xs
sm
md
lg

เรนเจอร์ ใหม่ ดีคงเดิมเติมความสด

เผยแพร่:

แม้จะโดนทั้งศึกในศึกนอกแต่ “ฟอร์ด”ยังกัดฟัน ประคองธุรกิจในไทยอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะพยายามจัดหลังบ้าน ณ โรงงานเอเอที ระยอง ซึ่งโดนสหภาพประท้วงเรื่องสวัสดิการ จนการผลิตหยุดชะงักชั่วคราวเมื่อปลายปีที่แล้ว รวมถึงลดกำลังผลิตจาก 1.7 แสนคัน เป็น 1.3 แสนคันในปีนี้ พร้อมเตรียมโยกพนักงานที่เกินในสายการผลิตไปอยู่ในไลน์ของ เฟียสต้า(มาสด้า 2) ที่จะเปิดตัวปีหน้า…ฟอร์ด“ซอฟต์ แลนด์ดิ้ง”ก่อนเพื่อน!

ขณะเดียวกันก็พยายามรัดเข็มขัดในส่วนบริหารจัดการ ไม่ว่าจะย้ายสำนักงานฟอร์ด เอเชียแปซิฟิกและแอฟริกาไปอยู่เมืองจีน หรือการเขี้ยวกับเม็ดเงินทุกก้อนที่จะนำมาใช้ในการตลาด-ประชาสัมพันธ์ของฟอร์ด ประเทศไทย ดังนั้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจึงไม่ค่อยเห็นฟอร์ดออกมาเรียกร้อง หรือวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลมากนัก ซึ่งต่างจากพวกรถญี่ปุ่น และค่ายรถสัญชาติเดียวกันอย่างจีเอ็ม...เรียกว่าสงบเสงี่ยมเจียมตัว และหันมาจัดการในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ดีกว่า
อย่างเรื่องโปรดักต์ถ้ามองอีกแง่(ดี) ปีนี้ก็ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เพราะตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ก็มุ่งกับการเคลียร์สต็อกให้ทั้งโฟกัส และเรนเจอร์ โฉมเก่าจนเรียบวุธ เพื่อปูทางให้รุ่นไมเนอร์เชนจ์ โดยเก๋งคู่บุญนั้นเพิ่งจะมีรถครบไลน์ไปเมื่อเร็วๆนี้ ขณะที่เรนเจอร์ ใหม่ เลื่อนแผนมาจากปลายปีที่แล้ว ก็เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ดังนั้นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ของโฟกัส-เรนเจอร์-เอเวอเรสต์(กลางปี) และเอสเคป ใหม่ อี20(ปลายปี)ที่เรียงหน้าจ่อคิวเปิดตัว จึงทำให้ฟอร์ดมีอาวุธหลากหลาย รองรับศึกโหดที่จะเกิดขึ้นในตลาดรถยนต์ปีนี้

แน่นอนว่าโปรดักต์ปั้นยอดคงหนีไม่พ้น“เรนเจอร์ ใหม่”โดยผู้บริหารฟอร์ดหวังใจว่าจะขายให้เท่ากับปีก่อน ที่จำนวน 7,000 คัน จากยอดขายรวมทุกรุ่น 9,000...ซึ่งแผนงานลำดับต้นๆเพื่อประชาสัมพันธ์ “ปิกอัพคันแกร่ง”หลังการเปิดตัวคือการจัดทริปให้ผู้สื่อข่าวได้ลองขับ

สำหรับทริปดังกล่าวเป็นงานระดับภูมิภาค โดยฟอร์ดเชิญทั้งนักข่าวไทย เวียดนามอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มาทดสอบกับเส้นทาง กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี-ราชบุรี ระยะทางรวมกว่า 500 กิโลเมตร(2 วัน)
ไมเนอร์เชนจ์ อะไรใหม่

เรนเจอร์ ไมเนอร์เชนจ์ ไม่มีการปรับรายละเอียดทางวิศวกรรมของ เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และช่วงล่าง และอย่างที่เห็นกับหน้าตาสดใหม่ ดูโฉบเฉี่ยวเร้าใจ ทิ้งความเป็นกระบะอนุรักษ์นิยมไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งกระจังหน้า 3 แถบและปั๊มชื่อรุ่นเรนเจอร์ ซึ่งดึงเอกลักษณ์มาจากแลนโรเวอร์ อดีตรถในเครือ ส่วนไฟหน้าทรงเรียวใหม่พร้อมปรับลายละเอียดภายในโคม รวมถึงไฟตัดหมอกก็มากับกรอบใหม่ ด้านล้ออัลลอยด์ขนาด 15 และ 16 นิ้วลายใหม่ ส่วนไฟเลี้ยว LED ฝังที่กระจกมองข้างจะติดตั้งมาให้เฉพาะรุ่น

