่นอนว่า ในเชิงของการสื่อสารการตลาด นิสสัน เรียก เทอร์ร่า ว่าเป็น เอสยูวี ซึ่งก็ไม่ผิดแต่ประการใด เพราะ พีพีวี เอง ก็ถือว่า เป็นหนึ่งในประเภทของรถที่อยู่ในหมวด เอสยูวี ด้วยเช่นกัน

หลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเมืองไทย ก็ถึงคิวของการจัดให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับ ซึ่งเวอร์ชันที่ทำตลาดในไทยนั้น แตกต่างจากที่ ทีมงานเอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ได้ไปสัมผัสที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในส่วนของเครื่องยนต์ ที่ใช้เครื่องยนต์ใหม่ ดีเซล 2.3 ลิตร แตกต่างแค่ไหนอย่างไร เชิญติดตามกันได้





-หัวใจใหม่ 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่

สำหรับ เทอร์ร่า ที่ขายในประเทศไทย ใช้เครื่องยนต์ดีเซล รหัส YS DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งจะแตกต่างจากจีน (เครื่องยนต์เบนซิน) และฟิลิปปินส์ (เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร) โดยมีพละกำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร เท่ากับเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร แล้วสิ่งที่แตกต่างกันคืออะไร


แม้จะมีกำลังเท่าเทียมกันในแง่ทฤษฎี หากเทคโนโลยีแบบเทอร์โบคู่ ในเครื่องยนต์ 2.3 ลิตร จะให้การตอบสนองของการขับขี่ที่ต่อเนื่องและเนียนกว่า รวมถึงการมีขนาดเครื่องยนต์เล็กกว่า จะทำให้อัตราการปล่อยไอเสียและการบริโภคน้ำมัน น้อยกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่


ส่วนรูปทรงภายนอก ไม่แตกต่างจากเวอร์ชันที่ทำตลาดในประเทศอื่นๆ สวยงามแค่ไหนแล้วแต่ใครจะมอง สำหรับเราชอบเทอร์ร่าในเวลากลางคืนมากกว่ากลางวัน เพราะแสงจากไฟหน้าและไฟท้ายดูสวยเด่นดี และมีไฟแบบ Daytime Running Light ด้วย โดยจะติดอัตโนมัติเมื่อมีแสงสว่างน้อย (ไม่ได้ติดตลอดเวลา)


สำหรับภายในนั้น บอกแบบตรงๆ ว่าไม่แตกต่างจากนาวาราสักเท่าไหร่ ขอไปโฟกัสที่เบาะนั่งแถวที่สามก่อน ต้องบอกว่านั่งได้ขาไม่ติดสำหรับคนที่มีส่วนสูง 173 ซม.อย่างผู้เขียน แต่ถ้าขับกันทางยาวๆ น่าจะเมื่อย เพราะต้องชันเข่า โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ ช่องแอร์ มีครบทุกตำแหน่งทั้ง 3 แถว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องแอร์เย็นช้าหรือไม่ทั่วถึง

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ทางนิสสัน ภูมิใจนำเสนอ คือ ฟังก์ชันพับเบาะนั่งแถวที่สอง ด้วยการกดเพียงปุ่มเดียว ทำให้เบาะนั่งแถวที่สองพับมาข้างหน้า เพื่อให้ผู้โดยสารแถวที่สาม ลุกนั่ง เข้า-ออก ได้อย่างง่ายดาย

ขณะที่จุดขายของนิสสันที่ใช้ในการโปรโมท อย่าง ระบบกล้องมองภาพรอบคันและด้านหลัง ที่แสดงผลบนกระจกมองหลังนั้น แรกๆ ดูน่าตื่นเต้น การใช้งานง่ายและสะดวกดี ภาพชัดเจน ทั้งในเวลาฝนตก แต่เมื่อนึกถึงว่า เราจำเป็นต้องใช้งานบ่อยขนาดไหน เพราะส่วนมาก เวลาถอยหลัง เรามองกระจกข้างเป็นหลัก ซึ่งมันจะเหมาะมากหากคุณต้องจอดรถในพื้นที่แคบบ่อยๆ



-เร่งทันใจ ภายในเงียบ

การทดลองขับของเรา ทีมงานนิสสัน จัดเต็มให้ทั้งแบบออนโรดและออฟโรด ซึ่งถือว่า ใจถึงสุดๆ เพราะเป็นเส้นทางที่ยากในระดับ 10 ประกอบกับในวันที่เราขับนั้น มีฝนตกทั้งก่อนและระหว่างการขับด้วยแล้ว ทำให้การขับยากยิ่งขึ้น ถือเป็นการพิสูจน์สมรรถนะได้อย่างเต็มที่

เราเริ่มด้วยการขับแบบออฟโรดกันก่อน โดยทีมงานจัด เทอร์ร่า ไว้ 2 โมเดล คือ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และขับเคลื่อน 2 ล้อ เราได้ประจำการในตัวขับสี่ ออกจากจุดสตาร์ทเพื่อไปสนาม เส้นทางถนนคอนกรีตชนบท ความรู้สึกแรกหลังกดคันเร่ง ตอบสนองทันใจดี ไม่มีอาการรอรอบ เกียร์เปลี่ยนนุ่มนวล


