xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องลับของ ‘เลดี้ ไดอานา’ จากปากของ ‘เอลตัน จอห์น’

เผยแพร่:   โดย: Marsmag



เอลตัน จอห์น เจ้าของเพลงฮิตอย่าง ‘I’m Still Standing’ และ ‘Candle In The Wind’ ซึ่งมียอดขายซีดีทั่วโลกกว่า 900 ล้านแผ่น และได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘เจ้าตำนานแห่งป๊อปและร็อก’

เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เขามีผลงานหนังสือ ‘Me’ อัตชีวประวัติของตนเอง เล่าเรื่องราวที่ผกผันในชีวิต รวมทั้งแสดงทัศนะเกี่ยวกับงานอาชีพ การเปิดเผยตัวตน ความมัวเมายาเสพติดในอดีต ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับจอห์น เลนนอน และเลดี้ ไดอานา

นี่คือเรื่องเล่าบางส่วนของเอลตัน จอห์นในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา...


การพบเจอกันกับเลดี้ ไดอานา

เอลตัน จอห์นพบกับไดอานาครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 1981 ก่อนที่เธอจะเข้าพิธีเสกสมรสกับปรินซ์ชาร์ลส์ ทั้งสองเจอกันในงานฉลองวันคล้ายวันราชสมภพ 21 พรรษาของปรินซ์แอนดรูว์ ที่พระราชวังวินด์เซอร์ เขากับเรย์ คูเปอร์ได้รับมอบหมายให้ดูแลด้านความบันเทิงภายในงาน เขาพยายามออกแบบจัดฉากให้ดูเหนือจริง ติดตั้งไฟเพื่อให้แสงสาดไปที่พระราชวัง จัดพื้นที่บริเวณบอลรูมให้เป็นห้องดิสโก แต่เนื่องจากสมเด็จพระราชินีเสด็จร่วมงานด้วย จึงมีการลดระดับความดังของเสียงเพลงลง

สมเด็จพระราชินีเสด็จเข้าไปที่ห้องบอลรูมพร้อมกับกระเป๋าที่ข้างพระหัตถ์เหมือนเช่นปกติ พระองค์ทรงตรัสถามเอลตัน จอห์นอย่างสุภาพว่า จะขอร่วมวงด้วยได้หรือไม่ ก่อนที่จะเสด็จไปที่ฟลอร์กับเขา เต้นตามทำนองเพลงของบิล ฮาลีย์ ในจังหวะดิสโกที่ดูเหมือนจะเบาที่สุดในโลก


เอลตัน จอห์นรู้ดีว่า สมเด็จพระราชินีไม่ทรงปรารถนาจะเปิดเผยความขี้เล่นของพระองค์ในที่สาธารณะ นั่นเป็นเพราะสถานะของพระองค์ เขาสังเกตได้ตั้งแต่คราวที่พระองค์แต่งตั้งเขาเป็น ‘Commander of the British Empire’ และต่อมาทรงประธานยศ ‘อัศวิน’ ให้ ครั้งนั้นพระองค์ต้องทรงมอบเหรียญให้กับผู้คนกว่า 200 คน นานถึงสองชั่วโมงครึ่ง ทรงมอบเหรียญให้ทีละคน พร้อมทั้งทรง ‘small talk’ ไปด้วย เป็นคำถามสั้นๆ คล้ายๆ กันประมาณว่างานยุ่งไหม เพื่อให้ทุกคนได้ตอบคล้ายๆ กันว่า “yes, Ma’am” ก่อนที่พระองค์จะทรงปิดบทสนทนาด้วยคำว่า “ดีแล้ว” และคนถัดมาก็จะเดินเข้าไปรับเหรียญต่อ

ในความเป็นจริงพระองค์อาจจะเป็นคนตลกก็ได้ บางครั้งเอลตัน จอห์นก็เคยถูกตั้งคำถามจากพระองค์ เช่นว่า เขาเสพโคเคนก่อนที่จะขึ้นเวทีแสดงหรือไม่ จนทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะตอบ และพาลไปตั้งคำถามกับตัวเองว่า เขาเป็นแค่นักร้องจากชนชั้นสามัญ แล้วไปทำอะไรอยู่ตรงนั้น แต่กับไดอานานั้นเขากลับรู้สึกอีกแบบ เธอไม่เคยถือตัว เข้าถึงและพูดคุยได้กับทุกคน อีกทั้งสามารถปรับตัวให้เหมือนเป็นสามัญชนได้อย่างง่ายดาย จนคนทุกชนชั้นรู้สึกสบายใจเมื่อพบเจอหรือสนทนากับเธอ พระโอรสทั้งสองของเธอดูเหมือนจะซึมซับสิ่งนี้จากเธอ โดยเฉพาะปรินซ์แฮร์รี ที่เหมือนไดอานามาก ตรงที่ไม่สนใจเรื่องชนชั้นหรือยศถาบรรดาศักดิ์

