xs
xsm
sm
md
lg

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ คนเดิมในโลกใบเดิม กับเวลาที่เปลี่ยนผ่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: Marsmag



พระเอกหนุ่มหล่อลูกครึ่งไทย-สิงคโปร์-ฝรั่งเศส เริ่มเข้าสู่แวดวงการแสดงในสังกัด GTH (ปัจจุบันคือ GDH) ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง ‘เพื่อนสนิท’ เมื่อปี 2548 และสามารถคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก ‘คม ชัด ลึก อวอร์ด’ จากผลงานแสดงเรื่องแรกในปีนั้น จากนั้นค่อยๆ พัฒนาตัวเองจนสามารถขึ้นทำเนียบนักแสดงระดับแถวหน้า มีผลงานการแสดงทั้งภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์เรื่อยมาตราบถึงปัจจุบัน

อาจเป็นเพราะความเท่ทั้งรูปลักษณ์และวาจา บวกกับความชิลล์ ขี้เล่น และติดดิน ที่เขาเปิดเผยในโลกโซเชียล ทั้งช่องทาง IG: @sunny_suwanmethanont ซึ่งมีผู้ติดตามถึง 3.5 ล้านบัญชี หรือทาง facebook.com/SunnSuwanFC ที่มียอดฟอลโลว์กว่า 5 แสนคน ทำให้ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ยังคงเป็นที่นิยมชมชอบของคนในวงการและแฟนคลับอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ซันนี่ยังมีผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง และพร้อมจะบอกเล่ากันตรงนี้ รวมถึงอัพเดตเรื่องราวอื่นๆ ในชีวิต แบบเท่ๆ ชิลล์ๆ


ทำงานในแวดวงบันเทิงมาสิบสี่ปี ได้เรียนรู้อะไรจากวงการบ้าง

ได้เจอคนดีๆ ครับ ได้เจอสิ่งที่ผมอยากทำเป็นอาชีพ และยังทำให้ผมมีแรงขับเคลื่อนจากมันด้วย ผมเลยรู้สึกโชคดี

ยังมีอะไรให้ต้องเรียนรู้อีกบ้างไหม

ทุกอย่างละครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเจอคน การพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น การเข้าสังคม การเงินของตัวเอง ทุกอย่างเลยครับ ได้เรียนรู้จากการเจอคน หรือได้เรียนรู้จากการที่ได้ไปอยู่ในที่ที่เราไม่เคยไป ได้เจอประสบการณ์ใหม่ๆ


ทุกวันนี้ซันนี่ยังเป็นศิลปินในสังกัดของ GDH อยู่ใช่ไหม

จริงๆ แล้ว GHD กับนาดาวคือบ้าน เรามีสัญญาใจกันครับ เขาคอยดูแลผมมาตั้งแต่แรก ก็เลยจะไม่ย้ายไปเมืองจีน (ยิ้ม)

ความยาก-ง่ายระหว่างการเป็นดาราในสังกัด กับไม่มีสังกัดเป็นอย่างไร

อันนี้ผมไม่รู้เหมือนกัน เพราะผมเป็นกึ่งทั้งสองอย่าง ไม่รู้ว่าดาราในสังกัดเขาทำอย่างไร หรือดาราที่ไม่มีสังกัดจะเป็นอย่างไร เพราะว่าผมไม่รู้สึกว่าผมเป็นดาราอะไร ผมเป็นแค่คนปกติที่ทำอาชีพนี้ ก็เลยไม่ได้คิดว่า เอ๊ย...สังกัดแล้วฉันจะทำอะไรต่อไป มีสิ่งเดียวที่คิดจะทำก็คือ การเป็นนักแสดง อยากทำงานแสดงเท่านั้นเอง ที่เหลือก็แล้วแต่ ชีวิตจะไปทางไหนครับ

แต่ที่ผ่านมา งานทุกอย่างก็ผ่านสังกัดใช่ไหม

ใช่ครับ เขาดูแลเรา

และนั่นคือข้อดี

ใช่ครับ มีคนดูแล มีครอบครัวที่ปกป้องเรา ก็ดีครับ ดีกว่าที่เราจะไปคุย ไปหาโน่นนี่เอง อยากเล่นอยากแสดงอย่างนี้จัง แต่ถ้าไม่มีที่ให้ทำก็ไม่ได้


สิบสี่ปีที่ผ่านมา ซันนี่เคยรู้สึกเหนื่อยและท้อแท้บ้างไหม

ผมไม่เคยเหนื่อยเลยครับ ผมเป็นคนแข็งแกร่งมาก ดูกล้ามสิ (ยิ้ม) มันอยู่ที่จิตครับ จิตจะสั่งตลอด ถ้าเราไม่หิวจิตจะสั่งให้ไม่หิว

