xs
xsm
sm
md
lg

โตโยต้า ซี-เอชอาร์ เด่นช่วงล่าง ล้ำขับเคลื่อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2016 ในประเทศญี่ปุ่น และเปิดตัวอย่างต่อเนื่องไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ก่อนที่จะมาถึงคิวของประเทศไทยในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ “โตโยต้า ซี-เอชอาร์” (C-HR) มียอดขายสะสมถึงเวลานี้กว่า 283,000 คัน ทั่วทุกตลาด นับเป็นหนึ่งในรุ่นที่สร้างกระแสได้ดีที่สุดรุ่นหนึ่งของโตโยต้าไม่ว่าจะไปเปิดตัวทำตลาดที่ใดในโลก

ว่าด้วยแนวคิดในการสร้าง ซี-เอชอาร์ มาจากชื่อที่ย่อมาจากคำว่า Coupe High Rider นั่นหมายถึงรถสปอร์ตแบบคูเป้ ที่ได้รับการยกสูง สอดคล้องตรงกับคำว่า SUV หรือ Sport Utility Vehicle โตโยต้า ตีโจทย์ด้วยคำเหล่านี้ในการสร้างสรรค์เจ้า ซี-เอชอาร์ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ทีมงาน เอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ได้มีโอกาสเข้าร่วมทดลองขับมาชมกันว่าจะเป็นอย่างที่โตโยต้ากล่าวไว้หรือไม่

4 จุดเด่น แต่เบาะหลังแคบ

โตโยต้า นำเสนอ 4 สิ่งที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ที่สุดของซี-เอชอาร์ เราขอไล่เลียงไปตามลำดับเริ่มจาก โครงสร้างตัวถังใหม่ล่าสุด TNGA ที่โตโยต้าบอกว่าพัฒนาขึ้นเพื่อให้มีประสิทธิภาพการเกาะถนน,มีความแข็งแกร่งกว่าเดิม ด้วยการเพิ่มจุดยึดให้มากขึ้น และออกแบบให้รองรับช่วงล่างหลังแบบอิสระปีกนกคู่ ซึ่งเราจะกล่าวถึงในช่วงของการขับ


ระบบความปลอดภัยที่หยิบยกมาจากรุ่นคัมรี่ตัวท้อปสุด หลายรายการที่เด่นที่สุดคือ ระบบเตือนก่อนการชน ที่จะเตือนหากขับด้วยความเร็วต่ำกว่า 50 กม./ชม. และหากขับเกินกว่า 50กม./ชม.ระบบจะช่วยชะลอรถให้เหลือความเร็วราว 38 กม./ชม. แต่จะไม่หยุดรถให้สนิทเพื่อป้องกันการเบรกแบบไม่คาดคิด ดังนั้นผู้ขับต้องหยุดรถด้วยตัวเอง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ขับได้มีโอกาสเลือกว่าจะขับหลบหรือจะหยุดรถ




อีกหนึ่งไฮไลท์คือ ระบบ T-connect Telematics เชื่อมต่อผู้ขับกับรถยนต์และเครือข่ายศูนย์ข้อมูล โดยให้ความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชม. รวมถึงตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์ได้ โดยฟรีค่าบริการปีแรก ส่วนปีต่อมาเสีย 2,000 บาท/ปี ให้บริการผ่านเครือข่ายเอไอเอสเพียงรายเดียวส่วนรายอื่นอยู่ระหว่างการศึกษา


ไฮไลท์สุดท้ายเป็นระบบไฮบริด (แต่ถ้าเลือกซื้อรุ่นเครื่องยนต์ปกติก็ข้ามไป) ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ใช้ระบบไฮบริดเจน4 โดยได้รับการปรับปรุงขนาดมอเตอร์ใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น กินไฟน้อยลง ความเร็วรอบสูงขึ้น ปรับทางเข้าออกอากาศให้มีประสิทธิภาพส่งผลให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้น

รวมถึงระบบแบตเตอรี่เวอร์ชั่นใหม่ แม้จะยังเป็นแบบ นิเกิล-เมทัล ไฮไดร์ฟ(Ni-MH) แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีขนาดเล็กลง เก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น ทำให้ย้ายตำแหน่งจากด้านหลังมาวางไว้ใต้เบาะนั่งแถวที่สอง ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระและสร้างสมดุลในการกระจายน้ำหนักให้กับตัวรถ อันเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อการขับขี่


ในส่วนของการออกแบบตัวถัง ความสวยงามถือว่าเป็นเรื่องนานาจิตตัง แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน ซึ่งซี-เอชอาร์ อย่างที่บอกไปมากับแนวคิดของรถแบบคูเป้ จึงมีการนำเอามือจับประตูหลังไปซ่อนไว้ด้านบนเสมือนหนึ่งว่าไม่มีมือจับ พร้อมกับดีไซน์หลังคาด้านท้ายที่ลาดลงมา ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงรถสปอร์ตคูเป้

