xs
xsm
sm
md
lg

ส่องยุทธศาสตร์รุ่นใหญ่ดีทรอยต์ ทุ่มปั้นรถไฟฟ้า-ต่อยอดกำไรSUV

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เชฟโรเล็ต โบลต์ อีวี หนึ่งในความหวังบนเส้นทางรถไฟฟ้าของจีเอ็ม
สองผู้เล่นชั้นนำจากดีทรอยต์เปิดวิสัยทัศน์สู่อนาคตในระยะเวลาห่างกันเพียงวันเดียว ดูรวมๆ แผนของทั้งจีเอ็มและฟอร์ดยังละม้ายกันมาก แน่นอนว่า เป้าหมายที่พลาดไม่ได้ของยุคสมัยนี้คือการทุ่มเทพัฒนารถไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการผ่องถ่ายนี้ ทั้งคู่ยังไม่คิดตัดขาดเครื่องยนต์สันดาปภายในแต่จะปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนั้นสองบริษัทยังตระหนักถึงความสำคัญของเอสยูวีและปิ๊กอัพที่แรงดีไม่มีตกในตลาดอเมริกาและจีน รวมทั้งบริการและเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ

วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม เจเนอรัล มอเตอร์ (จีเอ็ม) ค่ายรถใหญ่สุดแดนอินทรี ประกาศเปิดตัวรถไฟฟ้าใหม่ 2 รุ่นภายใน 18 เดือนข้างหน้า และรถไฟฟ้าและเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนอีก 20 รุ่นภายในปี 2023 ซึ่งจะอัดฉีดด้วยกำไรก้อนโตจากยอดขายปิ๊กอัพและเอสยูวีที่ใช้น้ำมันในอเมริกาและจีน

มาร์ค รอยซ์ ประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั่วโลกของจีเอ็ม บอกว่า บริษัทเชื่อมั่นในอนาคตของรถไฟฟ้าโดยจะประเดิมตลาดนี้ด้วยเชฟโรเล็ต โบลต์ อีวี ซึ่งจะเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่วิ่งได้ไกลกว่า 321 กิโลเมตรในราคาไม่ถึง 40,000 ดอลลาร์

ปัจจุบัน บริษัทรถหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงผู้นำรถไฟฟ้าอย่างเทสลา ขาดทุนกับรถไฟฟ้าจากต้นทุนแบตเตอรี่ที่ยังแพงมากเมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน

สำหรับจีเอ็มอาจถือว่า ได้เปรียบคู่แข่งหลายราย เพราะมีเงินถุงเงินถังจากรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีเก่าที่ยังคงได้รับความนิยมจากฐานลูกค้าหลักในอเมริกามาอัดฉีดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เทียบกับเทสลาที่คาดว่า หมดเงินไปแล้ว 10,000 ล้านดอลลาร์แต่ยังไม่เคยโชว์ผลกำไรรวมตลอดทั้งปี

ปีที่แล้ว กำไรก่อนหักภาษีกว่า 90% จากทั้งหมด 12,500 ล้านดอลลาร์ของจีเอ็มมาจากอเมริกาเหนือที่ดีมานด์เอสยูวีและปิ๊กอัพแรงดีไม่มีตก

ก่อนหน้านี้ จีเอ็มเคยเปิดแผนดัดแปลงรถไฟฟ้าบางรุ่นเป็นฟลีตแท็กซี่ไร้คนขับ และแย้มภาพต้นแบบรถไฟฟ้า 3 รุ่น ได้แก่ เอสยูวี “บูอิก”, สปอร์ตวากอน “คาดิลแลค” และพ็อดคาร์ “โบลต์”

รถเซลล์เชื้อเพลิงมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของจีเอ็มเช่นเดียวกัน โดยในงานแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (2) มีการโชว์ต้นแบบแพล็ตฟอร์มรถพลังงานไฮโดรเจนชื่อว่า SURUS และแย้มแผนการเปิดตัวรถเซลล์เชื้อเพลิงภายใน 5 ปี

รอยซ์ยังเชื่อว่า นอกจากเป็นส่วนหนึ่งในตลาดค้าปลีกแล้ว รถเซลล์เชื้อเพลิงยังมีช่องทางในตลาดยานยนต์ภาคธุรกิจ และการทหาร

อนึ่ง เมื่อเดือนกันยายน แมรี บาร์รา ประธานบริหารจีเอ็ม ประกาศชัดเจนว่า จะส่งรถไฟฟ้าหรือไฮบริด 10 รุ่นลงตลาดจีน รวมทั้งตั้งโรงงานแบตเตอรี่ร่วมกับเจ้าถิ่น เอสเอไอซี มอเตอร์ ในปี 2020 โดยรถไฟฟ้าบางรุ่นในจำนวนนี้เป็นส่วนหนึ่งของรถใหม่ 20 รุ่นที่จะเปิดตัวภายในปี 2023

จีนถือเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดของโลก และเมื่อไม่นานมานี้ ปักกิ่งกำหนดโควตายอดขายรถไฟฟ้าและปลั๊ก-อิน ไฮบริดว่า ต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 1 ใน 5 ของยอดขายรถทั้งหมดภายในปี 2025

อย่างไรก็ตาม จีเอ็มยังไม่มีแผนตัดขาดจากรถใช้น้ำมัน โดยรอยซ์บอกว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้า บริษัทจะพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการปล่อยไอเสียให้น้อยลง

