xs
xsm
sm
md
lg

เปรียบมวย “โตโยต้า C-HR” มาทีหลังดังกว่า คู่แข่งขยับสู้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เขย่าตลาดเอสยูวีไซส์เล็ก เมื่อพี่ใหญ่ “โตโยต้า” ส่ง “ซี-เอชอาร์” ลงตลาดอย่างเป็นทางการ อัดแน่นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด พร้อมเคาะราคาแบบน่าสนใจ เปรียบปอนด์ต่อปอนด์แล้ว แม้จะราคาสูงกว่า แต่ล้ำหน้าด้วยระบบไฮบริด ขณะที่คู่แข่งในตลาดเตรียมขยับตาดูยาวๆ

ตลาดรถเอนกประสงค์ขนาดเล็ก(Sub-Compact SUV)ของเมืองไทย กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ด้วยการที่มีรถยนต์เปิดตัวใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย และล่าสุดที่เรียกว่าเป็นการเขย่าตลาดครั้งสำคัญก็ว่าได้ เพราะยักษ์ใหญ่อย่าง “โตโยต้า” ขยับหมากสำคัญด้วยการเปิดตัว “ซี-เอชอาร์” (C-HR) รถยนต์เอนกประสงค์ขนาดเล็กน้องใหม่ล่าสุดที่สร้างความฮือฮามาแล้วทั่วโลกในการเปิดตัวแต่ละครั้ง

สำหรับการเปิดตัวในประเทศไทย โตโยต้า ซี-เอชอาร์ อาศัยเวทีงานมหกรรมยานยนต์แนะนำตัวอย่างไม่เป็นทางการพร้อมเปิดรับจองสิทธิ์การจองรถ โดยยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ และจำกัดจำนวนเพียง 2,000 คันแรกเท่านั้น ซึ่งไม่ทำให้ใครผิดหวังยอดจองสิทธิ์ทะลุเป้า ชนิดที่ใครบางคนคิดว่า ทีมงานขายนอนหลับสบายแต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่

ทั้งนี้ เนื่องจากกระแสความแรงของ ซี-เอชอาร์ ทำให้เกิดปรากฎการณ์ภาพหลุดราคาว่อนโลกอินเตอร์เนต เดือดร้อนทำให้โตโยต้าต้องประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะมีการเปิดตัวตามกำหนดในวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา แน่นอนรวมถึงสเปคและข้อมูลต่างๆ ถูกปล่อยออกมาพร้อมกันเรียบร้อย


ดังนั้น เพื่อต้อนรับความแรงของ ซี-เอชอาร์ ทีมงาน เอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง จึงขอนำเอาข้อมูลมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกันที่ทำตลาดอยู่เวลานี้ ซึ่งมีอยู่อีก 6 แบรนด์ได้แก่ ฮอนด้า เอชอาร์-วี, มาสด้า-ซีเอ็กซ์-3 , เอ็มจี แซดเอส, ซูบารุ เอ็กซ์วี, ฟอร์ด อีโคสปอร์ต และนิสสัน จู๊ค โดยเราขอเปรียบเทียบเพียง 5 แบรนด์ ขอตัด 2 แบรนด์หลังออกเพื่อความกระชับของเนื้อหาและเลือกเปรียบเทียบเฉพาะรุ่นท้อปสุด



ในส่วนความสวยงามของรูปโฉมภายนอกเป็นเรื่อง นานาจิตตังที่เราไม่ขอออกความเห็น แต่ในของมิติตัวถัง ซูบารุ เอ็กซ์วี ยาวที่สุด รองลงมาเป็น ซี-เอชอาร์ ส่วนเอ็มจี แซดเอสกว้างที่สุด ขณะที่ความสูงจากพื้น ซี-เอชอาร์ เตี้ยที่สุด ซึ่งเป็นไปตามการออกแบบที่โตโยต้าตั้งใจเอาไว้ สอดคล้องกับระยะฐานล้อที่ยาวด้วย ในเชิงทฤษฎีวิศวกรรมย่อมส่งผลให้มีการโยนตัวน้อยกว่า รวมถึงน้ำหนักตัวรถที่มากกว่าคู่แข่งนับ 100 กิโลกรัม สเปคใกล้เคียงกับเอ็กซ์วี แต่ ซี-เอชอาร์ จะเตี้ยกว่า (ดูตารางประกอบ)

สำหรับ ระบบขับเคลื่อนของ ซี-เอชอาร์ มากับ 2 ทางเลือกเครื่องยนต์คือ แบบเบนซินขนาด 1.8 ลิตร 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว รหัส 2ZR-FBEกำลังสูงสุด 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตร ใน 2 รุ่นย่อยเริ่มต้นคือ 1.8 Entry และ 1.8 Mid


ส่วนอีกทางเลือกคือ เครื่องยนต์แบบเบนซินไฮบริด ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE กำลังสูงสุด 98 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 142 นิวตันเมตร ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาดกำลัง 53 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 163 นิวตันเมตร โดยเมื่อรวมกำลังระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์แล้วจะมีกำลังสูงสุด 122 แรงม้า ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สุดและลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดีด้วยสัดส่วนยอดจองรุ่นไฮบริดมากถึง 80% ของยอดจองทั้งหมด


ทั้งนี้เมื่อหันไปเปรียบเทียบสเปคกับคู่แข่งแล้ว ตัวเลขพละกำลังรวมดูเหมือนเป็นรองแต่ด้วยความเป็นระบบไฮบริด ซึ่งตามทฤษฎีจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องของการออกตัวที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้การออกตัวหรืออัตราเร่งทันใจ ตามพื้นฐานของรถไฮบริดทุกรุ่นของโตโยต้า รวมถึงข้อได้เปรียบในส่วนของอัตราการบริโภคน้ำมันที่ดีกว่า ตามมาตรฐานการวัดของอีโคสติกเกอร์ในประเทศไทย