อีกสองปีอายุจะสี่สิบแล้ว

ครับ ผมไม่เคยสี่สิบมาก่อน

เตรียมตัวอย่างไรบ้างไหม

ผมไม่เคยเตรียมตัวอะไรครับ เพราะผมไม่คิดว่าผมเปลี่ยนอะไรไปเลย ตั้งแต่เล่นหนังเรื่องแรกตอนอายุยี่สิบสาม มันก็มาเรื่อยๆ จนอายุสามสิบแปดเนี่ยครับ ไม่ได้เคยเลยว่าผมโตขึ้นหรือเปล่า หรือว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไป ผมแค่อยากใช้ชีวิตและทำในสิ่งที่อยากทำ แค่นั้น




อายุเพิ่มขึ้น เวลาการทำงานเพิ่มขึ้น ข้อจำกัดในการทำงานมันเพิ่มขึ้นด้วยไหม

อ่า...มันหลายๆ อย่างครับ ไม่เชิงเป็นข้อจำกัด แต่พอเราเข้าใจแล้วว่าอันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ อันไหนไม่ควรจะทำ หรือว่าอันไหนเรารู้สึกพอใจแค่ไหน ก็จะคุยกันได้ครับ ทุกสิ่งทุกอย่างคุยกันได้ โดยการที่ทำให้รู้สึกวิน-วินกันทั้งสองฝ่าย มันคือการประนีประนอมกันและกัน

งานการแสดง สิ่งที่รับเล่นตลอดเวลานั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำอยู่แล้ว ผมไม่เคยยึดติดว่า ผมจะต้องเป็นใคร เป็นพระเอก หรือเป็นนักแสดง มันไม่ใช่วิถีอย่างนั้น คือพอเป็นภาพยนตร์ เป็นซีรีส์ที่เล่น เราทำงานเป็นทีม เหมือนทีมฟุตบอลของเราสิบเอ็ดคน นักแสดงทุกคนก็จะอยู่ในทีม ถ้าเราเตะชนะ เราได้แชมป์ด้วยกัน เราไม่ได้บอกว่า เฮ้ย...เพราะฉันนะ ฉันยิงประตูชัย ฉันเลยชนะ ไม่เกี่ยว

คิดวางแผนอะไรสำหรับอนาคตหรือเปล่า

ตั้งแต่อายุสี่-ห้าขวบแล้ว ผมไม่เคยวางแผนอะไรในชีวิตเลยครับ โชคดีมากที่แม่ผมไม่ค่อยรักผมเท่าไหร่ (หัวเราะ) เขาเคยไปแฉว่า คุณจะทำอะไรก็เรื่องของคุณ มันคือชีวิตคุณ

ซันนี่ดูแลตัวเองอย่างไร ทั้งด้านสุขภาพ ร่างกาย ผิวพรรณ

อืมม์ จริงๆ แล้วมันคือ คิดในแง่ดีอย่างเดียวครับ ผมเองไม่ค่อยดูแล มีคนคอยดูแลอยู่แล้วคือช่างแต่งหน้า ช่างผม เขาชอบซื้อครีมมาให้ผม แค่นั้นเอง เลยไม่รู้ว่าจะดูแลอะไร ส่วนสุขภาพ เรื่องบอดี้ ถ้ารู้ว่าเราต้องเล่นเป็นอะไร เราก็ทำสภาพร่างกายให้เป็นตามนั้น ก็คือรักษาให้มันตรงกลางไว้


ก็คือใช้ชีวิตตามบท

ใช่ครับ มันก็เหมือนกับ...แล้วแต่ว่าชีวิตเราจะโดนพัดพาไปทางไหน มันสามารถมีช่วงเวลาที่เราจะเป็นแบบนี้ได้ หรือเป็นอีกแบบก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอย่างนั้นอย่างนี้ตลอดเวลา