อย่างไรก็ตามในรุ่นไวล์ดแทรก ที่ฟอร์ดเคยเปิดตัวเป็นแบบลิมิเต็ดอิดิชันในปีที่ผ่านมา แต่กับเรนเจอร์ ใหม่นี้ จะเข้ามาเป็นรุ่นปกติในไลน์ กับ 3 ทางเลือกคือ ไฮ-ไรเดอร์(ยกสูง) ตัวถังโอเพ่นแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ รวมถึงรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ตัวถังดับเบิ้ลแค็บ โดยจะมาพร้อมชุดแต่งรอบคัน ทั้งบันไดข้าง กาบตกแต่งด้านข้างและท้าย แร็คหลังคา สปอร์ตบาร์ บาร์เสริมขอบกระบะ และเพิ่มความเท่ด้วยพื้นปูกระบะ และสติกเกอร์ Wildtrack ข้างประตูซ้าย-ขวา

สำหรับการตกแต่งภายในยังเหมือนเดิมทุกประการ แต่ที่จะเปลี่ยนไปบ้างเห็นจะเป็นลายเบาะผ้า และมาตรวัดทรงกลม 3 ช่อง ที่แสดงผลและเรืองแสงเป็นสีส้ม(จากเดิมเป็นเขียว)
ลองขับครบรส

ผมยังจำความรู้สึกกระแทกกระทั้น กระโดดกระเด้งกับการทดสอบเรนเจอร์ตัวเดิม เมื่อ 3 ปีก่อนที่เกาะสมุยได้เป็นอย่างดี ซึ่งทริปนั้นได้พาหนะหลักเป็นรุ่น ไฮ-ไรเดอร์ ขับ2ยกสูง โดยใช้วิ่งรอบเกาะอยู่ครึ่งวัน...เล่นเอาปวดตับต่ออีกครึ่งคืน

มาครั้งนี้มีโอกาสได้ลองหลายรุ่น แต่ผมเริ่มขับออกจากกรุงเทพด้วยรุ่นท็อปสุดในไลน์คือ ไวล์ดแทรก ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ตัวถังดับเบิ้ลแค็บ ราคา 9.12 แสนบาท

ความรู้สึกที่ได้ลองขับไปสัก 10-20 กิโลเมตรแรก คือ ทำไมรถมันนิ่มกว่าเดิม?...ไหนทีมงานว่าไม่ได้ปรับเซ็ทอะไรใหม่ไง?...ไม่เป็นไรขับๆไปก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน!

พละกำลังจากเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร แรงบิด 380 นิวตัน-เมตร ยังเชื่อขนมกินได้เหมือนเดิม อัตราเร่งยังมาทันอกทันใจ แรงไม่ตกตั้งแต่รอบต่ำต่อเนื่องไป 3,000-4,000 รอบ
ต้องชมเครื่องยนต์ WEC ที่ผสานการทำงานกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 5 สปีด แบบดูอัลแมสฟลายวีล ที่ถ่ายทอดพละกำลังได้ต่อเนื่อง เปลี่ยนเกียร์ได้ไหลลื่นนุ่มนวล....เรียกว่าเครื่องยนต์บล็อกนี้กับชุดเกียร์ น่าจะดีที่สุดในปิกอัพ 1 ตันที่มีขายในบ้านเรา

นอกจากนี้ฟอร์ดยังเป็นเจ้าเดียวที่ใส่ยางแบบออลเทอเรนมาเป็นมาตรฐานในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และรุ่นขับสองยกสูง จึงทำให้ช่วงล่างที่เซ็ทมาแน่นปึกอยู่แล้วบวกกับยางคุณภาพ จึงทำให้การเกาะถนนหนึบหนับ ทางตรงทางโค้งยังให้ความมั่นใจ ด้านเบรกและการชะลอหยุดมาแบบสมเหตุสมผล ระยะเบรกกับแรงกดของเท้าขวาสัมพันธ์ กะคะเนได้แม้จะเป็นครั้งแรกที่ขับ

หลังขับมาแถวๆราชบุรี กับระยะทาง 160 กิโลเมตร ผมจึงเปลี่ยนรถเป็นรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร เกียร์ธรรมดา แต่คราวนี้ทำให้ข้อสงสัยใน 10 -20 กิโลเมตรแรกหายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะความรู้สึกเดิมๆมันกลับมาแล้ว

ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ยังมาพร้อมช่วงล่างแบบดิบแข็ง รู้สึกถึงแรงกระเทือนจากพื้นถนนได้มากกว่ารุ่นแรกที่ได้ขับ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเซ็ทช่วงล่างที่ต่างกัน พร้อมกับลักษณะกายภาพ น้ำหนักรถเปล่า และการกระจายน้ำหนัก ที่รวมๆแล้วทำให้รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อรู้สึกนุ่มกว่า รุ่นขับเคลื่อนสองล้อปกติ และแบบยกสูงอยู่พอสมควร ซึ่งในรุ่นเดิมนิสัยก็เป็นแบบนี้ครับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง (แต่ผมลืมเอง)
อย่างไรก็ตามเรนเจอร์รุ่น เครื่องยนต์ WLC 2.5 ลิตร 330 นิวตัน-เมตร อาจให้การตอบสนองช้ากว่ารุ่น 3.0 ลิตร แต่รวมๆแล้วยังให้กำลังเหลือเฟือ การออกตัว-เร่งแซงก็ไม่ได้อุ้ยอ้าย ซึ่งตรงนี้ก็เลือกให้เหมาะตามลักษณะการใช้งานแล้วกัน

...ในวันที่สองของทริป ทางทีมงานยังเตรียมการทดสอบบนทางฝุ่น และการขับแบบ 4x4 เอาไว้ให้ด้วย โดยยึดไร่ "PARK 'n RANCH จังหวัดราชบุรีเป็นที่ตั้ง

การขับ 4x4 ทีมงานเตรียมรถแบบขับเคลื่อนสี่ล้อไว้ให้เฉพาะ และด้วยมุมไต่และมุมจากเฉลี่ยอยู่ที่ 34 และ 33 องศา ตามลำดับ ขณะที่ระยะต่ำสุดจากพื้น 207 มิลลิเมตร พร้อมเกียร์ทรานสเฟอร์จาก Borg Warner ที่เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า(รุ่นเกียร์อัตโนมัติ) ทั้ง 2H 4H และ 4 Low ก็ทำให้ อุปสรรคที่เตรียมไว้ต้อนรับทั้ง เนินสูง เนินสลับ ลูกระนาด ร่องน้ำ เจ้าเรนเจอร์ ใหม่ก็ผ่านไปได้สบาย

หลังออกมาจากด่าน 4x4 ทีมงานได้จัดรถแบบขับเคลื่อนสองล้อ ไว้ให้ลองทางฝุ่นอีก 6 กิโลเมตร โดยตลอดเส้นทางที่ล้อมรอบด้วยไร่มันสำปะหลัง และต้นยูคาลิปตัส มีทั้งทางกรวด-ลูกรัง และฝุ่นหนาเป็นนิ้วๆ จึงทำให้การขับต้องระมัดระวังพอสมควร
ด่านนี้เรารับรู้ถึงการบังคับความคุม จากพวงมาลัยแรคแอนด์พิเนี่ยนที่แม้ในทางดำ จะไม่เฉียบคมและมีระยะฟรีพอสมควร แต่เมื่อมาขับในทาง 4x4 หรือทางฝุ่นโหดๆ ต้องยอมรับว่า พวงมาลัยลักษณะนี้ช่วยผ่อนแรงกระแทกจากพื้นถนนได้เป็นอย่างดี คือจะไม่ดีดเด้งกลับมาหนัก ช่วยควบคุมได้สบายมือ

จุดเด่นของเรนเจอร์ ยังอยู่ที่การเป็นปิกอัพขับสนุก ยิ่งเป็นรุ่นเกียร์ธรรมดาขับเคลื่อนสองล้อ บนทางฝุ่นหนาๆแบบนี้ จึงไม่แปลกที่รถจะมีอาการดิ้นหรือท้ายปัดบ้างเวลาเข้าโค้ง ดังนั้นจึงต้องอาศัยการเปลี่ยนเกียร์ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และรักษารอบความเร็ว ผมชื่นชมในการเปลี่ยนเกียร์ที่คล่องแคล่ว ขณะที่บางช่วงเป็นโค้งหักศอก การโยกคันเกียร์จาก 3 ยัดมา 2 ก็กระฉับแม่นยำ หรือการไล่ขึ้นไปแต่ละเกียร์ ก็เร้าใจรอบไม่สวิงมาก พร้อมส่งกำลังสู่ล้อหลังได้อย่างต่อเนื่อง
รวบรัดตัดความ…“เติมเสน่ห์ ให้ความแกร่ง” คือคอนเซปต์ทางการตลาดของ“เรนเจอร์ ไมเนอร์เชนจ์” และหลังได้ทดลองขับแล้ว บุคลิกก็เป็นไปตามคอนเซปต์ที่ว่า เพราะสมรรถนะรวมๆยังเหมือนเดิม โดดเด่นกับเครื่องยนต์ดูราทอร์คพลังแรง ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติและธรรมดาได้นุ่มนวล ช่วงล่างแน่นปึ้ก และด้วยความสดใหม่ของหน้าตา เชื่อว่าลุคนี้คงถูกใจนักเลงปิกอัพชาวไทยมากขึ้น
กำลังโหลดความคิดเห็น...