xs
xsm
sm
md
lg

อีโคคาร์ ระเบิดศึก คิดก่อนซื้อ-ทุกค่ายจัดเต็ม

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ถึงคิวผู้บริโภคเป็นต่อ ตลาดอีโคคาร์ระอุ หลังซูซูกิ เปิดตัว “สวิฟท์” ภายใต้อีโคคาร์เฟสสอง ยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นทั้งความประหยัด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมความปลอดภัยเต็มพิกัด เปรียบเทียบสเปครุ่นต่อรุ่น ปอนด์ต่อปอนด์ ได้เปรียบหลายจุดรวมถึงราคาที่ต่ำกว่าเฟสสองด้วยกัน และสูงกว่าเฟสหนึ่งไม่มาก


เมื่อกล่าวถึงรถยนต์ “อีโคคาร์” เชื่อว่าคนไทยทุกคนคงรู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือ โปรดักซ์ แชมเปี้ยน ลำดับที่ 2 ของประเทศไทย ต่อจาก รถปิกอัพขนาด 1 ตัน ที่ประเทศไทยถือเป็นจ้าวตลาดและฐานการผลิตรถกระบะเซกเมนท์นี้ส่งออกไปขายยังทั่วโลก ซึ่งจากวันแรกของโครงการบนกระดาษผ่านมาเป็นเวลา 10 ปีเต็ม มีรถยนต์ออกมาสู่ตลาดตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552 ภายใต้โครงการอีโคคาร์ เฟสแรก ถึงกว่า 10 โมเดลจาก 5 แบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ นิสสัน, ฮอนด้า , ซูซูกิ , มิตซูบิชิ และโตโยต้า

เมื่อโครงการแรกประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม รัฐบาลในยุคต่อมาจึงสานต่อด้วยการเปิด อีโคคาร์ เฟสสอง ขึ้นเมื่อปี 2558 ดำเนินการอย่างต่อเนื่องกันไปไม่ให้ขาดตอน โดยเฟสสองนี้ มีค่ายรถเข้าร่วมมากกว่าเดิมและเข้มข้นกว่าเฟสแรกอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของตัวรถ ที่มีข้อกำหนดชัดเจนด้านความปลอดภัย,ประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามชื่อของ อีโคคาร์ (Ecology Car ไม่ใช่ economy car หรือรถราคาประหยัดแต่อย่างใด)

ซึ่งข้อกำหนดด้านตัวรถของเฟสสองที่สำคัญคือ ต้องมีอัตราการบริโภคน้ำมันต่ำกว่า 23.25 กม./ลิตร,ผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ ยูโร5 ปล่อยไอเสียน้อยกว่า 100 กรัม/กม. และมีระบบเสริมความปลอดภัยทั้งระบบป้องกันล้อล็อค ABS และระบบควบคุมการทรงตัว ESP เป็นมาตรฐานสำหรับทุกรุ่นย่อย นี่คือโจทย์สำคัญที่ค่ายรถในโครงการต้องผลิตรถให้ได้ตามสเปคนี้เท่านั้น แน่นอนว่า ผลประโยชน์ทั้งหมดตกกับผู้บริโภคอย่างไม่ต้องสงสัย ได้ใช้รถที่มีคุณภาพมากขึ้น

ที่เกริ่นนำมาทั้งหมดเพื่อบอกว่า “ซูซูกิ สวิฟท์” ใหม่ เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งเปิดตัวในเมืองไทยไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ถูกสร้างขึ้นภายใต้โครงการ “อีโคคาร์เฟสสอง” โดยทีมงานเอ็มจีอาร์มอเตอริ่งจับเอาสเปคมาเปรียบเทียบกับบรรดาคู่แข่งในตระกูลอีโคคาร์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเฟสแรกหรือเฟสสอง เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจของผู้บริโภคทุกท่านให้ได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนมากที่สุดก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์สักคัน

ซึ่ง เมื่อนำสเปคมาเปรียบเทียบกัน (ดูตารางประกอบ) ซูซูกิ สวิฟท์ จะมีความโดดเด่นขึ้นมาทันที เพราะการเป็นรถในโครงการ อีโคคาร์เฟสสอง ที่มีความเข้มงวดด้านตัวรถที่มากกว่าเฟสแรก และราคาค่าตัวที่เคาะออกมา แทบไม่แตกต่างจากคู่แข่งที่เป็นรถในโครงการอีโคคาร์ เฟสแรก ยิ่งเมื่อเทียบกับมาสด้า 2 ที่อยู่ในโครงการอีโคคาร์เฟสสองเหมือนกันแบบรุ่นต่อรุ่นแล้วจะพบความแตกต่างด้านราคาที่ห่างกันถึงประมาณ 2-5หมื่นบาทหรือราว 5-10% แต่ แน่นอนว่า เราจะไม่บอกว่ารถคันใดขับดีกว่ากัน