ทั้งนี้ หากมองจากมุมของผู้บริโภคที่กำลังหารถเอนกประสงค์ซึ่งมีความเป็นสปอร์ต ซี-เอชอาร์ อาจจะไม่ตรงใจ ด้วยขนาดของที่นั่งเบาะหลังแคบกว่าคู่แข่งหรือรถในระดับเดียวกัน แต่ความเห็นส่วนตัวผู้เขียนมองว่า สวยงามลงตัว ตรงกับแนวคิด รถสปอร์ตคูเป้ที่ให้ความเป็นเอนกประสงค์ แถมยกสูงเพื่อให้สามารถลุยน้ำได้สูงกว่า รวมถึงการออกแบบภายในที่เน้นเอาใจคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับรถสปอร์ตทั่วไป


เกาะถนนดีเกินคาด ประหยัดระดับ 20+

เข้ามาสู่เรื่องของการทดลองขับ รถที่นำมาให้ทดลองนั้นเป็นรุ่นท้อปสุด HV Hi เครื่องยนต์ไฮบริด ซึ่งมีสัดส่วนยอดจองมากถึง 85% จากยอดจองทั้งหมด 3,200 คัน นับตั้งแต่แนะนำตัวเมื่อปลายปีที่แล้ว จนถึงการเปิดขายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา



ช่วงแรกเราเลือกเป็นผู้โดยสารก่อนโดยนั่งทางตอนหน้า รู้สึกสบายดี จากนั้นย้ายไปนั่งทางด้านหลัง ด้วยการปีนข้ามจากเบาะหน้าไป สามารถทำได้ไม่ยากแม้ผู้เขียนจะตัวสูงกว่า 173 ซม. แต่การนั่งทางเบาะด้านหลังบอกตรงๆ ว่าแม้จะนั่งได้ไม่ติดขัด มีพื้นที่เหลือแบบพอดีๆ หัวไม่ติด แต่รู้สึกอึดอัดเนื่องจากหน้าต่างหลังที่เล็กและเบาะค่อนข้างจม เหมาะกับการนอนหลับมากกว่าการนั่งชมวิว


ในช่วงของการเป็นผู้ขับ แค่ลงนั่งประจำการรู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์ ตรงใจผู้เขียนอย่างมาก ความพอดีและลงตัวในการดีไซน์ ทุกอย่างดูสอดรับและใช้งานง่าย ทั้งลูกเล่นต่างบนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ลองกดสลับเล่นไปมาไม่กี่ครั้งก็สามารถเข้าใจการทำงานและเปิดปิดระบบต่างๆ ที่ให้มากับ ซี-เอชอาร์ ได้สบายๆ


หน้าจอบนคอนโซลหน้า โดดเด่นใช้งานง่ายและตอบสนองราบรื่นเนียนดี ไม่มีดีเลย์ รวมไปถึงการฟังเพลงจากมือถือผ่านระบบบลูธูทเชื่อมต่อง่ายดายและเสถียรดี คุณภาพของวัสดุต่างๆ โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดีสมกับราคาระดับ1 ล้านกว่าบาท จะมีไม่ชอบในส่วนของชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกยังมีผิวสัมผัสที่ขัดใจเราอยู่บ้าง

กดคันเร่งออกตัวแบบคิกดาวน์ ทันใจแบบมีแรงดึงหลังติดเบาะได้เบาๆ ต้องขอบคุณระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานได้ตั้งแต่ 0 รอบ อันเป็นข้อดีของรถที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ความเร็วที่เราขับส่วนมากรอบนี้อยู่ที่ระดับ 120-140 กม./ชม. ความเร็วสูงสุดที่ลองขับได้ คือ 160 กว่ากม./ชม.


อัตราเร่งการแซงช่วงความเร็วต่ำกว่า 60 กม./ชม. จะทันใจ แต่หากเป็นความเร็วที่เกินกว่า 90 กม./ชม. จะมีจังหวะที่ค่อยๆ ขึ้น ไม่ดุดันหรือมีแรงดึงมากเท่าไหร่ จะค่อยๆ ไหลขึ้น ทั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากระบบเกียร์ที่เลือกคบหากับแบบ ซีวีที อันเป็นคุณสมบัติปกติทั่วไปของเกียร์แบบนี้