เลดี้ ไดอานา ขุมข่าวกอสสิป

ในตอนค่ำของปี 1981 นั้นเธอปรากฏตัวที่ห้องบอลรูม ทั้งสองพบเจอกันและรู้สึกได้ทันทีถึงความสนิทชิดเชื้อ เธอทักทายและพูดคุยกับผู้คนอย่างเป็นกันเอง เป็นแขกที่วิเศษสำหรับมื้ออาหารค่ำ เธอพูดทุกเรื่องอย่างเปิดเผย และเป็นขุมข่าวกอสสิปตัวจริง ไม่ว่าใครจะถามเธอเรื่องอะไร เธอมักจะตอบหมด ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งคือ วิธีการที่เธอกล่าวถึงปรินซ์ชาร์ลส์ เธอไม่เคยเรียกชื่อของเขา แต่จะเรียกว่า “สามีของฉัน” ตลอด ไม่เคยเอ่ยชื่อชาร์ลส์ ส่วนชื่อเล่นนั้นแทบไม่ต้องนึกเดา มันฟังดูห่างเหิน เยือกเย็น และเป็นทางการมาก

เอลตัน จอห์นเล่าถึงครั้งที่เขาทำมิวสิคัล ‘The Lion King’ ครั้งนั้นเจฟฟรีย์ คัตเซนเบิร์ก-อดีตนายใหญ่ของดีสนีย์ เดินทางไปที่อังกฤษ เอลตันและเดวิด เฟอร์นิช (สามีของเอลตัน) จัดดินเนอร์ปาร์ตี้รับรองคัตเซนเบิร์กและภรรยาที่บ้านในวูดไซด์ เอลตันเอ่ยถามทั้งสองว่า มีใครในอังกฤษที่พวกเขาต้องการพบให้ได้บ้างไหม และคำตอบอย่างไม่ลังเลของทั้งสองก็คือ “เจ้าหญิงไดอานา”




ดังนั้น เอลตัน จอห์นจึงเชิญไดอานามาร่วมรับประทานมื้อค่ำด้วย นอกจากนั้นยังมีจอร์จ ไมเคิล ริชาร์ด เคอร์ติสกับภรรยา-เอมมา ฟรอยด์ ริชาร์ด เกียร์ และซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ซึ่งตอนนั้นทั้งหมดยังพักอยู่ในอังกฤษ และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด ริชาร์ด เกียร์และไดอานามีท่าทีใกล้ชิดกันตั้งแต่แรกพบหน้ากัน ตอนนั้นเธอเพิ่งแยกทางกับปรินซ์ชาร์ลส์หมาดๆ ส่วนริชาร์ดก็เพิ่งบอกเลิกกับซินดี ครอว์ฟอร์ด ทั้งสองนั่งเคียงข้างกันที่ด้านหน้าเตาผิง แลกเปลี่ยนบทสนทนากันอย่างออกรส ขณะที่คนอื่นๆ ก็กำลังพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน ส่วนเอลตัน จอห์นนั้นแอบสังเกตเห็นว่า ซิลเวสเตอร์ สตอลโลนลอบชำเลืองไปที่ไดอานากับริชาร์ดบ่อยครั้ง และแสดงท่าทีคล้ายไม่สบอารมณ์

เอลตันรับรู้ได้ในตอนนั้นว่า เหตุที่สตอลโลนตอบตกลงมาร่วมปาร์ตี้ด้วย ก็เพราะคิดอยากจะใกล้ชิดไดอานา แต่พอมาเจอสถานการณ์อย่างนี้เข้า ทำให้ค่ำคืนนั้นของเขาคล้ายผิดแผน