เมื่อมาถึงสถานีออฟโรด ที่ได้มีการเซตไว้ สภาพแย่กว่าที่คาด เนื่องจากเมื่อคืนก่อนมีฝนตกหนักมาก แต่ทีมงานมั่นใจในตัวรถจึงสั่งเดินหน้า จุดแรกเนินเอียง 30 องศา ขับผ่านสบาย จุดต่อไปลุยน้ำลึกราว 30 ซม. ผลลัพธ์ คือ ผ่านฉลุย ตามคำบอกเล่าของทีมวิศวกรระบุตัวเลขน้ำลึก 45 ซม. ลุยได้แบบไม่มีน้ำเข้ารถแน่นอน

จากนั้นเป็นการขับผ่านเนินสลับ ให้ล้อลอย วิ่งเพียง 3 ล้อ ทดลองเรื่องของการตัดต่อกระจายแรงบิด ตามสภาพการขับ ซึ่งมั่นใจได้ว่า เทอร์ร่าจะผ่านอุปสรรคที่เป็นหลุม หรือเนินยากได้อย่างไม่ยากเย็น ถัดมาเป็นจุดทื่ถือว่ายากที่สุด คือ เนินสูงและชัน (ความชันราว 40 องศา) แถมมีสภาพความลื่นจากฝนที่ตกลงมา


เทอร์ร่า 3 คันแรก ขับผ่านไปได้แบบไม่ยากนัก ส่วนคันเราอยู่ในลำดับที่ 4 สภาพเนินเริ่มลื่น เราลองใช้ walking speed และแตะคันเร่งช่วยเพียงเบาๆ ขับขึ้นไปได้ครึ่งเนิน ลื่น ค้าง ทำให้ต้องถอยหลังลงมาตั้งหลัก ด้วยการหาไลน์ใหม่ รอบนี้ ขึ้นด้วยสปีดที่เร็วกว่าเดิม เติมคันเร่งราว 2,000 รอบ/นาที ด้วยเกียร์ 4Lo รวดเดียวผ่านสบาย


ส่วนขาลงเนินได้ลองระบบช่วยชะลอความเร็วขณะลงเนิน ที่จะบังคับให้รถวิ่งลงด้วยความเร็วไม่เกิน 7 กม./ชม. ระบบทำงานได้อย่างประทับใจ หลังจากนั้นเป็นการลองไต่เนินชันแบบยากๆ อีกครั้ง รอบนี้ครั้งเดียวผ่าน ก่อนจบครอสออฟโรด มีทางโคลนลื่นให้ลองเล่น เราจัดเต็มแบบดริฟท์เล็กๆ พอสนุกสนานพบว่า ระบบต่างๆ ช่วยผู้ขับได้เป็นอย่างดีเวลาที่รถเสียการทรงตัว


หลังจากนั้น เป็นการขับทางปกติแบบขึ้น-ลงเขา เส้นดอยตุง ทั้งถนนเปียก ลื่นและฝนตก พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ทางโค้งขับได้อย่างมั่นใจ เกาะถนน พละกำลังดี เร่งแซงทันใจ นั่งนุ่ม ทิ้งความรู้สึกว่า เป็นรถที่พัฒนามาจากปิกอัพไปได้เลย สบายไม่ต่างจากเอสยูวีแบบโมโนค็อก ทั้งที่ เทอร์ร่า เป็นบอดี้ออนเฟรม (ตัวถังวางบนแชสซีส์)


จุดเด่นอีกประการที่ถือว่าประทับใจเรา คือ ความเงียบภายในห้องโดยสาร เสียงเครื่องยนต์เมื่อยืนอยู่นอกตัวรถ หรือเปิดกระจกจะดังชัดเจน แต่เมื่ออยู่ในห้องโดยสารจัดว่าเงียบดี ทั้งเวลากดคันเร่งหนัก เสียงเครื่องดังเข้ามาบ้าง แต่น้อยกว่ารถในแบบเดียวกันนี้ ความเร็วสูงสุดที่เราได้ลอง คือ 120 กม./ชม. ส่วนอัตราการบริโภคน้ำมันตามหน้าจอระบุ 10.4 ลิตร/กม.

-เหมาะกับใคร

คนที่กำลังมองหา พีพีวี ที่ได้ความสบายดุจรถยนต์นั่ง การขับขี่ไม่ได้เด่นมากในทางใดทางหนึ่ง แต่รวมๆ แล้ว จัดว่า ประทับใจ ลูกเล่นครบ โดยเฉพาะรุ่นขับ 4 ในราคาที่จับต้องได้ เป็นมิตรกว่าคู่แข่งราว 4 แสนบาท ถ้าจะจองแนะนำว่าต้องตัดสินใจก่อน 31 ธันวาคม นี้ เพราะหลังจากนั้นจะปรับราคาขึ้น 50,000 บาท รีบๆ กันหน่อย


























กำลังโหลดความคิดเห็น...