ขณะที่ มิตซูบิชิ มิราจ เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่อยู่ภายใต้เฟสสองเช่นเดียวกัน แต่ มิราจ เป็นโฉมไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งขยับปรับโฉมไปเมื่อปี 2558 หลังจากที่เริ่มทำตลาดครั้งแรกในปี 2555 ดังนั้นในแง่ความสดใหม่แทบไม่ต้องกล่าวถึงเพราะ ซูซูกิ สวิฟท์ เพิ่งจะเปิดตัวในตลาดโลกไปเมื่อปลายปี 2559 เรียกใหม่ สด ซิง ที่สุดในเวลานี้ โดยทั้งสองรุ่นนี้มีราคาใกล้เคียงกัน
เมื่อหันไปมองที่ขนาดตัวถัง ความยาวน้อยกว่าคู่แข่ง แต่ความกว้างนั้นมากที่สุด และเตี้ยที่สุด ซึ่งสองจุดนี้มีผลต่อการขับขี่โดยตรงทำให้ดีขึ้นชัดเจน (อ่านบททดสอบประกอบ)

สำหรับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตรตัวนี้ ทีมวิศวกรซูซูกิ ยอมรับว่า ปรับใหม่หมดเป็นสเปคสำหรับเมืองไทยเพื่อให้เข้าเงื่อนไขของอีโคคาร์เฟสสองโดยเฉพาะ ทำให้มีแรงม้าลดลงจากทั้งรุ่นเดิมและรุ่นที่ขายในตลาดโลก โดยมีเพียง 83 แรงม้า แรงบิด 108 นิวตัน เท่านั้น แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะผลลัพท์โดยรวมของการขับขี่ดีขึ้นกว่าโฉมก่อนหน้าโดยทุกคนที่ได้ลองขับไม่มีใครค้าน มีแต่คนสงสัยว่า เหตุใดจึงขับดีขึ้นกว่าเดิม ทั้งที่สเปคของกำลังเครื่องยนต์ลดลง คำตอบของทีมวิศวกรซูซูกิคือ การเซตอัพรถใหม่หมดทั้งโครงสร้างตัวถัง เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ให้สอดรับผสานกันอย่างลงตัว

มาดูในส่วนของอัตราการบริโภคน้ำมัน ตามสเปค เข้าเกณฑ์มาตรฐานที่ 23.3 กม./ลิตร (ผู้เขียนขับจริงได้ 18.5 กม./ลิตร ขึ้น-ลงเขาสลับไปมา) เทียบเบนซินด้วยกันก็จะดีกว่าคู่แข่งทุกรุ่น แต่จะเท่ากับ มาสด้า 2 เบนซิน และแย่กว่ามาสด้า 2 ดีเซล ที่สามารถทำตัวเลขได้ถึง 26.3 กม./ลิตร

สำหรับระบบความปลอดภัย ซูซูกิ สวิฟท์ จัดเต็มตามมาตฐานของเฟสสอง โดยมาครบทั้งระบบป้องกันล้อล็อค (ABS), ระบบกระจายแรงเบรก (EBD), ระบบควบคุมการทรงตัว (ESP),ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี(TCS), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HHC) และมีถุงลมนิรภัย(SRS) 6 ตำแหน่ง (คู่หน้า ,ด้านข้าง,ม่านข้าง) มีเพียงโตโยต้า ยาริส รุ่นเดียวที่มีถุงลมนิรภัยมากกว่า นอกนั้นมีเพียง 2 ตำแหน่ง ซึ่งไม่น่าแปลกใจเนื่องจากเปิดตัวมาทีหลังจะให้น้อยกว่า มันจะลำบากในการสื่อสารการขาย

ทั้งนี้ ทีมผู้บริหารของซูซูกิ ประกาศตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ของ สวิฟท์ เมื่อวันเปิดตัวไว้ที่ 15,700 คัน แต่แล้วหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 4 วัน ทีมงานแจ้งยอดจองรวมกว่า 1 พันคันแล้ว โดยเริ่มมีระยะเวลาในการรอรถราว 1 เดือน เรียบร้อยโรงเรียนซูซูกิ

ถึงบรรทัดนี้ ตลาดอีโคคาร์กลับมาร้อนแรงอย่างไม่ต้องสงสัย เหนือสิ่งอื่นใด มาสด้า 2 สามารถก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งขายดีที่สุดอันดับ 1 ในเซกเมนท์อีโคคาร์ประจำเดือน มกราคม 2561 ด้วยยอดขาย 2,436 คัน คงต้องจับตาให้ดีว่า สวิฟท์ที่เปิดตัวเดือนแรกจะทำยอดขายได้ขนาดไหน และเจ้าตลาดอย่าง โตโยต้าที่ปีนี้ประกาศเป้ารวมไว้สูงถึง 300,000 คัน จะลุยตลาดอย่างไร อีกทั้งยังมีนิสสัน ที่จ่อคิวลุ้น “โน๊ต อี-พาวเวอร์” เข้ามาเซอร์ไพร์สตลาดนี้อีกหนึ่งรุ่น มโนภาพแล้วคงได้แต่ยิ้มในใจ “ถึงคิวของผู้บริโภคบ้างละนาทีนี้”


กำลังโหลดความคิดเห็น...