แล้วถ้าไม่มีงานแสดงล่ะ ซันนี่ดูแลตัวเองอย่างไร

ก็ทั่วๆ ไป มันไม่ใช่การดูแลครับ กินอิ่มนอนหลับเหมือนทั่วๆ ไปแหละครับ

กลัวอ้วนบ้างไหม

ถ้าเกิดว่าจะต้องไปเล่นบทอะไรที่ไม่อ้วน จะกลัวครับ แต่ถ้าไม่มีก็เฉยๆ

เป็นคนอ้วนง่ายไหม

ผมเคยทั้งอ้วนและผอมมาตลอดทั้งชีวิต ผมรู้ตั้งแต่เล่นหนังเรื่อง ‘รัก 7 ปี ดี 7 หน’ ผมรู้จังหวะแล้วว่า ทำแบบไหนจะเอาไขมันออกได้ กินแบบไหนจะ...ผมไม่ต้องกังวลไง เพราะผมมีทรงที่สร้างได้อยู่แล้ว เคยไปฟิตเนสและสร้างทรงไว้แล้ว สมมุติพอเผละไป แป๊บเดียวก็กลับมาเหมือนเดิมได้

ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

ใช่ครับ มันอยู่ที่วินัยของเรา


แล้วกลัวแก่ไหม

ไม่รู้สิ ไม่แก่สักที ไม่รู้จะกลัวไปทำไม

เลขสี่ก็น่ากลัวแล้วนะ

ใช่ จริงเหรอครับ ยังไม่เคยถึงเลยครับ (ยิ้ม) แต่เท่ขึ้นทุกวัน ผมเลยไม่รู้ตัว

คิดถึงเรื่องการมีครอบครัวบ้างหรือยัง

ครอบครัวผมมีอยู่แล้วครับ

ครอบครัวของตัวเองล่ะ

หมายถึงผมเอาแม่ของคนอื่นมาเหรอครับ (ยิ้ม) ยังไม่เคยคิดเลยครับ มันต้องเจอก่อนว่าเราเจอใคร แล้วเราอยากจะสร้างครอบครัวกับเขาหรือเปล่า และเขาต้องอยากสร้างครอบครัวกับเราด้วยนะ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นความต้องการของผมอย่างเดียว ไม่ได้สวยงามเป็นความรัก มันต้องไปด้วยกัน


ตอนนี้ซันนี่มีผลงานอะไรใหม่บ้าง

มีหนังใหม่เรื่อง ‘Happy Old Year’ ครับ จะเข้าฉาย 26 ธันวาคมนี้ ดาราที่ร่วมแสดงมีน้องออกแบบ-ชุติมณฑน์ (จึงเจริญสุขยิ่ง) พี่อุ๋ม-อาภาศิริ (นิติพน) ฟ้า-ษริกา (สารทศิลป์ศุภา) และดาราอีกคับคั่งมากมายครับ กำกับฯ โดยนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์

เรื่องราวเป็นอย่างไร

เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์สำหรับคนที่อยากจะทิ้งแต่ไม่อยากจะตัดใจ หนังพูดถึงความสัมพันธ์ของคนกับสิ่งของ คือของที่ก่อนจะให้เรามา มันเคยเป็นของของคนอื่นมาก่อน คือมันไม่ใช่แค่สิ่งของ มันเชื่อมโยงกับคนคนนั้นด้วย

เรื่องเริ่มต้นจากการที่คนคนหนึ่งจะย้ายบ้าน ต้องจัดบ้านใหม่ แล้วต้องไปเก็บของ รื้อของ สุดท้ายก็เลือกว่าอันไหนจะเก็บไว้บ้าง แต่มันมีความรู้สึกขึ้นมาว่า ของบางอย่างมันเคยเป็นของใคร คนให้เรามา เราจะทิ้งมันดีไหม หรือเราจำความรู้สึกว่า คนที่เคยเป็นเจ้าของของสิ่งนี้เขาเป็นคนแบบไหน และจำได้ว่าสิ่งที่เราเคยคุยกับเขามันมีความสุขหรือเปล่า มันเชื่อมกันครับ ระหว่างสิ่งของกับคน

ในเรื่องผมเล่นเป็นโปรดักชั่น ดีไซเนอร์ เป็นคนจัดพร็อป จัดหาของเวลาจะทำอีเวนต์ และเป็นคนดีไซน์ว่าควรจะมีอะไรบ้าง ตัวละครนี้ก็จะเป็นมนุษย์อีกมุมหนึ่ง

ความจริงแล้วผมไม่จำเป็นต้องอธิบายคาแรกเตอร์ของตัวละครหรอกครับ คนมักคิดว่าผมเล่นเหมือนกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ใช่หรือเปล่า ไม่ว่าผมจะอธิบายอย่างไร คนก็ยังคิดแบบนั้น (ยิ้ม) ใช่ไหมครับ เล่นเป็นหมอเป้ง (My Ambulance รักฉุดใจนายฉุกเฉิน) เขาก็หาว่าผมเป็นชาวี (น้ำตากามเทพ) มันเหมือนกันตรงไหนผมยังไม่รู้เลย ก็แล้วแต่ ตามสบาย (หัวเราะ)