นอกจากนี้ จีเอ็มยังเตรียมรวมปฏิบัติการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย โอเชียเนีย และอเมริกาใต้เข้าด้วยกันเป็นองค์กรใหม่ที่ประจำอยู่ในดีทรอยต์ มีผลตั้งแต่ปี 2018 เพื่อสานต่อแผนการถอนตัวจากตลาดที่ขาดทุน และโยกทรัพยากรไปอัดฉีดโครงการรถไฟฟ้าที่เป็นอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์แทน

ช่วง 5 ปีมานี้ จีเอ็มเดินหน้าลดขนาดปฏิบัติการนอกอเมริกาเหนืออย่างต่อเนื่อง เช่น ยุติการผลิตในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในไทย และขายธุรกิจในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอเปิล ให้เปอโยต์ของฝรั่งเศส

เช่นเดียวกับฟอร์ด มอเตอร์ ค่ายรถชั้นนำอีกแห่งของอเมริกา ที่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3) จัดงานพบปะนักลงทุนเพื่อแจ้งว่า จะมีการปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อให้บริษัทพร้อมสำหรับการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยการโยกทรัพยากรจากรถแบบเดิมๆ ไปยังเอสยูวีและปิ๊กอัพ ลงทุนในรถไฟฟ้า-ไฮบริด และบริการไฮเทค รวมทั้งเปลี่ยนไปใช้ระบบการผลิตอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุน 14,000 ล้านดอลลาร์ใน 5 ปี

จิม แฮ็กเก็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของฟอร์ด แถลงว่าบริษัทจะอ้าแขนรับพันธมิตรมากขึ้นเพื่อกระจายต้นทุนและความเสี่ยงในการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการใหม่ๆ อาทิ การขนส่งทางการแพทย์ ไรด์เฮลลิ่ง และบริการส่งอาหาร จากปัจจุบันที่ฟอร์ดให้บริการชัตเติลบัสในชื่อแชเรียตใน 4 เมืองของอเมริกา และเตรียมขยายไปยังเมืองอื่นๆ ปลายปีนี้

พันธมิตรล่าสุดของฟอร์ดคือลิฟต์ ผู้ให้บริการไรด์เฮลลิ่งที่ตกลงว่า ในอนาคตจะให้บริการด้วยรถอัตโนมัติของฟอร์ด นอกจากนั้นฟอร์ดยังร่วมมือกับมหินทรา ผู้ผลิตรถจากอินเดีย และเซ็นสัญญาโครงการขนส่งกับรัฐบาลมุมไบ และมีแนวโน้มเป็นพันธมิตรกับบริษัทรถไฟฟ้าจีน Zotye

ขณะเดียวกัน แม้กระแสรถไฟฟ้ากำลังมาแรง แต่ฟอร์ดกำหนดสัดส่วนกำลังผลิต 1 ใน 3 เป็นรถเครื่องยนต์สันดาปภายในในปี 2030 ซึ่งเป็นปีที่หลายชาติในยุโรปเสนอแบนรถใช้น้ำมัน

ฟอร์ดยังมุ่งมั่นไล่ตามให้ทันคู่แข่งในด้านต่างๆ เช่น การกำหนดเป้าหมายติดตั้งโมเด็มในตัวในรถทุกรุ่นทุกคันที่ขายในอเมริกาภายในปี 2019 และในรถ 90% ที่ขายทั่วโลกในปี 2020 เพราะฟีเจอร์เหล่านี้ ซึ่งรวมถึงความสามารถในการใช้งานร่วมกับโทรศัพท์และอุปกรณ์อื่นๆ อย่างง่ายดายจะช่วยดึงดูดลูกค้าได้อีกทาง

ในส่วนนี้จีเอ็มก้าวล้ำไปไกลโข เพราะลงมือติดตั้งการเชื่อมต่อบรอดแบรนด์ในตัวในรถที่ขายในอเมริกามาตั้งแต่ปี 2015 และขณะนี้รถ 7 ล้านคันของจีเอ็มทั่วโลกมาพร้อมระบบ 4G

สำหรับแผนการลดต้นทุน 14,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปีนั้น จะมาจากการลดต้นทุนวัสดุและวิศวกรรมลง 20% รวมทั้งลงทุนในโรงงานที่ใช้พื้นที่น้อยลงและใช้หุ่นยนต์มากขึ้น นอกจากนี้ภายในปี 2022 บริษัทจะลดการลงทุนในเครื่องยนต์สันดาปภายในลง 1 ใน 3 และนำเงินที่ประหยัดได้ไปส่งเสริมการพัฒนารถไฟฟ้าและไฮบริด เพิ่มเติมจากงบที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ 4,500 ล้านดอลลาร์

ฟอร์ดกำลังมองหาลู่ทางสร้างรถไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ที่มีกำไรยั่งยืนด้วยการตั้ง “ทีมเอดิสัน” เร่งรัดการพัฒนารถไฟฟ้าระดับโลกภายใต้ภารกิจในการ “คิดใหญ่ ตัดสินใจทันท่วงที” เพื่อเฟ้นหาพันธมิตรด้านรถไฟฟ้าซึ่งรวมถึงซัปพลาย เออร์ในบางตลาด
กำลังโหลดความคิดเห็น...