xs
xsm
sm
md
lg

ตลาดรถปี 2561 สดใส ค่ายรถคาด 9แสนคันปัจจัยบวกล้น

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ค่ายรถประสานเสียง ฟันธงไปในทางเดียวกัน ตลาดรถยนต์ปีนี้แตะ “900,000 คัน”   เชื่อมั่นตลาดยังเดินหน้าเติบโตต่อไป เหตุจากการกระตุ้นของรัฐบาลที่ส่งผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจให้ก้าวหน้า สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคกล้าจับจ่ายใช้สอย เตือนระวังปัจจัยลบภาคเกษตรและค่าเงินที่แข็งอาจส่งผลกระทบได้

จากรายงานสรุปยอดขายรถยนต์ประจำปี 2560 ที่ระบุตัวเลข 871,650 คัน เติบโต 13.4% นับเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ตลาดเติบโตขึ้น สำหรับปีนี้ทีมงานMGR มอเตอริ่ง รวบรวมความเห็นจากผู้บริหารค่ายรถยนต์ชั้นนำในเมืองไทย ว่ามีความเห็นเป็นอย่างไรบ้างกับตลาดรถยนต์ในปีนี้ เริ่มกันที่เจ้าตลาด

มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยจำกัด

ตลาดรถยนต์ไทยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 900,000 คัน เพิ่มขึ้น 3-4% จากปีก่อนหน้าที่มียอดขายประมาณ 870,748 คัน โดยมีปัจจัยสำคัญคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ผลักดันให้ GDP ของประเทศไทยเติบโต  รวมถึงความมั่นใจของผู้บริโภคที่ฟื้นตัวดีขึ้นและเงื่อนไขทางการเงินที่เอื้ออำนวยเช่น ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ผู้บริโภคซื้อรถยนต์ได้ง่ายขึ้น ส่วนปัจจัยเรื่องการสิ้นระยะเวลาถือครองรถของโครงการรถคันแรกนั้น ไม่ส่งผลต่อยอดขายโดยรวมแต่อย่างใด


สำหรับโตโยต้าในปีที่ผ่านมามียอดทั้งสิ้น 240,137 คัน ลดลง 2.0 % แต่ปีนี้ โตโยต้าตั้งเป้าหมายการขายสำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศไว้ที่ 300,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 113,000 คัน เพิ่มขึ้น 17.0 % รถเพื่อการพาณิชย์ 187,000 คัน เพิ่มขึ้น 30.3 % และรถกระบะ 1 ตันรวมรถกระบะดัดแปลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 157,000คัน เพิ่มขึ้น 17.6 %


ส่วนกลยุทธ์ในปีนี้ จะเน้น 4 เทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นมาตรฐานของยานยนต์ในอนาคต ประกอบด้วย ระบบไฮบริดเจเนอเรชั่นใหม่ สอง นวัตกรรมโครงสร้างใหม่ TNGA (Toyota New Global Architecture) สาม ระบบความปลอดภัยใหม่ที่มีมาตรฐานระดับโลก และสี่ระบบนำทางและเชื่อมต่อผู้ขับขี่รถยนต์ (Toyota T-connect Telematics) ซึ่งทั้งหมดเราจะเริ่มนำเสนอเป็นครั้งแรกในรถขับเคลื่อนคอมแพคเอสยูวี รุ่นใหม่ โตโยต้า C-HR ซึ่งเตรียมจะเปิดตัวในเดือนมีนาคม ที่จะถึงนี้

ปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

ตลาดรถยนต์เมืองไทยในปี 2560 มียอดจำหน่ายรวมระดับ 870,000 คัน ซึ่งสูงกว่าการประมาณการตอนต้นปีที่ระดับ 810,000 คัน สำหรับการคาดการณ์ในปี 2561 นั้น ตลาดรถยนต์โดยรวมของไทยจะมียอดจำหน่ายในระดับ 900,000 คัน เพิ่มจากปี 2560 ประมาณ 4% โดยมีปัจจัยบวกคือ การส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในภาคส่วนต่างๆ สำหรับปัจจัยลบนั้นคือราคาพืชผลการเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัว เช่น ยางพารา ปาล์ม เป็นต้น และความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองในประเทศต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก อีกทั้งมาตรการสนับสนุนด้านภาษี 1.5 เท่าของรัฐบาลก็สิ้นสุดลงในปี 2560 ด้วย

พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

จากแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 ทำให้คาดว่ายอดขายตลาดรวมรถยนต์ในปี 2561 จะเติบโตขึ้นในระดับใกล้เคียงกับ GDP (3-4%) โดยเพิ่มขึ้นจาก 870,000 คัน เป็นประมาณ  900,000 คัน ทั้งนี้มาจากปัจจัยหลายอย่าง อาทิ การส่งออกที่ขยายตัวขึ้น การลงทุนภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ตลาดเงินตลาดทุนขยายตัว การเมืองที่ค่อนข้างนิ่ง และที่สำคัญผู้ซื้อรถยนต์ในโครงการรถคันแรกซึ่งจะกลับเข้ามาซื้อรถใหม่ หลังจากที่พ้นเงื่อนไขห้ามขายภายใน 5 ปี ไปแล้ว


ในปี 2561 ฮอนด้าเองจะยังคงเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการขับขี่ที่ทันสมัยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมยกระดับการบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า โดยคาดการณ์ยอดจำหน่ายในปี 2561 ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา


ปีที่ผ่านมาฮอนด้ามียอดขายทั้งสิ้น 127,768 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 32.2 % อีกทั้งยังครองอันดับ 1 ใน 3 เซกเมนต์หลักทั้งคอมแพคท์ ซับคอมแพคท์ และเอสยูวี พร้อมเดินหน้าพัฒนารถและการบริการเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นลูกค้า

ชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ภาพรวมตลาดปี 2560 ตลาดปิดที่ระดับ 870,000 คัน ส่วนในปี 2561 คาดว่าจะเติบโตขึ้นได้ราว 5% มาอยู่ที่ระดับ 920,000 คัน เนื่องจากตลาดมีความคึกคักมากขึ้น แนวโน้มจากปลายปีที่แล้ว ที่ยอดจองสูงเกินคาด พร้อมกับปัจจัยบวกทางด้านเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับมา ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐและการหมดโครงการรถคันแรกทำให้ผู้บริโภคเริ่มทยอยเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่ รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของค่ายต่างๆ ทำให้ภาพรวมตลาดรถยนต์เติบโตขึ้นได้

มาสด้ามองว่ายอดขายปีนี้ของเราน่าจะเพิ่มสูงกว่า 60,000 คันหรือเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 15 % ครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 6 % จากที่ปีที่แล้วขายได้ 51,355 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 21 % ครองส่วนแบ่งการตลาด 5.9 % ส่วนกลยุทธ์ที่จะทำให้บรรลุเป้านั้น มาสด้าจะเน้นการบริการทั้งก่อนและหลังการขายด้วยการเสริมศักยภาพของทีมงาม รวมถึงการแนะนำรถใหม่เข้าสู่ตลาดอีก 4 รุ่น ควบคู่ไปกับกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดได้เพิ่มช่องทางการสื่อสารเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น

โมะริคาซุ ชกคิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

“คาดการณ์ว่าตลาดจะไปอยู่ที่ระดับ 900,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 3% เนื่องจากปัจจัยบวกทั้ง การลงทุนของภาครัฐที่จะช่วยทำให้ GDP เติบโตต่อเนื่อง ราคาพืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะข้าวดีขึ้น การท่องเที่ยวยังคงดีและบูมได้ ดังนั้นจึงคาดว่าตลาดน่าจะอยู่ในทิศทางบวกต่อไป

ส่วนปัจจัยลบที่อาจจะส่งผลกระทบก็มีบ้างเช่น ค่าเงินบาท ที่แข็งค่ามากขึ้นเกิน ปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับมือได้ แต่หากไม่ดูแลและปล่อยให้แข็งไปมากกว่านี้จะส่งผลกระทบกับการส่งออกได้ สำหรับมิตซูบิชิเองใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถเพื่อส่งออกไปทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศญี่ปุ่น