ตัวซันนี่เองล่ะ มีของอะไรบ้างที่ทิ้งไม่ลง

ที่บ้านเพียบเลยครับ ผมจำได้ว่าของชิ้นไหนที่ผมซื้อหรือใครให้มา แล้วเวลาหยิบออกมาจะทิ้งผมก็รู้สึกเกรงใจ ทิ้งไม่ลง อย่างของที่แฟนคลับให้มา จะยกให้คนอื่นผมยังเกรงใจเลย คนนี้ใส่ได้ แต่ถ้าแฟนคลับไปเห็นเข้าละ อะไรแบบนี้


ซันนี่มีไอดอลไหม และเป็นใคร

แบบอย่างที่ดีที่สุดในการเป็นมนุษย์ใช่ไหมครับ มีครับ สำหรับผมคือในหลวงรัชกาลที่ 9 อยากเป็นสักเสี้ยวหนึ่งของท่าน

ยึดคำสอนอะไรของพระองค์มาปฏิบัติบ้าง

เต็มไปหมดเลยครับ พระองค์ท่านสอนทั้งในเรื่องวิธีคิด คือการที่เราเปลี่ยนวิธีคิดเราก็สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ความพอเพียงไม่ได้หมายความแค่ว่าการอดออมหรือเก็บอะไรไว้ใช้ แต่มันคือทัศนคติ ว่าเรารู้จักตัวเองแค่ไหน รู้ว่าอะไรควรจะมีหรือไม่ควรจะมี บางอย่างเราไม่ได้ใช้ด้วยซ้ำ สิทธิบางสิทธิเราไม่มีความต้องการที่จะใช้ในชีวิตด้วยซ้ำ แต่เรากลัวคนอื่นเอาเปรียบ
ถ้าเรารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร คนอื่นจะมีอะไรเยอะก็เรื่องของเขา เราจะมีรถสามคันทำไมในเมื่อเราใช้แค่คันเดียว แล้วเราจะมีรถอีกสองคันเพื่ออะไร มันคือวิธีคิดน่ะ วิธีคิดถูกปั๊บทุกอย่างก็ถูก

แล้วไอดอลในการทำงานล่ะ เป็นใคร

ทุกคนละครับ ทุกคนที่รักในอาชีพของเขา และทุ่มเทให้กับมัน ในวิชาชีพที่เขาจะมีได้ นักแสดงที่เคยร่วมงานกับผมทุกคนก็เป็นไอดอลของผมหมด เขาเป็นอาจารย์ผมด้วยเหมือนกัน เพราะเป็นแบบอย่างที่ดี ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์จากทุกคน เพราะการแสดงมันต้องเชื่อมโยงกัน ต้อง react กัน เหมือนเราเจอมนุษย์คนหนึ่ง เราก็ได้เรียนรู้อะไรจากเขา


ซันนี่เรียนรู้การแสดงเพิ่มเติมจากไหนบ้าง นอกเหนือจากเวิร์กช็อป

จริงๆ แล้วการแสดงเพิ่มเติมที่ดีที่สุดคือการรู้จักมนุษย์ เจอคน คิดและเข้าใจประสบการณ์ชีวิตครับ ผมไม่เชื่อว่าการแสดงคือการฝึกฝน ผมเชื่อว่าเราจริงใจต่อความรู้สึก สำหรับผมมันไม่ใช่เหมือนกีฬา ผมไม่ต้องการ...การที่ทำอย่างไรให้ตัวเองร้องไห้ได้ตลอดเวลา มนุษย์จริงๆ ทุกคนอยากทำอะไรในตอนนั้น แค่บางจังหวะ บางจังหวะต่อให้เศร้าแค่ไหนเขาก็ไม่แสดงออก บางจังหวะเขาทนไม่ไหว เขาถึงแสดงออกมา

ผมรู้สึกว่าสิ่งนี้มันต้องใหม่ สม่ำเสมอ ผมไม่อยากเคยชินในการที่...ผมฝึกมาเพื่อ...การแสดงคือการใช้ชีวิตตัวละคร ผมไม่สนใจว่าใครจะเก่งหรือไม่เก่ง

ซันนี่ต้องใช้เวลาเตรียมตัวนานแค่ไหนสำหรับการรับงานแต่ละชิ้น

การเตรียมตัวของผมคือการปลูกฝังความเป็นทัศนคติ (ของตัวละคร) แบบนั้นลงไป ปลูกฝังความเข้าใจ และให้ตัวเองจริงใจต่อความรู้สึกนั้นด้วย ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเหมือนกัน มันเป็นวิธีที่ผมคิดขึ้นมา ถ้ามันผิดหลักการละก็ อาจารย์หลายๆ คนอย่าว่าผมละกัน ผมขอโทษจริงๆ ผมทำได้แค่นี้ครับ (ยิ้ม)