เกียร์และสตอลโลนเกือบถึงขั้นวางมวย

ในที่สุดอาหารก็พร้อมเสิร์ฟ ทุกคนพากันเคลื่อนย้ายไปที่ห้องรับประทานอาหาร และทรุดนั่งลงที่โต๊ะใหญ่ เอลตันสังเกตเห็นว่า ริชาร์ด เกียร์ไม่ได้ตามไป และซิลเวสเตอร์ สตอลโลนก็เช่นกัน ทั้งหมดจึงนั่งรอ ครั้นไม่เห็นทีท่าว่าทั้งสองจะโผล่มา เอลตันจึงบอกกับเดวิด-ผู้เป็นสามี ให้ช่วยไปดู กระทั่งเมื่อเขาเดินกลับมาที่โต๊ะพร้อมพระเอกทั้งสอง เดวิดก็เข้าไปกระซิบที่ข้างหูเอลตัน บอกว่า “มีปัญหาละ”

เดวิดเดินออกไปเจอเกียร์และสตอลโลนที่โถงด้านนอก ระหว่างกำลังตั้งท่าจะวางมวยกันอยู่ จนเดวิดต้องยับยั้งสถานการณ์ ด้วยการร้องบอกว่า อาหารพร้อมแล้ว และทำสีหน้าคล้ายไม่รู้เห็นว่าทั้งสองมีเรื่องอะไรกัน แต่เขาเห็นได้ชัดว่าสตอลโลนโกรธขึ้ง




หลังรับประทานอาหารเสร็จ ไดอานาและริชาร์ด เกียร์ย้ายกลับไปนั่งที่หน้าเตาผิงเหมือนเดิม ส่วนซิลเวสเตอร์ สตอลโลนขอตัวกลับ ใบหน้าขุ่นมัว “ผมไม่น่ามาเลย” เขาบอกเอลตัลกับเดวิดตอนที่ทั้งสองไปส่งที่หน้าประตู “ถ้ารู้ว่าเจ้าชายหน้าหมาอยู่ที่นี่ด้วย”

เมื่อกลับเข้าไปที่ห้องนั่งเล่น เอลตัน จอห์นยังเห็นไดอานากับริชาร์ด เกียร์นั่งจ้องตากันแบบคลั่งไคล้ ทั้งสองแสดงอาการคล้ายลืมโลก บางทีไดอานาอาจจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือบางทีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเสียจนทำให้เธอชิน หลังจากเธอเสียชีวิตแล้ว ก็เริ่มมีคนพูดถึงเรื่อง ‘ไดอานา เอฟเฟ็กต์’ ซึ่งหมายถึงวิธีที่เธอประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อราชวงศ์ โรคเอดส์ บูลิเมีย หรือความป่วยไข้ทางจิต


หลังจากนั้น เอลตัน จอห์นกับไดอานาก็ไม่พบไม่ได้คุยกันอีกนาน จนกระทั่งถึงวันที่เจียนนี เวอร์ซาเชถูกฆาตกรรม เขารับรู้ข่าวร้ายจากจอห์น รีด และไดอานาเป็นคนแรกที่โทรศัพท์หาเขา ทั้งที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอได้เบอร์จากที่ไหน เพราะเอลตันกับเดวิดเพิ่งซื้อบ้านที่นีซได้ไม่นาน ส่วนไดอานา ขณะนั้นอยู่ที่แซงต์-โตรเปซ์ บนเรือยอชต์ของโดดี อัล-ฟาเยด ริมชายฝั่งไม่ไกลกันนัก

ไดอานา เอลตัน และเดวิดเดินทางไปร่วมพิธีศพของเวอร์ซาเชพร้อมกัน ตอนที่ไดอานาไปถึงโบสถ์ (ในมิลาน) นักข่าวปาปาราซซีพากันมุงล้อม ราวกับเธอเป็นดาราใหญ่ระดับโลก บรรดาช่างภาพเกาะติดเธอไม่ห่างแม้ระหว่างบาทหลวงทำพิธีทางศาสนา


เช้าวันอาทิตย์ปลายเดือนสิงหาคม เอลตันและเดวิดถูกปลุกเพราะเสียงดังจากเครื่องแฟกซ์ เดวิดเป็นคนเดินไปดู และเดินกลับมาหาเอลตันพร้อมแผ่นกระดาษแฟกซ์ที่มีลายมือเขียน ส่งจากเพื่อนคนหนึ่งของพวกเขาที่อยู่ลอนดอน

“ช่างเป็นข่าวร้ายเสียจริง ฉันเสียใจที่ได้ยินข่าวนี้” ทั้งสองยังมึนงง ไม่รู้ว่าเพื่อนคนนั้นหมายถึงอะไร จนต้องลุกลี้ลุกลนเปิดทีวีดู

และรับรู้ในคราวนั้นว่า เจ้าหญิงไดอานาเสียชีวิตแล้ว


เรื่อง : บุญโชค พานิชศิลป์


กำลังโหลดความคิดเห็น...