สำหรับยอดขายในปี 2017 มิตซูบิชิ จำหน่ายได้ทั้งสิ้น 69,737 คัน เติบโตขึ้น 26% ครองส่วนแบ่งการตลาด 8% และปีนี้จะมีการเปิดตัวรถใหม่ 2 รุ่น ปรับปรุงโฉม 3 รุ่น และรุ่นพิเศษอีก 4 รุ่น และหนึ่งในรถใหม่ที่กล่าวนั้นมี มิตซูบิชิรุ่น เอ็กซ์แพนเดอร์ (Xpander) จากอินโดนีเซีย เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยด้วย ส่วนปีนี้ มิตซูบิชิ ตั้งเป้าจะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้นกว่า 8% และภายใน 3 ปีข้างหน้า ขยายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 250 แห่งจากปัจจุบัน 217 แห่ง

วัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

ปี 2560 ตลาดปิดที่ 870,000 คัน ส่วนปี 2561 เชื่อว่าตลาดรวมจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกราว 5% น่าจะปิดยอดขายได้ที่ 900,000 คัน โดยรถเล็กและเอสยูวีมีการขายเพิ่มขึ้น สำหรับรถเล็กสืบเนื่องมาจากโครงการรถคันแรก เริ่มหมดลง ลูกค้าเริ่มทยอยเปลี่ยนรถกันมากขึ้น เศรษฐกิจเริ่มมีทิศทางที่ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น

ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

เฉพาะส่วนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ปี2560 มียอดขาย 14,484 คัน เติบโตขึ้น23%  ครองแชมป์กลุ่มตลาดรถยนต์หรูระดับพรีเมี่ยมเป็นปีที่ 17 ติดต่อกัน ในแง่ภาพรวมของตลาดรถยนต์นั่งปีที่แล้วอยู่ราว 390,000 คัน ส่วนปีนี้คาดว่าจะเติบโตขึ้นราว 3-5% มาอยู่ที่ระดับ 410,000 คัน มั่นใจว่าตลาดน่าจะโตด้วยปัจจัยจากการลงทุนของภาครัฐ ประกอบกับ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยอดขายรถยนต์ดีขึ้นตามไปด้วย

สำหรับปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเดิมไตรมาสแรกด้วยการเสริมแกร่งกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง ผ่านการแต่งตั้งผู้จำหน่ายรถยนต์แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการกว่า 11 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งเตรียมขนทัพยนตรกรรมรุ่นใหม่มากกว่า 10 รุ่น ครบครันในทุกเซกเม้นต์ ทั้งคอมแพคคาร์ รถในฝัน เอสยูวี และรถหรูหราที่ทันสมัย มาร่วมสร้างสีสันให้กับตลาดรถยนต์หรูตลอดทั้งปี

กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

เชื่อว่าตลาดรถยนต์ในประเทศไทย จะยังคงมีแนวโน้มในด้านบวกต่อไป ทั้งในส่วนของยอดขายและในส่วนของการผลิตในภาพรวม โดยเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อลดมลภาวะและลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอิน-ไฮบริด (PHEV) และยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่ดูจากมาตรการในการสนับสนุนผู้ผลิตจากทางภาครัฐที่ประกาศมาแล้วนั้น ผมยังเชื่อมั่นว่า การสนับสนุนผู้ใช้ยานยนต์ทั้ง 2 แบบ น่าจะมีมาตรการสนับสนุนเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจและรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคมากขึ้น อันจะช่วยให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างยุคของระบบการใช้เครื่องยนต์แบบสันดาปภายในไปสู่ยุคของการใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อลดมลภาวะได้ในเวลาอันใกล้นี้ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สำหรับตัวเลขยอดขายปีที่ผ่านมา ถือเป็นผลงานที่น่าประทับใจจากทั้ง 3แบรนด์ ทั้งรถบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และรถมอเตอร์ไซด์ รวมกันสูงถึง 11,030 คันเติบโตขึ้น 39 % จากปีก่อนหน้านี้ ถือเป็นครั้งแรกที่สร้างสถิติยอดขายรวมต่อปีด้วยตัวเลขหลักหมื่นและเป็นยอดขายต่อปีที่ดีที่สุดของบริษัทสำหรับทั้ง 3 แบรนด์ โดยเฉพาะบีเอ็มดับเบิลยู ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตปีต่อปีถึง 43 % ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก

ยุคนธร วิเศษโกสิน ประธานฟอร์ด อาเซียน และกรรมการผู้จัดการฟอร์ด ประเทศไทย


ตลาดรถยนต์ของประเทศไทยในปี 2561 ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปี 2560 ด้วยปัจจัยหนุนต่างๆ เช่น เศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวตามลำดับ การลงทุนของภาครัฐและมาตรการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงรถที่ทยอยพ้นโครงการรถคันแรก ส่งผลให้เกิดความต้องการซื้อรถคันใหม่ อีกทั้งฟอร์ดเชื่อมั่นว่าผู้ผลิตรถยนต์ค่ายต่างๆ จะยังคงทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศให้เติบโตมากขึ้น แต่จะมากหรือน้อยเพียงใด ต้องรอประเมินสถานการณ์ในช่วงไตรมาสหนึ่งและสอง แต่คาดว่าตลาดจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 5%

สำหรับตัวเลขของฟอร์ดปีที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์คือ 37 % ด้วยยอดขาย 56,156 คัน และถือเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ฟอร์ดโตสวนทางกับตลาดรถยนต์โดยครองส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 1.1 % จาก 5.3% เป็น 6.4 % และในปีนี้ไตรมาสแรก ฟอร์ด เตรียมเปิดตัวรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กระบะสานพันธ์แกร่ง สมรรถนะสูง ในวันนี้ (วันที่ 7 กุมภาพันธ์) ต้องติดตามกันดูว่าจะเด็ดแค่ไหน

พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ตลาดรถยนต์มีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นเป็นปีที่สอง ทั้งนี้คาดว่าตลาดรถยนต์โดยรวมน่าจะเติบโตขึ้นราว 10% หรือประมาณ 950,000 คัน ทั้งนี้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตส่งผลต่อการส่งออกของไทยดีไปด้วย การลงทุนภาคเอกชนก็จะเติบโตจากการส่งออกโดยเฉพาะการอุตสาหกรรมการผลิต นอกจากนี้ปริมาณนักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มสูงขึ้น การบริโภคภาคเอกชนจะดีขึ้นโดยเฉพาะผู้มีรายได้สูงและปานกลาง รวมถึงมาตรการภาครัฐในการขจัดความยากจนจะช่วยการบริโภคของผู้มีรายได้น้อยให้สูงขึ้น

หากพิจารณาอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์เทียบอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์จะดีกว่าเศรษฐกิจประมาณเท่าตัว ดังนั้นเศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะเติบโตขึ้นประมาณ 4% สำหรับเอ็มจีปีที่แล้วมียอดจำหน่ายถึง 12,000 คัน และปีนี้ตั้งเป้าไว้ 30,000 คัน มากกว่าเท่าตัวของปีทีผ่านมา และคิดว่าทิศทางรถอินเตอร์เน็ต คาร์ยังอยู่ในกระแส บวกกับผู้ผลิตรายอื่นจะมีการแนะนำรูปแบบอินเตอร์เน็ตมากขึ้น
ถึงบรรทัดนี้ ทุกค่ายต่างมีมุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดรถยนต์ของปีนี้ และทุกค่ายคาดว่าจะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอนแทบ ที่สำคัญทุกยี่ห้อมองตัวเลขยอดขายทั้งปี ไปในทิศทางเดียวกัน คือประมาณ 900,000 คัน อัตราเติบโตอยู่ระหว่าง 3-5% โดยไม่มีใครมองลดลงหรือทรงตัว ทั้งนี้จากปัจจัยรอบด้านที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริโภคในการเป็นเจ้าของรถยนต์สักคัน ส่วนจะเป็นไปตามเป้าที่คาดไว้ได้หรือไม่ ปลายปีนี้คงทราบกัน


กำลังโหลดความคิดเห็น...