มันคือชีวิตคนครับ เอาจริงๆ แล้วคนเรา...อย่างตัวผม ผมไม่ได้จำอะไรมาพูด ผมฟังอะไรมา รู้สึกแบบไหน แล้วผมก็แสดงหรือ react ตอบไปแบบนั้น ผมไม่ได้คิดว่าผมจะต้องหันหน้าด้านนี้แล้วพูดอย่างนี้นะ มันเท่แน่ๆ เลยเมื่ออยู่ในกล้อง ผมไม่ได้คิด มันเป็นไปเอง

แล้ววิธีการก็คือ ตอนนี้เราก็ต้องไม่ใช่ตัวเอง เราเป็นตัวละครนั้น ใส่ทัศนคติของตัวละครนั้นเข้าไป และใช้ชีวิตเหมือนเขา เขาจะทำอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ใช่เรื่องผิด นั่นคือสิทธิของเขา

งานอดิเรกของซันนี่มีอะไรบ้าง

ไม่รู้สิครับ มันเลือกไม่ถูก ผมก็ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ชอบเดินเล่น ชอบช้อปปิ้ง ชอบไปต่างประเทศ ชอบเจอเพื่อน ชอบไปเตะบอล ก็เลยไม่รู้ว่าอันไหนคืองานอดิเรก


มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษบ้างไหมเวลานี้

สิ่งที่สนใจในชีวิตตอนนี้ก็คือความสนุกสนานละครับ ความตั้งใจที่อยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นให้ได้เรื่อยๆ ทุกวัน รวมทั้งงานแสดง และครอบครัว ผมก็มีอยู่แค่นี้ ผมอาจจะไม่ใช่คนที่แสดงออกด้านความรักกับครอบครัวสักเท่าไหร่ แต่ว่าผมก็อาศัยความเชื่อใจ

แต่มีความใกล้ชิดกับครอบครัวใช่ไหม

ใกล้ชิดครับ ผมอยู่ห่างกับพ่อแม่ประมาณแปดกิโลครับ ตั้งแต่แม่กลับจากแอฟริกาผมยังไม่ได้ไปหาแม่เลย ผมเจอแค่ครั้งเดียว

พวกพี่ๆ ล่ะ

พี่ชายก็อยู่บ้านครับ ยังไม่มีครอบครัว ส่วนพี่สาวผมมีครอบครัวแล้ว ก็แยกกันอยู่คนละบ้าน

แม่ยังเป็นห่วงซันนี่อยู่ไหม

ห่วงตลอดครับ เพราะเขาคิดว่าผมเหมือนเด็กเล็กๆ ตลอด แต่เขาจะไม่มาบอกผมเลยสักครั้งในชีวิตว่าอยากให้ผมทำอะไร

แม่ห่วงเรื่องอะไรบ้าง

ทุกอย่างแหละครับ ต่อให้อะไรเขาก็ห่วง กินข้าวหรือยัง เขาก็ห่วง ลูกเขาน่ะ (ยิ้ม) ถึงผมโตแล้วเขาก็ห่วง เหมือนผม แม่ผมไปแอฟริกาคนเดียวเดือนหนึ่ง ผมก็ห่วง แต่จริงๆ แล้วคิดว่า เขาใช้ชีวิตอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว และเขาไม่ใช่เด็กแล้วไง ผมก็ต้องปล่อยให้เขาทำนั่นทำนี่ แต่เขาก็ไม่บ่น ไปคนเดียว ได้สัญชาติมาลีกลับมาอีก (ยิ้ม) เหนือชั้นมาก ไม่รู้ทำได้อย่างไร โกงอายุได้อีกหกปี
แม่ผมเหนือชั้นมาก พ่อผมยืนปรบมือเลย ทำได้อย่างไร (หัวเราะ)


เรื่อง : บุญโชค พานิชศิลป์


สามารถดาวน์โหลดได้ที่ :
https://www.mebmarket.com/ebook-112421-Mars-Homme-Magazine-Online-SUNNY
https://www.ookbee.com/shop/magazine/MARHOMMEMAG/79e8f50f-bcdd-4c9e-ae70-9cc71ee3b43c/mars-homme-magazine-online-sunny


กำลังโหลดความคิดเห็น...