xs
xsm
sm
md
lg

เบนซ์เปิดตลาด รถไฟฟ้า กับเอสยูวีใหม่แกะกล่องชื่อ EQC

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อย่างที่ทราบกันดีว่า ในปี 2020 จะเป็นช่วงเวลาที่หลายค่ายรถยนต์ในเยอรมนีเริ่มคิกออฟการกระตุ้นให้ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ BEV หรือ Battery Electric Vehicle จึงไม่น่าแปลกใจที่จะได้เห็นใครเริ่มออกตัวก่อนด้วยการเปิดตัวผลผลิตในกลุ่มนี้ โดยทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกาศเดินหน้าลุยตลาดรถยนต์ BEV กับรุ่นใหม่แกะกล่องที่มากับตัวถังเอสยูวีสุดหรูในชื่อ EQC

งานนี้ถือเป็นการเปิดศึกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูให้ร้อนระอุ เพราะขณะที่บีเอ็มดับเบิลยูเคยเปิดตัวต้นแบบที่ชื่อว่า iX3 Concept เมื่อกลางปีนี้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ฮ็อตเท่ากับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ชูจุดเด่นด้วยการพัฒนาตัวรถยนต์ขึ้นมาใหม่ทั้งคัน และอ้างอิงพื้นฐานจากเอสยูสีขนาดกลางในระดับเดียวกับ GLC หรือกลุ่มเดียวกับ E-Class ขณะที่ iX3 นั้นเป็นการต่อยอดการพัฒนามาจาก X3 ที่เป็นตลาดระดับรองลงมา


ในแง่มิติตัวถังถือว่าออกมารองรับกับความต้องการใช้งานตามแบบฉบับเอสยูวีขนาดกลางด้วย ความยาว 4,761 มม. กว้าง 1,884 มม. สูง 1,624 มม. และระยะฐานล้อ 2,873 มม. ขณะที่รูปทรงเป็นแบบ 5 ประตูที่ออกสปอร์ตนิดๆ เพราะว่าตัวถังด้านท้ายมีแนวหลังคาที่ลาดเทต่ำในสไตล์สปอร์ต ขณะที่โครงรถโดยรวมมีลักษณะคล้ายกับ GLC มาก ต่างกันแค่เส้นสายบนตัวถังด้านท้ายตรงแนวของขอบกระจกตรงเสาหลัง ส่วนรายละเอียดของรูปลักษณ์ทั้งด้านหน้า และด้านหลังมีการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่เพื่อให้ดูล้ำสมัย และสวยสปอร์ต




ภายในของรถเอสยูวีไฟฟ้ารุ่นแรกจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้รับการออกแบบให้ดูสะอาดตาและล้ำหน้า โดยใช้จอไวด์สกรีนความละเอียดสูงในการแสดงข้อมูล พร้อมกับระบบ Infitainment ใหม่ MBUX ซึ่งใช้ AI ในการเรียนรู้การใช้งานต่างๆ ของผู้ขับ และระบบควบคุมการทำงานด้วยเสียง

หัวใจหลักของการขับเคลื่อนเป็นงานของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่มีกำลังการผลิต 408 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 77.9 กก.-ม. ภายใต้การขับเคลื่อนในรูปแบบ 4 ล้อ โดยที่มอเตอร์ทั้ง 2 ตัวจะรับกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออนที่มีความจุ 80 kWh และถูกติดตั้งไว้ที่พื้นรถระหว่างล้อหน้า-หลัง ซึ่งจากการออกแบบระบบให้มีการทำงานอย่างยอดเยี่ยมและบริหารการใช้กระแสไฟฟ้าในตัวรถได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้จากการทดสอบของยุโรป NEDC สามารถทำระยะทางได้ถึง 450 กิโลเมตรจากการชาร์จ 1 ครั้ง ส่วนสมรรถนะในการขับเคลื่อนก็ไม่ธรรมดา ใช้เวลาเพียง 5.1 วินาทีสำหรับการทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ความเร็วสูงสุดล็อกเอาไว้ที่ 180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนรูปแบบการขับก็มีให้เลือกถึง 5 แบบ คือ Comfort, Eco, Max Range, Sport และอีก 1 สำหรับการเลือกปรับเองโดยผู้ขับขี่

ในเรื่องการชาร์จนั้น นอกจากการชาร์จตามแท่นชาร์จสาธารณะแล้ว ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังมี Wall Charger หรือที่เรียกว่า Wallbox แยกออกมาให้ด้วยสำหรับการชาร์จที่บ้าน ซึ่งการชาร์จผ่านทางชุดชาร์จเจอร์ตัวนี้สามารถทำงานได้เร็วกว่าการชาร์จผ่านทางสายไฟปกติถึง 3 เท่า ส่วนการชาร์จตามแท่นชาร์จปกตินั้นใช้เวลาเพียง 40 นาทีในการขยับระดับของกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่จาก 10 มาเป็น 40%


นอกจากนั้นเพื่อให้รองรับกับการใช้งานทั่วโลกเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังติดตั้งหัวชาร์จไฟให้รองรับการใช้งานทั่วโลกทั้งแบบ CCS (Combined Charging Systems) ในยุโรป และสหรัฐฯ, CHAdeMO ในญี่ปุ่นหรือ GB/T ในจีน

แม้ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ระบบความปลอดภัยก็มาเต็มพิกัดเหมือนกับรถยนต์ทั่วไป ซึ่งก็มีทั้งระบบ Pre-Safe ที่จะช่วยลดความรุนแรงในการชน หรือหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ ระบบ Distronic สำหรับรักษาระยะจากรถยนต์คันหน้า พร้อมกับสติกเกอร์ QR Code ที่เป็นเฉพาะของรถยนต์แต่ละคันเอาไว้ที่เสา B-Pillar ซึ่งเมื่อทีมงานช่วยเหลือมาถึงก็สามารถสแกน QR Code นี้เพื่อรับทราบข้อมูลต่างๆ ที่ผู้เป็นเจ้าของระบุเอาไว้





การผลิต EQC จะมีขึ้นที่โรงงานในเมืองเบรเมน ประเทศเยอรมนี ซึ่งโรงงานแห่งนี้ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งเป้าว่าจะต้องเป็นโรงงาน Carbon-Free ในปี 2022 เพื่อให้สมกับการเป็นไลน์ผลิตรถยนต์ปลอดมลพิษ ส่วนการทำตลาดจะเริ่มขึ้นประมาณกลางปี 2019 โดยยังไม่มีการเปิดเผยราคาออกมาในตอนนี้





กำลังโหลดความคิดเห็น...