เหนืออื่นใด สิ่งที่ ซี-เอชอาร์ แตกต่างจากคู่แข่งอีกประการคือการเลือกใช้ช่วงล่างหลังแบบ อิสระปีกนกคู่ เหมือนกับ ซูบารุ เอ็กซ์วี ขณะที่คู่แข่งเลือกใช้แบบคานแข็ง(ทอร์ชัน บีม) ผลลัพท์ในส่วนนี้จะเป็นอย่างไรขอให้รอติดตามอ่านในบทความเกี่ยวกับการทดลองขับของ ซี-เอชอาร์ ที่จะเสนอในเร็วๆ นี้


ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณเป็นคนรักษ์โลก ซี-เอชอาร์ ยังมาพร้อมกับอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำกว่าคู่แข่งด้วยตัวเลขเพียง 95 กรัม/กม. ส่วนระบบความปลอดภัย เมื่อมาทีหลังค่ายอื่นย่อมจะต้องไม่น้อยหน้า โตโยต้าจัดเต็มมาให้อย่างครบถ้วน (เฉพาะรุ่นท้อป) และเหนือกว่าเล็กน้อยด้วยจำนวนถุงลมนิรภัย 7 จุด เพิ่มตรงหัวเข่าเข้ามาด้วย



อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปถึงราคา ย่อมต้องเกิดคำถามว่า คุ้มหรือไม่ เนื่องจาก ซี-เอชอาร์ มีราคาค่าตัวที่สูงกว่าคู่แข่ง หากมองเฉพาะสเปคเพียงอย่างเดียว ยังมีออพชันบางรายการที่แบรนด์อื่นจัดมาให้ แต่ซี-เอชอาร์ยังไม่มี เช่นหลังคาซันรูฟ เป็นต้น

ดังนั้น จึงเป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่ท่านต้องตัดสินใจ ระหว่างกับความล้ำสมัยของเทคโลโลยีกับค่าตัวที่ต้องจ่ายเพิ่ม เราไกด์ไลน์ให้ว่าจากตารางหากซี-เอชอาร์ ประหยัดกว่าคู่แข่งราว 10 กม.ต่อการใช้น้ำมัน 1 ลิตร นั่นหมายความว่า หากท่านใช้รถไป 100,000 กม.(ตามระยะรับประกัน) ท่านจะประหยัดน้ำมันไปได้ราว 2,000 ลิตร คิดเป็นเงินเท่าไหร่ลองคูณราคาน้ำมันดูได้


ทั้งนี้ การคิดคำนวณจาก ระยะทางวิ่ง 1แสนกม. หารด้วยอัตราการบริโภคน้ำมันเฉลี่ย ซี-เอชอาร์ จะใช้น้ำมันราว 4,098 ลิตร คู่แข่งใช้ 6,097-6,298 ลิตร (เป็นการคิดคร่าวๆ ซึ่งจะแตกต่างจากการใช้งานจริงที่มีตัวแปรหลากหลาย) และ เพราะอยู่ในระยะรับประกันจึงไม่ต้องพะวงเรื่องแบตเตอรี่และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบไฮบริด แต่หากพ้นระยะรับประกันไปแล้วก็ตัวใครตัวมันนะครับ


อย่างไรก็ตาม เมื่อโตโยต้าปล่อย ซี-เอชอาร์ ออกมาแล้วโกยยอดขายไปได้ มีหรือที่ค่ายคู่แข่งจะอยู่นิ่งเฉย อย่างที่พอจะทราบกันบ้างแล้ว ฮอนด้า มีการเผยโฉม “เอชอาร์-วี” ไมเนอร์เชนจ์ ในประเทศญี่ปุ่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นอีกไม่นานเราจะได้เห็นในเมืองไทยอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับที่ มาสด้า ประเทศไทย ประกาศตอนต้นปีนี้ว่า จะมีโมเดลที่ไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวในปีนี้ ซึ่งคงจะเป็นรุ่นใดไปมิได้ นอกจาก “ซีเอ็กซ์-3”



ส่วนซูบารุ เอ็กซ์วี ที่เรานำมาเทียบด้วยนั้น เพราะเพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ ในช่วงปลายปีที่แล้ว(จริงๆ แล้วเป็นพี่น้องกับ ซี-เอชอาร์ด้วย) ใกล้เคียงกับ เอ็มจี แซดเอส ที่กระแสยังแรงในมุมของคำว่า คุ้มค่ากับราคาค่าตัวของรถไม่ถึง 8 แสนบาท และยังมีอีกหนึ่งโมเดลที่ประกาศลุยตลาดเซกเมนท์นี้ด้วยนั่นก็คือ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์” ที่จะมาช่วงกลางปี

ถึงบรรทัดนี้ สำหรับแฟนพันธ์แท้โตโยต้าที่ถอย ซี-เอชอาร์ไปแล้ว คงจะสุชสำราญใจกับการเอาใจของค่ายสามห่วงที่จัดหนักให้กับลูกค้าล็อตแรกด้วยกิจกรรมแบบเอ็กคลูซีฟหลายต่อหลายอีเว้นท์ ส่วนใครที่สนใจกำลังมองหาเอสยูวีขนาดเล็กไว้ใช้งานสักคัน เราขอให้บทความนี้มีส่วนช่วยในการพิจารณาเลือกรถคู่ใจให้ตรงกับความต้องการของท่าน จะเสียเงินทั้งทีก็ขอให้มีความสุข



กำลังโหลดความคิดเห็น...