ระยะทางการขับรวมทั้งทริปคือราว 220 กม. ซึ่งเส้นทางส่วนใหญ่เป็นลักษณะทางโค้งขึ้นลงเขาสลับทางตรง สิ่งที่ประทับใจเราที่สุดคือช่วงล่างเกาะถนนดีมาก ให้ความรู้สึกในการขับที่มั่นใจ อุ่นใจในทุกการเข้าโค้ง รวมถึงการดูดซับแรงสะเทือนทำได้ดีเยี่ยมที่สุดในรถระดับเดียวกัน จุดนี้ต้องขอบคุณโครงสร้างตัวถังและช่วงล่างหลังที่เป็นแบบปีกนกคู่นั่นเอง

เหนืออื่นใด ความประหยัดที่ระดับตัวเลข 18.4 กม./ลิตรของเรา กับการขับแบบไม่มียั้งดังที่กล่าวมา ประทับใจอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนคันอื่นๆ แตะที่ระดับ 20 กม./ลิตรกันทั้งสิ้น และแน่นอนความเงียบของห้องโดยสารเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ขอชมเชยเว้นเสียแต่คุณจะขับด้วยความเร็วมากกว่า 140 กม./ชม.จะเริ่มได้ยินเสียงลมปะทะหรือกดคันเร่งคิกดาวน์หนักๆ เสียงเครื่องจะคำรามเข้ามาได้


ในแง่ของระบบการทำงานไฮบริดนั้น หลักๆ จะใช้สำหรับการออกตัว ส่วนการวิ่งทั่วไปเครื่องยนต์จะทำงานเป็นหลัก โดยขึ้นอยู่กับระดับของพลังงานในแบตเตอรี่เป็นสำคัญ ระบบจะจัดสรรการทำงานเองโดยอัตโนมัติ ด้วยหลัก ใช้ไม่หมดและชาร์จไม่เต็ม คือตามหน้าจอแบตเตอรี่จะมี 8 ขีด เมื่อใช้เหลือ 2 ขีดล่างเครื่องยนต์จะทำงาน และเมื่อชาร์จถึง 6 ขีดแล้วระบบดับเครื่องยนต์และดึงไฟจากแบตมาใช้งาน

ทั้งนี้ เราลองวิ่งในโหมด EV คือใช้ไฟฟ้าล้วนๆ จากระดับ 6 ขีด สามารถวิ่งระยะทางถึง 4 กม. ด้วยความเร็วราว 30-40 กม./ชม. ก่อนที่ระบบจะติดเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเนื่องจากพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือ 2 ขีด ส่วนความเร็วสูงสุดในโหมดไฟฟ้าล้วนทีมงานบอกว่าทำได้ถึง 110 กม./ชม. แต่เราลองทำได้ถึง 60 กม./ชม. เครื่องยนต์ก็ติดขึ้นมาเพราะแบตเตอรี่ถึงระดับที่ต้องการการชาร์จไฟ


ส่วนความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องของแบตเตอรี่ โตโยต้ารับประกันระบบไฮบริด 5 ปีและรับประกันเฉพาะแบตเตอรี่ถึง 10 ปีเต็มนับจากวันออกรถ หากพ้นระยะประกันแล้วแบตเตอรี่ของซี-เอชอาร์จะมีราคาอยู่ที่ 61,500 บาท มีการรับประกันราคาขายต่อผ่านโตโยต้าชัวร์อีกด้วย ดังนั้นน่าจะวางใจได้ระดับหนึ่ง





เหมาะกับใคร

ซี-เอชอาร์ คือ รถสปอร์ตที่มีความเอนกประสงค์ เอาใจ 2 คนทางด้านหน้าเป็นหลัก หากคุณมองหารถเพื่อบุคคลที่สามที่สี่ซึ่งต้องนั่งทางด้านหลัง ซี-เอชอาร์อาจจะไม่ใช่คำตอบ แต่หากคุณรักความเป็นสปอร์ต อยากได้รถที่ขับดี ขับสนุก อุ่นใจทุกการเข้าโค้ง ไม่ต้องแคร์คนนั่งเบาะหลัง แถมประหยัด ซี-เอชอาร์ คือคำตอบที่ใช่ และโดนใจเราไปเต็ม 100%


แบตเตอรี่ใหม่ ขนาดเล็กลงพร้อมฟิลเตอร์ระบายความร้อน
มอเตอร์-เจนเนอเรเตอร์ รุ่นที่4 กินไฟน้อยลง





MGR Motoring แจกบัตร เข้างาน “มอเตอร์โชว์” คนละ 2 ใบ มารับบัตรได้ที่ สำนักงาน บ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์ เวลาทำการ 8.30-17.30 น. หลังเวลาทำการ ติดต่อ “ยาม” โทรถาม โอปอเรเตอร์ ก่อนรับบัตรนะคะ มีจำนวนจำกัด. เบอร์ 02-629-4488



กำลังโหลดความคิดเห็น...